Daisypath Anniversary tickers

รอบรั้ว วิทยาศาสตร์ พืชในท้องถิ่น

Tuesday, July 3, 2007


ลูกๆคะ วันนี้คุณครูจะมาพูดเรื่องพืชอีก เพราะในอาทิตย์นี้จะเข้าสู่บทเรียนนี้แล้ว หลังจากที่ดูหนังไปบ้าง ไปวัดกันบ้างเสีย 2-3 วันค่ะ จะมาพูดเรื่องพืชในท้องถิ่นค่ะ เราจะเห็นว่าพืชมีมากมายหลายชนิด พืชแต่ละชนิดมีลักษณะแตกต่างกัน แต่พืชเหล่านี้ก็มีลักษณะบางประการที่เหมือนกันด้วย ดังนั้นจึงสามารถใช้ลักษณะที่เหมือนกันของพืชเป็นเกณฑ์ในการจำแนก เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษาเกี่ยวกับการดำรงชีวิตของพืช ถ้าเราจะสังเกตุสักหน่อยนะคะ เราจะพบว่าสามารถจำแนกหรือแยกกันได้เป็น 2 พวกใหญ่ๆค่ะ ได้แก่
1. พืชมีดอก-พืชไม่มีดอก

2. พืชใบเลี้ยงเดี่ยว-พืชใบเลี้ยงคู่

จำให้แม่นๆนะคะว่าเราจำแนกพืชออกเป็นกี่พวก ทีนี้ก็มาดูรายละเอียดค่ะว่ามันเป็นอย่างไร

***พืชมีดอก...คือพืชที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว มีส่วนของดอกสำหรับใช้ในการผสมพันธุ์ เพื่อให้เกิดเป็นต้นพืชใหม่ พืชมีดอกจัดเป็นพืชชั้นสูง เพราะมีส่วนประกอบสำคัญๆคือ ราก ลำต้น ใบ ดอก ผลและเมล็ด ตัวอย่างของพืชมีดอกเช่น ทานตะวัน มะม่วง ชมพู่ มะละกอ กุหลาบ กล้วยไม้ เป็นต้น

***พืชไม่มีดอก...หรือพืชไร้ดอก คือพืชที่ไม่มีดอกเลย ตลอดการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเจริญเติบโตเต็มที่แล้วก็ตาม พืชจำพวกนี้จึงไม่มีดอกสำหรับใช้ในการผสมพันธุ์ แต่จะสืบพันธุ์โดยการสร้างสปอร์ซึ่งจะงอกเป็นพืชต้นใหม่ได้ ตัวอย่างพืชไม่มีดอก เช่น เฟิร์น สน ปรง ผักกูด ผักแว่น เป็นต้น

***พืชใบเลี้ยงเดี่ยว...นอกจากจะเอาดอกมาเป็นเกณฑ์การจำแนกแล้ว เราใช้ลักษณะส่วนประกอบต่างๆมาใช้อีก คือพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่จะแตกต่างกัน
ลักษณะพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีดังนี้ค่ะ
1. มีใบเลี้ยง 1 ใบ
2. ลักษณะของเส้นใบเรียงแบบขนาน
3. มีระบบรากฝอย
4.ลำต้นมีข้อปล้องชัดเจน และไม่มีการเจริญทางด้านข้าง
***พืชใบเลี้ยงคู่...แทบจะอยู่ฝั่งตรงกันข้ามเลยก็ว่าได้ค่ะ สำหรับความแตกต่างของลักษณะ อ่านดูนะคะ
ลักษณะพืชใบเลี้ยงคู่ค่ะ
1. มีใบเลี้ยง 2 ใบ....เห็นมั้ยคะ ว่ามันต่างกันแล้วจากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
2. ลักษณะของเส้นใบเป็นร่างแห....ต่างกันอีก
3. มีระบบรากแก้ว....อีกละที่ต่างไป
4. ลำต้นไม่มีข้อปล้อง และมีการเจริญเติบโตออกทางด้านข้าง ถ้าเป็นคนก็ถือว่าอ้วนค่ะ แต่นี่เป็นพืชก็ต้องบอกว่าลำต้นใหญ่ค่ะ ต่างกันอีกนะคะ

เรื่องสั้นนิดเดียวนะคะ ในเรื่องพืชในท้องถิ่น หรือจะเรียกว่าการจำแนกพืช ลูกๆอ่านทุกตัวอักษรเลยนะคะ ทุกคำคือคำตอบในข้อสอบค่ะ ง่ายนิดเดียวนะคะ

Posted by ครูพเยาว์ at 6:20 PM

ดูหนัง ฟังเพลง The Way Home

เมื่อครั้งที่แล้ว ครูได้เล่าเรื่อง รักนั้นนิรันดร The road home เรื่องนี้ชื่อเรื่องคล้ายๆกัน แต่เนื้อเรื่องไม่คล้ายกันค่ะ เป็นเรื่องของความรักของยายกับหลานชาย และให้เห็นถึงสายใยแห่งความรัก ถึงแม้ว่าทั้งสองยายหลานนั้น จะอยู่ห่างกัน แม้กระทั่งการใช้ชีวิตก็ไม่เหมือนกันค่ะ

....เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น เมื่อแม่ของซังวู (ดองโยฮี) พาเขาไปฝากยังบ้านของ คุณยาย (คิมยูลบุน) ที่ต่างจังหวัด ซังวู (ยูซังโฮ) เด็กน้อยวัย 7 ปีรู้ว่า นี่คือของเวลาที่ลำบากที่สุด นับตั้งแต่แม่ของเขาแยกทางกับพ่อของเขา ตั้งแต่เขายังเล็ก มันไม่ง่ายที่จะหาเลี้ยงลูกชายเพียงลำพังในเมืองใหญ่ ซึ่งดูเหมือนว่า ซังวู จะเข้าใจ และพร้อมที่จะดูแลตัวเอง ในขณะที่แม่ไปทำงาน
....แต่ดูเหมือนชีวิตในเมืองชนบท มันดานี ช่างน่าเบื่อสำหรับเด็กที่เติบโตจากเมืองใหญ่อย่าง ซังวู มันไม่มีอะไรจะให้เขาเล่นสนุกด้วย ยายของเขาเป็นใบ้ เขาปฏิเสธทุกสิ่งที่ยายของเขาหาให้ เขาเรียกร้องที่จะกินแฮม แทนกิมจิที่ยายเตรียมไว้ เขาร้องหาโค้กแทนที่น้ำที่ยายริน ที่นี่ไม่มีโทรศัพท์ แต่มีเส้นทางชวนขนลุกเวลากลางคืน ของทางไปห้องน้ำ ที่อยู่นอกหลังคาบ้าน เขาไม่มีเพื่อน ไม่มีของเล่น สิ่งเดียวที่พอจะทำให้เขา พ้นจากประสบการณ์ต่างเมืองอันน่าหดหู่นี้คือ เครื่องเล่นเกมส์ และโปสการ์ดที่เขาซึ้อมาจากกรุงโซล แต่แล้วเย็นวันหนึ่ง เมื่อแบตเตอรี่ในเกมส์สุดรักหมดลง เขาขอให้ยายซึ้อแบตเตอรี่ใส่เกมส์ให้เขาใหม่ แต่เธอตอบเขาด้วยภาษาใบ้สั้นๆ ว่าเธอ “เสียใจ” เขาได้แต่คิดว่ายายคงไม่มีเงิน สำหรับซื้อแบตเตอรี่ให้เขา เขาพยายามตื้อยายทุกวิถีทาง แต่ก็ไร้ประโยชน์ จนกระทั่งเขาตัดสินใจ ที่จะขโมยปิ่นปักผมของยาย และเอาเงินที่ได้ไปซื้อแบตเตอรี่ใหม่
....เขาขโมยปิ่นในขณะที่ยายหลับ แล้ววิ่งออกไปตามทางของหมู่บ้าน จนกระทั่งเจอกับร้านขายของเล็กๆ แต่ที่นั่นไม่มีแบตเตอรี่แบบที่ใส่กับเกมส์ของเขาได้ ทั้งขมขื่น, ผิดหวัง และหลงทาง โชคดีที่ลุงแก่ๆ คนหนึ่ง ถีบจักรยานพาเขามาส่งที่บ้านคุณยาย ตอนที่ยายเดินออกมารับซังวู เห็นยายใช้ช้อนทองเหลืองม้วนผมยายไว้ แทนที่ปิ่นที่เขาขโมยมา แต่ดูเหมือนว่า เธอจะไม่ได้คิดว่าเขาขโมยมันไป ซังวูจึงซ่อนมันไว้ด้านหลัง และเดินตามเธอเข้าไปในบ้าน
....บ่ายวันหนึ่ง หลังจากที่ใช้เวลายาวนานที่แสนน่าเบื่อ หมดไปกับการส่งสัญญาณมือ เพื่อบอกกับยายว่าเขาอยากกินไก่ทอด ยายหอบผักกำใหญ่ไปที่ตลาดใกล้ๆ ทันที เพื่อหาทางซื้อไก่มาให้เขา ท่ามกลางลมพายุ ในที่สุดเธอก็กลับมา พร้อมกับไก่สำหรับซังวู ด้วยความยากลำบากที่เธอพยายามทำให้แก่หลาน และความแตกต่างของชีวิต ในสังคมเมืองและสังคมชนบท สิ่งที่เธอหามาให้แก่หลาน เป็นเพียงไก่ทอด ในขณะที่สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ คือไก่ทอดจาก KFC เขาไม่แตะต้องไก่จานนั้น จนกระทั่งกลางดึกของคืนวันนั้น ความหิวทำให้เขาออกมากินมัน และเขาก็ร้องให้
....วันหนึ่งเมื่อยายของเขาล้มป่วย ซังวูพยายาม หาทางทำให้ยายของเขารู้สึกอุ่น ผ้าทุกชิ้น อาหารร้อนๆ ... และตัดสินใจคืนปิ่นปักผม ที่ขโมยมาคืนให้กับยาย ขณะเดียวกัน เขาหันไปเจอกับ ชูลอี (มินกังฮุน) เด็กผู้ชายที่กำลังไถลงมาจากเนินเขา หนีกระทิงดุที่กำลังตามขวิดเขาอยู่ พร้อมกับเด็กผู้หญิงน่ารักที่ชื่อ ฮียุน (ยิมยุนกัง)
....หลายวันต่อมา เมื่อยายของเขาหายดี เขาชวนยายของเขา ออกไปขายผักที่ตลาด ด้วยเงินเเพียงล็กน้อยที่ขายผักได้ เธอซื้อรองเท้าผ้าใบคู่ใหม่ให้ซังวู พาเขาไปทานอาหารที่ภัตตาคารอาหารจีน สั่งก๋วยเตี๋ยวให้เขา ในขณะที่เธอกินเพียงของกินเล่นและชาเขียว จากนั้นเธอส่งช็อกโกแล็ตและท๊อฟฟี่ให้กับเขา และส่งเขาขึ้นรถเมล์กลับ เขาเก็บขนมไว้ให้ยายหนึ่งอัน และยืนคอยยายอยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าหมู่บ้าน มันผ่านไปนาน กว่าที่เขาจะเห็นยายเดินกลับมา ทั้งถือของและเปียกชุ่ม นั่นทำให้เขาคิดได้ว่า ที่ยายส่งเขาขึ้นรถกลับบ้านคนเดียว เพราะเธอไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่ารถเมล์สำหรับสองคน เขาตรงเข้าไปช่วยยายถือของทันที และเดินกลับบ้านพร้อมยายทั้งน้ำตา พร้อมทั้งไม่ลืมที่จะใส่ขนมที่เขาเก็บไว้ ลงไปในถุงของยาย
เพื่อตามหาฮียุน เขาปีนขึ้นไปบนยอดเขา แต่เขาเจอแต่ชูลอี และสุนัขของเขา เขาได้แต่คิดว่า ชูลอีจงใจแกล้งเขา มันทำให้เขาหงุดหงิดและเข้าไปโกหกชูลอีว่า วัวกระทิงตัวเดิมกำลังกลับมาทางเขา ชูลอีรีบวิ่งหนีสุดชีวิต และตกลงมาจากเขา พร้อมทั้งแผลเจ็บๆ และนั่นทำให้ซังวูเจอฮียุนโดยบังเอิญ และสิ่งที่ฮียุนบอกกับเขาว่า เธอก็ตามหาเขาเหมือนกัน ทำให้ซังวูรู้สึกมีความสุขทันที
....วันต่อมา เขาแพ็คของเล่นใส่รถลาก ยายของเขาช่วยเอากระดาษ ห่อเครื่องเล่นเกมส์ของเขา และวางไว้บนกองของเล่น เขาเดินออกมาจากบ้าน ใส่รองเท้าคู่เก่า มองไปที่ฮียุน และแลกของเล่นทั้งหมดของเขา กับตุ๊กตาที่ฮียุนถืออยู่ เขาลากรถกลับพร้อมทั้งอุ้มตุ๊กตาไว้ในมือ บนทางชันรถลากไหล ซังวูสะดุดหกล้ม และมันทำให้เท้าของเขาเจ็บมาก ในขณะที่เขาพยายามหาอะไรมาเช็ดที่หัวเข่า มือของเขากับเจอกับบางอย่าง ที่หุ้มอยู่บนเกมส์เครื่อง ที่ยายของเขาห่อไว้ ...เงิน 1,000 วอนพับครึ่ง!!!! เพียงพอสำหรับค่าแบตเตอรี่ นั่นไม่อาจทำให้ซังวูกลั้นน้ำตา และร้องไห้เสียงดังออกมา เขาวิ่งกลับไปหาเธอ ที่ในมือถือจดหมายจากแม่ของซังวูว่า “ถึงเวลาที่ซังวูต้องกลับแล้ว” คืนนั้น เขาพยายามสอนให้ยายที่ไม่เคยรู้หนังสือ ให้เขียนจดหมายถึงเขา แน่นอนว่ายายไม่สามารถ แม้แต่จะเขียนประโยคง่ายๆ อย่าง “ฉันป่วย” หรือ “คิดถึง” บนความหมดหวัง เขาบอกกับยายทั่งน้ำตาว่า “ถ้ายายป่วย แค่ส่งโปสการ์ดเปล่าๆ ให้เขาเขาจะได้รู้” กลางดึกคืนนั้น ท่ามกลางแสงสลัว ซังวูกำลังเขียนบางอย่างอยู่
....และวันที่ยายหลานต้องจากกันก็มาถึง ซังวูส่งของบางอย่างให้กับยาย และรีบวิ่งขึ้นรถ และไม่เหลียวหลังกลับไป และนาทีสุดท้ายเมื่อรถออกตัว เขาก็หันกลับมาทำสัญญาณมือว่า “เสียใจ” ด้วยใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยน้ำตา นั่นทำให้ยายไม่อาจละสายตา มองไปที่รถจนสุดสายตา และบนมือของเธอถือโปสการ์ด 5 ใบ ทั้งหมดเขียนชื่อและที่อยู่ของซังวู และในช่องผู้ส่งเขาเขียนว่า “จากยาย” เขาวาดภาพ “ยายที่กำลังป่วย” ซึ่งบรรยายถึงยายกำลังป่วย หรือคิดถึง ภูมิปัญญาแห่งชีวิต และความผูกพัน อันเป็นประสบการณ์ล้ำค่า ที่ความแตกต่างของสังคมไม่อาจพังทลาย ความทรงจำครั้งสำคัญ ..จะยังคงอยู่กับซังวูตลอดไป
นี่คือเรื่องราวของเด็กชายอายุ 7 ขวบที่ชื่อ ซังวู เขาเกิดและเติบโตในเมืองใหญ่ ขณะที่ คุณยาย ที่เป็นใบ้ของเขา กลับใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ในต่างจังหวัด หลังจากถูกบีบให้ต้องไปใช้ชีวิตกับคุณยาย เด็กชายซังวูได้มีโอกาส เรียนรู้ความหมายของชีวิตมากขึ้น ในฐานะของเด็กเมือง ซึ่งเคยชินกับโลกที่ทันสมัยและหรูหรา จึงไม่แปลกที่เขาไม่อาจจะเข้ากันได้ กับหญิงชรา ที่มีชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติอย่างคุณยาย อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องเผชิญกับความดื้อ ของเด็กชายมากเท่าใด แต่หญิงชราก็ทนได้เสมอ แถมบางครั้ง ยังคอยปลอบประโลม เมื่อเด็กชายท้อใจเสียอีก ภาพยนตร์เรื่องนี้ จะพาผู้ชมสัมผัสกับภูมิปัญญาแห่งชีวิต และทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของเรา นั่นก็คือ - ธรรมชาติ หนังเรื่องนี้มีชื่อภาษาไทยว่า คุณยายผม ดีที่สุดในโลกค่ะ

ภาพยนตร์ดราม่าประทับใจเรื่องนี้ เปิดตัวในอเมริกาโดย Paramount Classics เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2002 ในจำนวนเพียง 3 โรง และทำรายได้ไปถึง $28,794 เฉลี่ยต่อโรงออกมาสูงถึง $9,598 หลังจากที่ทำเงินอย่างมหาศาล จนติดอันดับ 2 ของหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาล ในเกาหลีมาแล้วเมื่อเดือนเมษายนปี 2002 ที่ผ่านมา
The Way Home ได้รับรางวัล Golden Bell หรือตุ๊กตาทองเกาหลี สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เคยได้รับเลือกให้ฉายโชว์ใน Toronto Film Festival และ AFI Film Festival มาแล้ว

Posted by ครูพเยาว์ at 6:16 PM

รอบรั้ว ความสมานสามัคคี

Monday, July 2, 2007

ลูกๆคะ ครูนั่งอ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องอาหารไทยอยู่ มีรูปที่ครูเอามาให้ดู อยู่ในเว็บของอาหาร แม้จะดูเท่าไหร่ ก็ยังดูไม่ออกว่ามันเกี่ยวกับแกงเขียวหวานอย่างไรค่ะ แต่ที่มองเห็นนะคะ คือการพร้อมเพรียงกันกับการเต้นไปเต้นมา ของคนที่แตกต่างกันทั้งเพศ ผิวพรรณ รูปร่าง มันบอกอะไรคะ มันบอกถึงความแตกต่างกันของคนเราที่อยู่ร่วมกันในสังคม ถ้าทุกคนเห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม ในที่นี้คือกลุ่มที่เต้นอยู่นะคะ ก้าวเท้าไปในทิศทางเดียวกัน สังคมนั้นก็ประสบกับความสำเร็จในเป้าประสงค์ ลูกๆเองที่เป็นกลุ่มของเยาวชนของชาติ เป็นกลุ่มที่จะเป็นอนาคตของประเทศเรา ต้องมีวินัยค่ะ ต้องรู้จักว่าสิ่งไหนเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต้องไม่เห็นแก่ตัว แล้วสังคมก็จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ในกลุ่มที่เต้นอยู่นะคะ ถ้ามีสักคนที่ไม่เห็นด้วยกับการเต้นด้วยกัน เอาหุ่นยนต์ที่ไม่มีหัวใจนี่แหละเป็นตัวอย่าง เกิดเต้นไปอีกทาง ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม ภาพที่จะออกมา มันจะดูสวยมั้ยคะ แน่นอนค่ะ ว่ามันจะขัดตา และการเต้นนั้นก็จะไร้ความหมายไปทันที


เราอยู่ในสังคมนะคะ ไม่ว่าจะอยู่ในห้องเรียน ก็ต้องมีกฎระเบียบที่คุณครูวางเอาไว้ มีหัวหน้าชั้นคอยดูแล อยู่ในโรงเรียนก็มีคุณครูผู้บริหารเข้ามาปกครอง มีฝ่ายต่างๆเข้ามาช่วยดูแล กฎและวินัยต่างๆก็มีกันทั้งนั้น ให้เราปฏิบัติตาม ภาพถึงออกมาสวย คือทำอะไรก็ทำด้วยกัน คนข้างนอกเขามองเข้ามาก็เห็นว่า ใช่เลย โรงเรียนนี้มีคุณภาพดี แม้เราอยู่ในบ้าน คุณพ่อคุณแม่เราก็ยังต้องดูแลเรา ให้อยู่ในวินัยด้วย นอนแต่หัวค่ำ ตื่นแต่เช้า รู้จักสวดมนต์ไหว้พระ ก่อนนอนก็รู้จักกราบหมอนระลึกถึงคุณพระคุณเจ้า อย่างนี้เป็นต้นค่ะ

Posted by ครูพเยาว์ at 7:22 PM

ดูหนัง ฟังเพลง The road home

ได้พูดมาครั้งก่อนถึงหนังเรื่องนี้ ถ้าไม่ได้เล่าให้ฟัง ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร ก็คงจะขาดตอนข้อมูลทั้งหมดไปค่ะ วันนี้ก็ต้องมาเล่าให้ฟังค่ะ


....เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่นักธุรกิจหนุ่ม ลั่วหยูเช็ง (แสดงโดย Sun Honglei) จะได้เดินทางกลับไปยัง Sanhetun หมู่บ้านเล็กๆ ทางตอนเหนือของจีน อันเป็นบ้านเกิดของเขา เนื่องจากนายกเทศมนตรีได้โทรแจ้งข่าวแก่เขาว่า พ่อของเขาได้เสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน และหยูเช็งก็จำเป็นต้องเร่งรีบเดินทางกลับบ้าน เพื่ออยู่เป็นเพื่อนแม่ เขาพบเธอกำลังนั่งโศกเศร้าอย่างมากมาย อยู่นอกอาคารเรียนของหมู่บ้าน ที่ทรุดโทรมลงเป็นอย่างมาก ทว่าเธอก็ยังแข็งใจไปร่วมงานศพของสามี ที่จัดขึ้นตามต้นแบบดั้งเดิมของประเพณีท้องถิ่น ที่สมัยนี้แทบจะไม่มีใครทำตามแบบเต็มขั้นตอนอีกต่อไปแล้ว เธอจะเป็นผู้ถักทอเสื้อผ้าสำหรับใส่ในพิธีศพ ด้วยเครื่องทอของหมู่บ้านด้วยตัวเอง และชายชาวบ้านก็จะเป็นผู้แบกโลงศพ จากโรงพยาบาลกลับมายังหมู่บ้านแห่งนี้
นายกฯได้แต่หวังว่า หยูเช็งจะสามารถเกลี้ยกล่อม ให้แม่ของเขามีเหตุผลมากกว่านี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น ให้เธอยินยอมให้มีการนำโลงศพใส่รถ ขับกลับมายังหมู่บ้าน แทนการใช้คนแบกเช่นที่ว่ามา ด้วยเขาเกรงว่า หากจะต้องหาคนมาแบกโลงศพ เดินทางท่ามกลางหิมะในฤดูหนาว เป็นเวลาหลายไมล์แล้วล่ะก็ จำนวนคนอาจมีไม่เพียงพอ ทั้งนี้ก็เนื่องจากคนหนุ่มส่วนใหญ่ใน Sanhetun อย่างหยูเช็งนั้น ต่างก็จากหมู่บ้านไปทำงานในเมืองกันเสียเกือบหมดแล้ว
จากการที่ได้เฝ้าดูแม่ ถักทอเสื้อผ้าที่ใช้สำหรับงานศพนั้น หยูเช็งก็ได้รำลึกถึงเรื่องที่เขาได้ยินมา เกี่ยวกับความรักของพ่อและแม่ ซึ่งทุกคนในหมู่บ้านในสมัยนั้น ต่างก็รู้จักเรื่องราวในตอนนั้นเป็นอย่างดี
...ตอนนั้นแม่ของเขา เจ้าดี (แสดงโดย จางซิยี่ - Zhang Zi-Yi) มีอายุได้ 18 ปี เธออาศัยอยู่กับแม่ผู้เป็นหม้ายและตาบอด เมื่อ ลั่วชางหยู (แสดงโดย Zheng Hao) วัย 20 ปี เดินทางมาจาก East Gate เพื่อมาเป็นครูสอนที่โรงเรียนในหมู่บ้านแห่งนี้ สมัยนั้นเธอได้รับการชื่นชมว่า เป็นเด็กสาวที่สวยน่ารักที่สุดใน Sanhetun ทว่าสายตาของเธอก็จับจ้องแต่ผู้มาใหม่ไม่วางตา นับแต่แรกที่ได้เห็นเขา เมื่อชางหยูเข้าร่วมกับชายฉกรรจ์ในหมู่บ้าน เพื่อสร้างโรงเรียนแห่งใหม่นั้น (และตามธรรมเนียมของหมู่บ้าน เจ้าดีก็ถูกเสนอชื่อให้เป็นคนทอผ้าแดง เพื่อใช้พันรอบคานหลังคาของโรงเรียน) เธอแอบหวังอยู่ลึกๆ ว่าชางหยูจะเป็นคนมารับอาหารกลางวันจากมือของเธอ ที่บรรดาหญิงสาวในหมู่บ้านร่วมกันทำขึ้นมา และเมื่อถึงเวลาที่โรงเรียนแห่งใหม่เปิดเรียน เจ้าดีก็เลือกที่จะไปตักน้ำจากบ่อน้ำเล็กๆ เก่าๆ ที่ไม่ค่อยมีคนใช้ เนื่องจากจะทำให้เธอได้ใกล้ชิดกับโรงเรียน และเป็นการเปิดโอกาสให้เธอได้พบปะกับชางหยู ตอนที่เขาส่งเด็กนักเรียนกลับบ้านด้วย
ความพยายามที่จะดึงดูดความสนใจจากคุณครูคนใหม่ ก็สัมฤทธิ์ผลเข้าจนได้ เมื่อถึงคิวของเจ้าดีและแม่ของเธอได้เชื้อเชิญให้ชางหยู มารับประทานอาหารที่บ้านของพวกเธอ และเขาก็แสดงความสนใจในตัวเธออยู่เงียบๆ เช่นกัน ทว่ามันกลับกลายเป็นความผิดหวังอย่างรุนแรงสำหรับเจ้าดี เมื่อมีชายหลายคนจากในเมือง มาพาตัวชางหยูกลับเมืองไปกับพวกเขา เพื่อทำการสอบปากคำ ชางหยูได้ฉวยโอกาสที่มีอยู่น้อยนิด กล่าวคำอำลาแก่เจ้าดี และสัญญาว่าจะกลับมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับให้ปิ่นปักผมแก่เธอเป็นของขวัญ ช่วงเวลาที่ชางหยูไม่อยู่นั้น เจ้าดีก็ได้ไปที่โรงเรียนเพื่อทำความสะอาด และทำการซ่อมแซมหน้าต่างกระดาษ ให้คงอยู่ในสภาพเดิม และนั่นเองที่ทำให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่า เธอกับชางหยูมีความรักให้แก่กัน มีการพูดถึงกันอย่างหนาหู เนื่องด้วยในสมัยนั้น การจัดงานแต่งงานนับเป็นเรื่องปกติวิสัย และครั้งนี้จะนับเป็นการแต่งงาน ที่เกิดขึ้นด้วยความรักของทั้งสองฝ่าย เป็นครั้งแรกของ Shahetun
ชางหยูจากไปเป็นเวลานาน กระทั่งวันหนึ่งมีเสียงร่ำลือมาว่า เขาจะกลับมา ทว่าก็ไร้ซึ่งวี่แววของเขา เจ้าดีเฝ้าแต่รอคอยมาเนิ่นนาน จนเธอเป็นไข้ แต่ก็ยังปักหลักกลางหิมะและสายหมอก เพื่อมองหาเขาที่อยู่ในเมืองแสนไกล จากนั้นก็มีคนพบเธอล้มพับอยู่ท่ามกลางหิมะ และเธอก็ถูกนำส่งบ้านด้วยอาการหนาวสั่นจนน่ากลัว เธอได้ตื่นขึ้นในอีก 2 วันต่อมา และพบว่าชางหยูได้กลับมาแล้ว และนั่งเฝ้าเคียงข้างเตียงนอนของเธอ อยู่นานนับหลายชั่วโมง ปรากฏว่าชางหยูได้แอบเดินทางมา โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลการเมือง เพื่อมาหาเธอโดยเฉพาะ การฝ่าฝืนคำสั่งของเขานั้น ก็ทำให้เขาถูกลงโทษเมื่อเดินทางกลับไปในเมืองอีกครั้ง และทั้งเขาและเจ้าดี ก็ต้องแยกจากกันอีกถึงสองปีกว่าเลยทีเดียว ในที่สุดเมื่อเรื่องทุกอย่างจบลง และเขาเดินทางกลับมายัง Sanhetun อีกครั้ง เจ้าดีก็ยังอยู่ที่นั่นเพื่อต้อนรับเขา และทั้งคู่ก็ไม่เคยแยกจากกันอีกเลยนับแต่นั้น...
กลับมายังปัจจุบัน หยูเช็งเข้าใจดีว่า แม่ของเขาหวังว่าในพิธีศพของพ่อนั้น จะต้องถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ เขาจึงได้จ่ายเงินจำนวน 5,000 หยวนแก่นายกเทศมนตรี เพื่อว่าจ้างชายฉกรรจ์ 32 คน เป็นผู้ผลัดเปลี่ยนแบกโลงศพไปตามทาง และกระตุ้นให้พวกเขาจดจ่ออยู่กับงาน ด้วยบุหรี่และกระแช่ ทว่าเมื่อวันฝังศพมาถึง กลับปรากฏว่า มีอดีตลูกศิษย์ของชางหยูกว่าร้อยคน เดินทางกลับมาเป็นผู้แบกโลงศพด้วยตัวเอง โดยไม่มีใครยอมรับค่าจ้างนั้นแม้สักคน โลงศพนั้นถูกวางลงไว้ข้างๆ บ่อน้ำเก่า ที่สามารถมองเห็นอาคารเรียนได้อย่างชัดเจน
วันต่อมา เจ้าดี (แสดงโดย Zhao Yuelin) ได้พาหยูเช็งไปยังอาคารเรียน (ซึ่งจะได้รับการก่อสร้างใหม่อีกครั้งในฤดูใบไม้ผลิหน้า) และเล่าให้เขาฟังว่า พ่อของเขามีความหวังเสมอว่า เขาจะกลายเป็นครูประจำหมู่บ้าน ดังนั้นก่อนที่เขาจะกลับเข้าไปทำงานในเมืองอีกครั้ง หยูเช็งก็ได้ใช้เวลาหนึ่งวันเต็มๆ ทำการสอนหนังสือแก่เด็กๆ ในหมู่บ้านภายในอาคารเรียนหลังเก่านั่นเอง..


ต้องดูเองค่ะ เพราะอารมณ์ของนักแสดงที่เอาออกมานั้น มันสมควรที่พวกเขาจะได้รับรางวัล และจะได้เห็นประเพณีการจัดงานศพ เขาทำกันอย่างไร และการสอนหนังสือ แม้แค่หนึ่งวัน ของลูกชาย ที่อุทิศให้กับความตั้งใจดั้งเดิมของพ่อนั้น เป็นการตอบแทนคุณพ่อ และการที่ไม่มีใครรับค่าจ้างในการแบกโลงศพแม้แต่คนเดียวนั้น มันบอกถึงความรักและเคารพของผู้คนต่อครูบาอาจารย์ มันแสดงออกถึงวัฒนธรรมตะวันออกของเรา แม้ครูจะรับเป็นศิษย์แค่วันเดียว ก็ต้องนับถือไปตลอดชีวิต คุณครูอาจดูหนังกำลังภายในมากไปหน่อย เลยจำคำพูดในหนังมา หนังเรื่องนี้มีชื่อไทยค่ะ "เส้นทางรักนิรันดร"


The Road Home คว้ารางวัล Prize of the Ecumenical Jury และ Silver Berlin Bear ประเภท Jury Grand Prix จาก Berlin International Film Festival ประจำปี 2000

Posted by ครูพเยาว์ at 6:37 PM

รอบรั้ว พุทธศาสนา วันอาสาฬหบูชา

Sunday, July 1, 2007


เดือนนี้มีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของเรา 2 วันค่ะ คือวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ในปีนี้ (2550) วันอาสาฬหบูชาจะตรงกับวันอาทิตย์ที่ 29 เดือน กรกฎาคม 2550 ส่วนวันถัดไป (30 กรกฎาคม 2550) จะเป็นวันเข้าพรรษาค่ะ
วัน"อาสาฬหบูชา" หมายถึงการบูชาในเดือน 8
ความสำคัญของวันนี้ คือ ในสมัยพุทธกาล หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้พิจารณาบุคคลที่จะทรงแสดงธรรมโปรด และเห็นว่า เหล่าปัญจวคีย์เป็นผู้ที่มีความเหมาะสม จึงเสด็จไปโปรด พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนา ชื่อว่า "ธัมมจักกัปปวัตนสูตร" พระโกณฑัญญะได้ธรรมจักษุ (ดวงตาเห็นธรรม) พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า "อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ ๆ" (โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอๆ) คำว่า อัญญาจึงมารวมเข้ากับชื่อของท่าน ต่อมาท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ด้วยฟังอนัตตลักขณสูตร ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในทางรัตตัญญู (รู้ราตรีนาน คือ บวชนาน รู้เห็นเหตุการณ์มากมาแต่ต้น)ในวันนั้นท่านจึงขออุปสมบทเป็นปฐมสาวกของพระพุทธเจ้า ทำให้"มีพระรัตนตรัยครบองค์สาม"

สรุปได้ว่า เหตุการณ์สำคัญในวันอาสาฬหบูชา มี 3 ประการ ได้แก่
1. พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระปฐมเทศนา ชื่อว่า "ธัมมจักกัปปวัตนสูตร"
2. มีพระสงฆ์องค์แรกอุบัติขึ้นในโลก คือ พระอัญญาโฏณฑัญญะ
3. เป็นวันที่มีพระรัตนตรัยครบองค์สาม ได้แก่ พระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์

การเข้าร่วมกิจกรรมในวันอาสาฬหบูชาและหลักปฏิบัติ
ในวันนี้ทางราชการได้กำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ 1 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนไปบำเพ็ญกุศลได้สะดวก ซึ่งการปฏิบัติมีดังนี้
1. ในช่วงเช้ามีการตักบาตร หรือถวายอาหาร
2. รับศีล ฟังพระธรรมเทศนา
3. รักษาอุโบสถศีล (ศีล 8) และพึงงดเว้นจากอบายมุขทั้งปวง
4. ทำสมาธิภาวนา เพื่อเป็นการฝึกอบรมจิต
5. ร่วมกันพัฒนาวัดและชุมชน
6. บำเพ็ญกุศล เช่น ไถ่ชีวิตโค กระบือ ปล่อยนก ปล่อยปลา บริจาคโลหิต เป็นต้น
7. ในช่วงหัวค่ำไปร่วมพิธีเวียนเทียน เพื่อรำลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย

เมื่อถึงวันนี้นะคะ ลูกๆก็ชวนคุณพ่อคุณแม่นะคะ บอกท่านค่ะ ว่าเป็นวันพระที่สำคัญ เล่าให้ท่านฟังว่าสำคัญอย่างไร ตามที่เรียนรู้มา แล้วก็ชักชวนท่านไปวัดกัน ท่านจะดีใจค่ะ ว่าลูกๆจำเรื่องนี้ได้

Posted by ครูพเยาว์ at 8:43 PM