Daisypath Anniversary tickers
Showing posts with label การศึกษา. Show all posts
Showing posts with label การศึกษา. Show all posts

พระพุทธศาสนา การบริหารจิต และเจริญปัญญา (ตอนที่ 1/3 )

Saturday, September 4, 2010

ที่จริงแล้วครูได้เขียนเรื่องการบริหารจิต และเจริญปัญญามา 4-5 ตอนแล้ว ซึ่งจะหาอ่านย้อนหลังได้จากบทความปีก่อนๆ แต่อยากจะเขียน อยากจะพูดอีก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทั้งสองเรื่อง คือทั้งจิต และปัญญา การปลูกฝังเรื่องนี้ครูคิดว่าต้องค่อยเป็นค่อยไป ในชั้นประถม ก็เหมือนเด็กเพิ่งหัดเดิน....จะถามสอบความรู้แบบนักธรรม ครูว่านั่นจะสุดโต่งจนเกินไป เด็กที่เพิ่งหัดเดิน เดินทีละก้าว ครึ่งก้าว ก็ล้มลงเสียแล้ว คนที่เป็นพ่อแม่ต่างก็หัวเราะด้วยความดีอกดีใจ ตะโกนกันดังลั่น “มาดูนี่...มาดูนี่...ลูกเดินได้แล้ว!!!!” เช่นกัน การเรียนรู้ เรื่องสำคัญในการดำเนินชีวิตของเด็ก ตามแนวทางพุทธ...วิถีพุทธ...การเรียนรู้ที่ละนิด ๆ แต่จำได้แม่น ไม่พลาด เหมือนเด็กเพิ่งหัดเดิน เป็นเรื่องสำคัญ

การปลูกฝังเรื่องนี้ ครูได้เห็นตัวอย่างจากครอบครัวหนึ่งมาหลายปี เขามั่นคงในศาสนามาก มาฟังเทศน์ ฟังธรรมกับวัดเดียวกับที่ครูไปประจำนั่นแหละ “วัดนาหลวง” หรือ “วัดอภิญญาเทสิตธรรม” ที่อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ภาพที่เห็นประจำก็คือ มีลูกสาวตัวเล็กๆ เล่นกองทราย เก็บก้อนหิน อยู่ข้างๆศาลาฟังธรรม ซึ่งมีชื่อว่า “ศาลาพุทธาวาส” คุณแม่ก็ดูแลลูกอยู่ใกล้ๆ ฟังธรรมไปด้วย ซึ่งอาจจะมีคุณยายไปนั่งฟังเทศน์บนศาลา...จากปี เป็น 2 ปี...3 ปี...มีเด็กเพิ่มมาอีก เป็นเด็กผู้ชาย เหมือนเดิม...เหมือนกับพี่สาว...ทั้งพี่และน้องก็ยังเล่นกองทราย..เก็บก้อนหิน...วิ่งเล่น อยู่ใกล้ๆกับศาลาพุทธาวาส...นี่ผ่านมา 5- 6 ปีแล้ว เด็ก 2 คนนั่นก็ยังมาวัด ไม่เห็นเล่นกองทราย เก็บก้อนหินแบบเดิม แต่แม่จูงมือขึ้นไปบนศาลาวัด เด็กอาจนั่งได้ไม่นาน ก็ต้องลงมาเล่นไล่จับ แต่ภาพที่คนฟังเทศน์จำนวนมาก ที่ฟังกันเงียบๆ อย่างสงบนั่น สอนเด็กไปในตัว...อย่าส่งเสียงดังนะ....นั่นเป็นภาพที่ครูว่า ครอบครัวนั้นได้ปลูกต้นโพธิ์ไว้ในใจลูกทั้งสองคนนั่นแล้ว...เด็กสองคนนั่นเล่นกันเงียบๆ... รับรู้ว่าต้องสงบ อย่าส่งเสียงดัง ...นั่นคือการเริ่มหัดเดินในชีวิตวิถีพุทธแล้วค่ะ


พระพุทธศาสนา การบริหารจิต และเจริญปัญญา (ตอนที่ 2/3 )

ตอนที่แล้ว ครูยกตัวอย่างของครอบครัวที่มาฟังธรรมเป็นประจำ ทั้งครอบครัว สรุปให้เห็นภาพว่า การฝึกนั้น ต้องค่อยเป็น ค่อยไป อย่าหักโหม อย่าใส่อะไรๆ เท่าที่เราอยากให้ใส่ลงในสมองเด็ก นอกจากจะทำให้เด็กเครียดแล้ว พาลเบื่อหน่าย ไม่อยากเรียนเอาดื้อๆ เพราะศาสนาเป็นนามธรรมเสียเป็นส่วนมาก อย่างที่ตั้งหัวเรื่องเอาไว้...จิต และ ปัญญา...มองอย่างไรก็ไม่เห็นภาพเลย มีอยู่อย่างเดียวคือบังคับให้ท่องจำ ถ้าจำไม่ได้ ก็ทำข้อสอบไม่ได้...พูดอย่างนี้ อาจมีคำถามว่า...แล้วมีวิธีอย่างไรล่ะคุณครู....ซึ่งอันที่จริงแล้ว ครูได้ทำเรื่องนี้เป็นประจำ เหมือนกับเด็กสองคนที่คุณแม่พามาวัด...ให้เขาเล่นๆอยู่ข้างวัดนั่นแหละ...ครูก็ให้เด็กนักเรียนนั่งสมาธิเล่นๆในห้องเรียน ก่อนที่จะเข้าบทเรียน...นั่งสัก 5 นาที...10 นาที พอเรียกสติกลับคืนให้มาอยู่กับตัว แล้วก็เข้าสู่บทเรียน ครูไม่อยากพูดเลยละค่ะว่า เนื้อหาสาระของบทเรียนนั่นเป็นอย่างไร...เดาว่า เราคงอยากให้เด็กของเราเป็นนักธรรมกันทุกคนมั้ง...ทั้งหมดที่พูดมานี่ เพียงแค่อยากบอกว่า ถ้าอยากให้เด็กของเราเป็นชาวพุทธจริงๆ ไม่ใช่แค่ทำข้อสอบได้ แล้วได้เป็นชาวพุทธเลย...เคยคิดกันบ้างมั้ยคะ...ถ้าเราอยากเห็นว่าเด็กของเราเป็นชาวพุทธ การปฏิบัติที่เอาจริงเอาจัง ปฏิบัติจริง เหมือนกับชาวคริสต์ที่ไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เรื่องนี้ครูจะเล่าให้ฟังก็ได้ว่าสำคัญอย่างไร ในบ้านนาหลวงนั่น ถึงแม้ว่าเราจะมีวัดพุทธอยู่ 4 – 5 วัดก็เถอะ แต่ก็มีโบสถ์คริสต์อยู่ด้วย วันหนึ่งครูไปให้ช่างไม้ทำชั้นวางหนังสือให้ บ้านช่างไม้อยู่ใกล้กับโบสถ์คริสต์ท้ายหมู่บ้าน วันนั้นมีคนมาสอนร้องเพลงด้วย ซึ่งมาก่อนวันเข้าโบสถ์หนึ่งวัน เป็นวันเสาร์เพื่อสอนเด็กๆที่เป็นลูกหลานชาวคริสต์ในหมู่บ้าน ออกมาเล่นกันนอกโบสถ์บ้าง ดูๆแล้วก็สนุกละสำหรับเด็กๆ เพราะมีวัยรุ่นสาวๆ สังเกตจากการแต่งตัว หน้าตา พอจะรู้ได้ว่ามาจากในเมือง...สอนการละเล่น ร้องเพลง ปรากฎว่าหลานสาวของช่างไม้ อายุน่าจะราวๆ 3 – 4 ขวบ อยากไปเล่นกับเด็กๆพวกนั้นด้วย...ทั้งตาและยายต่างก็บอกว่าไม่ได้..หลานก็ร้องไห้ ตามประสาเด็กที่เอาแต่ใจ...วิ่งออกไป ยายก็ไล่ตามอุ้มกลับมา...เป็นอยู่อย่างนั้นหลายนาที ครูเลยบอกว่าให้แกไปเถอะ...ตัวครูเองก็เคยไปโบสถ์คริสต์เหมือนกันสมัยเด็กๆ...ที่นั่นเขามีของเล่น เพื่อนก็อยู่ในนั้น ขนมก็อยู่ในนั้น...ครูพูดเรื่องนี้เพื่ออยากบอกให้รู้ว่า ในศาสนาพุทธ เราไม่มีที่ว่างให้เด็กๆไปได้เองเลย จะมีที่ว่างก็เฉพาะวันไปทำบุญ เวียนเทียน ที่ต้องตีกลอง บรรเลงดุริยางค์ เดินแถว ถือธงนำหน้า แล้วไปกันที ยกโรงเรียนไป โรงเรียนไหนมีเด็กมาก ครูใหญ่ครูน้อยอาจแอบยิ้มอยู่ในใจในแสนยานุภาพของโรงเรียน...ภาพมันฟ้องอย่างนั้นค่ะ แต่การปลูกฝังการเป็นชาวพุทธไม่ได้ทำเลย...เอาละไหนๆก็พูดถึงนี่แล้ว พูดเรื่องนี้ต่อให้จบ ทีนี้การปฏิบัติของชาวมุสลิมบ้าง อันที่จริงครูไม่อยากเอาศาสนาอื่นมา เปรียบเทียบกันสักเท่าไหร่ แต่ว่าถ้าไม่พูด เราก็จะไม่เห็นจุดบกพร่องของเรา ศาสนาอิสลามนี่ยึดหลักสำคัญไว้ 3 อย่าง คือหลักการศรัทธา หลักจริยธรรม หลักการปฏิบัติ เท่าที่สังเกตที่เรามองจากคนต่างศาสนา เหมือนว่าเขาจะเน้นเรื่องหลักการปฏิบัติเสียเป็นส่วนใหญ่ เอาจริงเอาจัง เช่นการละหมาด 5 ครั้งต่อวัน ตั้งแต่เช้ามืด เที่ยงวัน ตอนบ่าย ตอนตะวันตกดิน และตอนค่ำ บางทีเพราะคำสอนที่ว่า “การนมัสการหรือละหมาดคือความสัมพันธ์โดยทางลับกับพระเจ้า อันจะนำมาซึ่งศีลธรรมอันดีงาม” จากการที่เด็กๆเห็นการปฏิบัตินี้บ่อยๆ ซึ่งเราไม่อาจปฏิเสธได้เลย ว่าเขาเคร่งครัดจริงๆ ถ้าเราได้อยู่ในหมู่ชาวมุสลิม...นั่นเป็นการจูงใจ จูงเด็กเข้ามัสยิด..นอกจากนั้นการปฏิญาณตนในการเข้านับถือศาสนา และพิธีเข้าสุนัต เป็นเรื่องสำคัญ ของพ่อแม่เลยทีเดียว แบบนี้ครูคิดว่า การปฏิบัตินำหน้าศรัทธา ในเบื้องต้นสำหรับเด็ก....เมื่อเด็กเริ่มเรียนรู้ถึงจะดึงเอาศรัทธาเข้ามาเสริม เมื่อพอมีสติปัญญา ศรัทธาและจริยธรรมถึงจะเข้ามา ซึ่งจะมาเสริมการปฏิบัติให้เข้มแข็งขึ้นไปอีก....ยกตัวอย่างยาวไปนิด...สรุปให้สั้นๆว่า...เน้นปฏิบัติไปก่อน จูงเด็กเข้าวัด...จูงใจก็ได้...เราบกพร่องเรื่องนี้มั้ยคะ...วันที่เราไปวัดฟังธรรมเทศนา ถ้าจะสังเกตดู และเป็นอย่างนี้มาตลอด มีแต่คุณย่า คุณยาย หรือผู้หญิงเสีย 85 เปอร์เซ็นต์ อุบาสกน้อยเสียเหลือเกิน เด็กรุ่นๆแทบจะไม่มีเลยค่ะ....ขออย่าหลอกตัวเองกันต่อไปเลยนะคะ ว่าเราจูงเด็กเข้ามาเป็นพุทธถูกทางแล้ว

พระพุทธศาสนา การบริหารจิต และเจริญปัญญา (ตอนจบ )


วันนี้มาเข้าเรื่องการบริหารจิตและเจริญปัญญา แบบที่ชาวต่างประเทศเขาเห็น ทีนี้ไม่เกี่ยวกับการมองต่างในด้านศาสนาแล้ว..... มีข่าวที่ตีพิมพ์ไปทั่วโลกว่า มีโรงเรียนในประเทศอังกฤษ ได้เอาแบบเรียนการนั่งสมาธิ ไปสอนในโรงเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าแก่ของประเทศ เป็นโรงเรียนชั้นนำ นั่นคือ โรงเรียน Tonbridge แห่งเมือง Kent หลักสูตร บทเรียนที่เอามาสอนได้มาจากอาจารย์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และเคมบริดจ์ ซึ่งแค่ได้ยินชื่อแล้วก็รู้ถึงกิตติศัพท์ที่สั่งสมมานาน คุณครู Richard Burnett ที่เป็นครูผู้เริ่มโครงการนี้ บอกว่า เป็นการเปลี่ยนวัฒนธรรมกันเลยทีเดียว ในการรับรู้ถึงความสงบสำหรับครูและนักเรียน อย่างหนึ่งก็คือ ความสงบ เกี่ยวเนื่องกับพลัง ให้เห็นว่า ความสงบนั้นทำให้เกิดปิติ (savoured) และ อิ่มใจ (enjoyed)
ศาสตราจารย์ Mark Williams ผู้อำนวยการของศูนย์สมาธิของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า โรงเรียนทอนบริดจ์เป็นโรงเรียนแรกที่เข้ามาแนะนำ สอนหลักสูตรการนั่งสมาธิด้วยการปฏิบัติจริง ซึ่งต่างออกไปจากการสอนที่เป็นแค่บทเรียน ยังกล่าวต่อไปอีกว่า “นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนการนับถือศาสนาไปเป็นชาวพุทธ แต่ผลที่พิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์ว่าการปฎิบัตินั้นมีประโยชน์ แล้วทำไมเราต้องปฎิเสธ (การนั่งสมาธิ) ด้วยล่ะ”
Andrew McCulloch ผู้บริหารสูงสุดของสมาคมสุขภาพจิต กล่าวว่าการฝึกสมาธิทำให้โอกาสที่จะช่วยให้หลีกเลี่ยงความซึมเศร้าและอาการวิตกจริตไปได้ในช่วงบั้นปลายของชีวิต
จะเห็นว่านักวิชาการเหล่านั้นเขามองเห็น การปฎิบัติจริง นำไปสู่ผลที่ได้จริง เท่ากับว่า เขาเลือกเอาชิ้นปลามันไปได้ แถมบอกว่านั่นคือวิทยาศาสตร์นะ ก็ไม่ว่ากัน การที่บอกให้รู้ว่าการนั่งสมาธิมีประโยชน์มากมายขนาดนั้น ก็เพียงพอแล้วสำหรับเรา.....ทีนี้ การเรียนของเขาเป็นอย่างไร การเรียนการสอนใช้แค่ 40 นาที ต่อสัปดาห์ และใช้เวลานั้นฝึกการนั่งสมาธิ ในตอนเย็นก่อนที่จะทำการบ้าน
สัปดาห์ที่ 1 - ฝึกจิตให้นิ่ง โดยให้เพ่งความสนใจไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เหมือนกับการฝึกสุนัขให้นิ่ง(Puppy Training : First steps in focusing attention)
สัปดาห์ที่ 2 - เข้าสู่ความสงบ โดยสร้างความสงบให้เกิดขึ้นในใจ และให้จิตเป็นสมาธิ (Turning Toward Calm : Establishing calm and concentration)
สัปดาห์ที่ 3 - กลับมาที่ความรู้สึกรู้ตัว พิจารณาอารมณ์ และการตระหนักรู้ (Coming to Your Senses : Recognizing rumination and coming home to the body)
สัปดาห์ที่ 4 - อยู่กับปัจจุบันขณะ พัฒนาการรู้ตัวทั่วพร้อม ณ ปัจจุบัน ให้เกิดขึ้นในทุกๆวัน (Being Here Now : Developing present moment awareness in the every day)
สัปดาห์ที่ 5 - ทำอย่างช้าๆ และไปเรื่อยๆ โดยดำเนินกิจกรรมต่างๆในชีวิตอย่างช้าๆ และมีความสุข รวมถึงการเดินด้วย (Slowing and Flowing : Slowing and savouring activities, including walking)
สัปดาห์ที่ 6 - ถอยห่างเพื่อมองดู คือถอยออกจากความคิดที่เกิดขึ้นฉับพลัน แล้วดูความคิดที่เกิดขึ้นนั้น ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล (Stepping Back : Stepping back from thoughts that hijack you)
สัปดาห์ที่ 7 - เต็มใจรับอุปสรรคที่เข้ามา ยอมรับและอยู่กับสภาพอารมณ์ไม่ดีที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข (Befriending the Difficult : Allowing, accepting and being with difficult emotions)
สัปดาห์ที่ 8 - ไตร่ตรองเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต และหาวิธีจัดการด้วยตนเอง (Pulling it all Together : Looking back and making it personal)
ถ้าเราอ่านหลักการปฎิบัติอย่างช้าๆ ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรเลยจากการที่เราปฎิบัติกันอยู่ เวลาไปปฎิบัติธรรม ทำไมฝรั่งถึงตื่นเต้นกันนัก เราเองก็ต้องหันมาดูวิธีการสอนกันใหม่ได้แล้วหรือยัง ความหวังเรื่อง “บวร” คือ บ้าน วัด โรงเรียน ดูท่ายังไม่ถึงเป้าหมายใช่มั้ยคะ

รอบรั้ว พระพุทธศาสนา อิทธิบาท 4

Tuesday, August 24, 2010

บางครั้งเราจะเห็นว่า มีงานหลายอย่างที่เราทำไม่เสร็จ อย่างเช่นการบ้าน ซึ่งมีหลายวิชา ส่งทันเวลาบ้าง ไม่ทันบ้าง ไม่ได้ทำเลยก็มี ผลสุดท้ายบางทีก็ลอกเอาของเพื่อนส่งคุณครูไป คงจะไปตรงกับใครสักคนแน่นอนในห้องนี้ ในขณะที่บางคนสามารถส่งงานทุกชิ้น ตามที่คุณครูสั่งเอาไว้ได้ทันเวลา ไม่มีที่ติ....เอาละ อีกซักตัวอย่าง...อยากได้ตุ๊กตาตัวนี้จังเลย...มันสวยเนาะ..ตาโต๊ โต...อืออ...ชุดก็สวย...แต่คุณแม่คงจะไม่ซื้อให้แน่...แล้วจะทำอย่างไรดี?....เรื่องอย่างนี้ที่เป็นปัญหา สามารถแก้ได้หมดทุกอย่าง ถ้าเธออยากทำการบ้านให้เสร็จทันทุกวิชา...ถ้าเธออยากได้ตุ๊กตา...ถ้าเธออยากสอบผ่านชั้นนี้ไป...ถ้าเธออยากเป็นหมอ...เป็นนักดนตรี...หรือจะทำงานสิ่งใดก็ได้ ให้สำเร็จสมประสงค์....ก้มหัวมา ครูจะเสกคาถาให้...เพี้ยง สำเร็จมั้ย....ไม่สำเร็จหรอกค่ะ ที่เห็นคือน้ำลายบนหัวของเธอเท่านั้น แต่ครูมีคาถาที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เป็นคาถาของพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ชี้แนะเอาไว้แล้ว ถ้าทำตามที่บอกเอาไว้ เธอจะชนะทุกอย่าง คาถานั้นคือ อิทธิบาท 4 นั่นคือ “ขอให้ทุกคนมี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา แล้วทุกๆอย่างจะเป็นผลสำเร็จ....” พระพุทธเจ้าเคยตรัสกับพระอานนท์เอาไว้ว่า “ผู้ใดได้เจริญอิทธิบาท 4 ประการนี้ ทำให้มาก ให้ชำนาญดีแล้ว หากผู้นั้นประสงค์ จะดำรงชนมายุอยู่นาน เขาก็จะพึงตั้งอยู่ได้ ถึงกัปป์หนึ่งหรือเกินกว่านั้น” เห็นหรือยังว่าอิทธิบาท 4 นี่สำคัญขนาดไหน ถ้าคำนี้เป็นภาษาอังกฤษ ก็จะออกมาว่า Four pathways to success แปลว่าทางไปสู่ความสำเร็จ 4 ทาง อิทธิ แปลว่า ความสำเร็จ (Success) บาท แปลว่าหนทาง (path หรือ pathway) อิทธิบาท เลยแปลว่า “ทางสู่ความสำเร็จ”.....แล้วในความขลังนั้นมีอะไรบ้าง

ฉันทะ- ความพอใจ เราต้องสร้างความพอใจ ใฝ่ใจกับสิ่งที่เราจะทำนั้นอยู่เสมอ เมื่อก่อนไม่ชอบคณิตใช่มั้ย เปลี่ยนใหม่ ลองเผชิญหน้ากันดู มันมีดีอะไรบ้าง ทำความเข้าใจกับมัน อยู่กับมันบ่อยๆเข้า แล้วก็จะเข้าใจ โจทย์ตัวนี้ทำไม่ได้ ถามเพื่อน ถามคุณครู ให้คนอื่นเจาะให้ดู แล้วเราก็จะเห็นว่ามันเป็นอย่างไร จากนั้นก็จะแก้โจทย์ได้เอง ยกเว้นคุณครูตั้งโจทย์มาผิด เรื่องตุ๊กตาก็เหมือนกัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตุ๊กตา อยู่ที่คุณแม่ ทำอย่างไรจะให้คุณแม่ใจอ่อนลงมา ปัญหาอยู่ตรงนี้ แก้ได้มั้ย แก้ได้ค่ะ...เชื่อฟังคุณแม่ไว้ก่อน ช่วยงานบ้าน ขยันเรียนให้มากขึ้น คะแนนที่เราทำที่บ้านเพิ่มขึ้นแน่ๆ...คือทำให้คุณแม่พอใจขึ้นมา

วิริยะ – ความเพียร คือขยันเข้าไว้ หมั่นฝึกปรือฝีมือเอาไว้ ดูเด็กที่เล่นเกมส์เป็นตัวอย่างก็ได้ เล่นแพ้มาไม่รู้สักกี่เที่ยว ก็พยายามอยู่นั่นแหละ ตายแล้วตายอีก ถ้าเอาศพมากองในห้องเล่นเกมส์คงจะล้นห้องออกมา แต่เขาก็สู้เล่นจนชนะเกมส์นั้นได้ ขยันจนมีความชำนาญ คณิตก็เหมือนกัน...ครูจะยกคณิตขึ้นมาเรื่อย....เอ้า นั่งสมาธิก็เหมือนกัน...ครั้งแรกอาจปวดเมื่อยขา...แต่พอนานๆมันก็จะหายไปเอง ดูพระที่แก่พรรษานั่งดูซิ เป็นชั่วโมงๆ ไม่เห็นขยับตัวเลย ความชำนาญที่มาจากความเพียร...ตุ๊กตาที่หวังเอาไว้ก็เช่นกัน...เราก็ต้องเพียร ช่วยงานบ้านคุณแม่ ปากหวานๆเข้าไว้...เดี๋ยวคุณแม่ก็อ่อนลงเอง

จิตตะ – ใจจดจ่อในงาน คือ ตั้งจิตให้มั่นว่า เราทำอะไรอยู่ จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น มันไม่เครียดหรอก เพราะเราหวังผลเป็นเลิศอยู่แล้ว อย่าปล่อยใจล่องลอยไปที่อื่น นั่งสมาธิก็เหมือนกัน จิตตะ คือการตั้งสมาธินั่นเอง เป็นการเสริมพลังให้กับ ฉันทะ กับ วิริยะเข้าไปอีก...เห็นมั้ย เริ่มขลังขึ้นไปอีก การนั่งสมาธิ ก็จะนานขึ้น การแก้โจทย์คณิตก็จะแจ่มแจ้งขึ้น เพราะใจไม่วอกแวก มีสมาธิในการแก้โจทย์ได้มากขึ้น...เรื่องตุ๊กตา ก็คงจะไม่ไปไหนแน่นอน เพราะการเอาใจใส่ต่องานของคุณแม่ให้มากขึ้น ไม่ทำจานแตก...แถมยิ้มหวานๆให้มากขึ้น...มาถึงขั้นนี้แล้ว คุณแม่ก็พร้อมที่จะล้วงกระเป๋าเอาตังค์ให้แล้วละ

วิมังสา – ความไตร่ตรอง คือ การหมั่นใช้ปัญญา พิจารณาใคร่ครวญ หาเหตุผลและตรวจสอบข้อเสีย หรือหย่อนยานในการทำสิ่งนั้น และคิดค้นวิธีแก้ไขข้อผิดพลาด จนถึงปรับปรุงให้ดีขึ้น เห็นมั้ย จนที่สุดเราก็มาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว ถ้ายังไม่สำเร็จงานที่ทำเอาไว้เรายังมีเวลาที่แก้ไขได้อีก ปรับปรุงให้ดีขึ้น อย่าลืมว่านี่คือ คาถาของพระพุทธเจ้าที่มีมากว่า 2500 ปีมาแล้ว...ถ้าเธอทำตามนี้ได้ทุกข้อ คณิตศาสตร์ หรือวิชาใดๆ...มันหมูๆไปหมด นั่งสมาธินั่นหรือ...ของเราต้องงดงามแน่นอน ตัวตั้งตรง หลังตรง ตาพริ้มๆ นั่งได้เป็นชั่วโมงทีเดียว...(ครูหวังเอาไว้นะ)...ส่วนตุ๊กตานั่น คุณแม่เตรียมตัวควักตังค์ตั้งแต่ข้อ จิตตะแล้ว...ถึงตอนนี้ถ้ายังไม่ได้ ก็ลองถามอีกทีดู เผื่อว่าอาจต้องรอถึงสิ้นเดือนนะคะ....แต่ครูว่า อย่าเล่นกันมากนักเลย ทั้งเกมส์ทั้งของเล่น เก็บเงินเอาไว้ใช้วันหน้าดีกว่า พวกเธอยังต้องเรียนต่ออีกหลายปี นะคะ เอาบทกลอนไว้อ่านเล่น ต้องขอโทษเจ้าของบทกลอนด้วย เพราะเก็บมานาน จนจำไม่ได้ว่าเอามาจากไหน

ฉ้นทะ-คือ มีใจ ในสิ่งนั้น
รักชอบมัน หัดย้ำ ทำนิสัย
วิริยะ-พากเพียร เรียนด้วยใจ
ขยันไว้ อย่าหน่าย พ่ายตัวตน
จิตตะ-ฝึก ตั้งใจ ให้แม่นมั่น
มุ่งฝ่าฟัน ความลำเค็ญ ให้เห็นผล
วิมังสา-หมั่นตรอง ลองตรวจตน
ว่าตกหล่น พลาดไป ตรงไหนกัน
นี่คือสูตร สำเร็จ ผลเด็ดขาด
ไม่พลั้งพลาด อัปรา ถ้ามุ่งมั่น
พุทธองค์ ตรัสไว้ นัยสำคัญ
เช้าตื่นพลัน ตั้งใจทำ จำไว้เอย

...

รอบรั้ว บ้านเพื่อน ชื่อกิเลส (ตอน 1/5)

Wednesday, August 18, 2010

เรามักที่จะได้คบเพื่อนที่เจออยู่เสมอ เพื่อนข้างบ้าน เพื่อนที่โรงเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลเป็นต้นมา มีทั้งรักทั้งชัง อยากพบอยากเจอ และไม่อยากแม้แต่จะเอ่ยชื่อถึงก็มี นั่นเป็นเพื่อนของเราทั้งนั้นจะสบอารมณ์หรือไม่ก็ยังต้องเห็นหน้าเห็นตาอยู่เสมอ แต่รู้หรือไม่คะ เรายังมีเพื่อนที่เรามองไม่เห็นตัว ไปไหนๆกับเราทั้งวัน ทั้งปี ตามติดกันอยู่ทุกเวลา แถมยังบอกเราสารพัดให้ทำโน่นทำนี่ ให้ตามใจเขาตลอดเวลา....ไม่น่าเชื่อ...ว่าเราจะทำตามทุกอย่าง หรือแทบทุกอย่างเชียวละ...บางทีเราเองนั่น ที่ต้องขัดใจกับคุณแม่ หรือคุณพ่อ เพราะต้องตามใจเพื่อนที่คอยแอบมากระซิบเราคนนี้....รู้ไหมคะ ว่าเพื่อนที่คอยตามเราตลอดเวลานี้คือใคร...จะบอกให้ เขาชื่อ “นายกิเลส”ค่ะ นายคนนี้มีอยู่ทั่วไป เยอะเสียด้วย เคยรบกับพระพุทธเจ้าของเรามาแล้ว แม้จะแพ้ราบคาบ แต่ก็ยังมีนายกิเลสแบบนี้เดินว่อนอยู่ทั่วโลก บางคนโดนนายกิเลส “จูงจมูก”เสียด้วยซ้ำ...แหม...ไม่น่าดูเลยใช่ไหมคะ นายกิเลสนี่มาหาเราได้หลายรูปแบบ ต่างๆกันไปตามสถานะการณ์ แล้วแต่ว่าเราจะไปเจออะไร...นายกิเลสนี่จะบอกเราทันที ยังกับว่าเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวอย่างไรอย่างนั้น อย่างเช่น เราไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า ที่นี่นายกิเลสมักชอบไปอยู่แล้ว แค่เราเดินไปไม่นาน เห็นตุ๊กตาหมีวางอยู่...แหม..อืออ..มันสวยจังนะ หรือถ้าไปเห็นรองเท้าเข้าสักคู่ แหม...อูววว์ มันสวยจังนะ...เพือนที่ชื่อนายกิเลสก็เข้ามาทันที นายคนนี้มาในนามชื่อ “โลภะ”....จะเข้ามากระซิบทันที.."อยากได้นะ"
พอนายโลภะบอกแค่นี้แหละค่ะ...เราจะหันไปหาคุณพ่อคุณแม่ทันที.. “แม่ หนูอยากได้ตัวนี้....” จะได้ซื้อหรือไม่ได้นั่นเป็นเรื่องที่ต้องต่อรองกับคุณแม่ต่อไป แต่นายโลภะทำงานเขาสำเร็จแล้ว เอาละค่ะ ครูจบเรื่องนายโลภะเอาไว้แค่นี้

เราเดินไปสักครู่ ไปพบกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน นายคนนี้มักแกล้งเราประจำ สับที่วางรองเท้าเราให้เราเดินหา แอบกระซิบนินทาเรา แถมแอบยิ้มกับคนที่เราชอบๆเสียอีก...นายกิเลสที่มาในชื่อ “โทสะ” ก็เข้ามากระซิบทันที “จัดการเสียซิ”...เราโดนควบคุมโดยนายโทสะเสียแล้ว...แต่..โชคดีที่ยังไม่ได้ทำอะไรให้คุณพ่อกับคุณแม่เสียใจ นายคนนั้นเกิดเดินพลาดตกบันได...แหม..สะใจ..แต่นั่นถ้าเราคิดอย่างนั้น เท่ากับว่าเราตกอยู่ในความครอบครองของนายโทสะ จนไม่สามารถออกมาจากการควบคุมได้เลย..เรียกว่านายโทสะนี่เข้ามาอยู่กับเราตลอดเวลา ถ้าเป็นไฟก็เรียกกันว่า “ไฟสุมทรวง”กันเลยละ..ไม่มีความสุขหรอกค่ะ เอาละค่ะ วันนี้รู้จักนายกิเลสแค่ 2 ตน ที่มากระซิบข้างหูเรา วันหน้าครูจะมาพูดต่อ

Posted by ครูพเยาว์ at 8:29 PM

รอบรั้ว บ้านเพื่อน ชื่อกิเลส (ตอน 2/5)

วันนี้เราพบกับเพื่อนที่ชื่อนายกิเลสเพิ่มอีก จะดูว่าพอจะแฉเล่ห์กลของนายกิเลสว่าจะมาไม้ไหนอีก บางทีนะคนเราบางคนรู้ตัวว่าการกระทำบางอย่างนี่มันผิด อย่างเช่นแม่บอกว่า “อย่าเล่นเกมส์มากเกินไปนะลูก เดี๋ยวจะเสียการเรียน” เราเองก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าถ้าไม่ใส่ใจในการเรียนแล้ว การเรียนจะตกต่ำ ดีไม่ดีอาจสอบตก ต้องเสียเวลาไปสอบแก้ ต้องไปเรียนซ่อมเสริม ผลร้ายก็พอจะเดาเอาเองได้ หรือรู้อยู่แก่ใจ แต่เรามีเพื่อนไม่ดีที่มากระซิบว่า “ไปเล่นเถอะ ไม่เป็นไร แม่ไม่รู้หรอก” เพื่อนคนนี้ชื่อ “โมหะ”ค่ะ เป็นหน้าหนึ่งของนายกิเลส...เราเองต้องมีสติให้ดีนะคะ นายโมหะนี่น่ากลัวนะคะ แน่นอนว่าการเรียนต้องตกต่ำแน่นอน ถ้าเราตามใจนายคนนี้ไป หรือบางทีเราอาจจะเห็นคนที่ดื่มเหล้า นั่งดื่มกันแล้วส่งเสียงเอะอะ คุยกันเสียงดัง คนที่นั่งดื่มกันอยู่นั่น รู้กันเต็มอกนะ ว่าเหล้านี่มันไม่ดี ทำลายสุขภาพ ผิดศีลเป็นของแถมอีก นอกจากจะมีโรคตับแข็ง และอาจถึงตาย แต่ก็ยังนั่งดื่มกัน นั่นเพราะไม่สามารถควบคุมสติได้ ปล่อยให้นายโมหะเข้ามา แล้วกระซิบบอก “ไม่เป็นไร เพื่อนๆรอกันอยู่ เดี๋ยวจะเสียเพื่อนไปนะ ไปสนุกกันเถอะ”...น่ากลัวนะคะ....เอาละเราจะเลิกพูดเรื่องนายโมหะไว้แค่นี้ก่อน เพราะนายกิเลสอีกหลายๆหน้าจะแวะเวียนมาหาเรา ทีนี้เรามาดูตัวเราเองบ้าง บางทีเราเองนั่นแหละ เป็นตัวเชิญชวนนายกิเลสเข้ามาหา อย่างเช่นเราเห็นเพื่อนใส่ชุดใหม่มา เราหันไปมองแล้ว นึกในใจว่า ไม่เห็นจะสวยเลย...นั่นยังไม่เป็นไร แต่ถ้านึกต่อไปว่า ของเราสวยกว่า...ของเราดีกว่าเสียอีก...นั่นเป็นการเชิญนายกิเลสที่ชื่อ “มานะ”เข้ามาทันที นายมานะจะบอกว่า “ใช่..ของเราสวยกว่าเสียอีก ซื้อชุดนี้มาได้อย่างไร ตาไม่ถึง ไม่ทันสมัยเอาเสียเลย”....นายมานะคนนี้คนละคนกับนายมานะอีกคนนะ ที่จะเป็นคนที่อุตส่าห์บากบั่นทำงาน ที่เราจะได้ยินคนพูดกันว่า มานะบากบั่น อย่าไปสับสนกันนะคะ นายมานะที่เป็นกิเลสนี่ ทำให้เราเป็นคนหลงผิดว่าเราเสมอเขา เราดีกว่าเขา ซึ่งจะทำให้เราทุกข์ใจอยู่คนเดียว แบบเงียบๆ น่าสงสารนะคะถ้าเป็นคนที่ถูกนายมานะเข้าควบคุม เอาละค่ะ วันนี้เอาแค่นี้ก่อน ครูขอทบทวนสักนิดนะคะว่านายกิเลสที่พูดไปนั่นมี 4 ตนแล้ว และนิสัยของทั้ง 4 ตนนั้นคืออะไร
1.นายโลภะ มีนิสัย อยากได้โน่น อยากได้นี่
2.นายโทสะ เป็นคนชอบคิดประทุษร้าย
3.นายโมหะ เป็นคนหลงผิด ความเขลา
4.นายมานะ เป็นที่มีความถือตัว ว่าจะต้องดีกว่าคนอื่นเสมอ

ไม่มีดีเลยสักคนใช่มั้ยคะ เวลาพวกนี้มาหา ต้องรู้เท่าทันนะคะ อย่าหลงเชื่อเป็นอันขาด เราต้องรู้จักกับกิเลสพวกนี้ พร้อมยิ้มรับเมื่อมาหาเรา และบอกไปว่า “ฉันรู้จักพวกนายนะ ดีแล้วที่มาเป็นเพื่อน ที่ช่วยเดินตาม...อย่างน้อยก็ทำให้ไม่เหงา”....



Posted by ครูพเยาว์ at 8:25 PM

รอบรั้ว บ้านเพื่อน ชื่อกิเลส (ตอน 3/5)

วันนี้จะมาพูดถึงนายกิเลสที่จะมาหาเราอีกรูปแบบหนึ่ง ชื่อ “ทิฎฐิ” น่าแปลกอยู่ที่นายคนนี้มาหาเราในรูปที่ ดีก็ได้ ร้ายก็เป็น...เราเองต้องคิดตัดสินใจเอาตอนที่เราจะทำอะไร อย่างเช่น จะช่วยเหลือเพื่อนตอนที่เขามาร้องขอ ซึ่งเราเองอาจช่วยก็ได้ ไม่ช่วยก็ได้ ถ้าเราช่วยก็เท่ากับว่าเราสร้างกรรมดีเอาไว้ “ทำดีนั่นแหละดี” นายทิฎฐิที่มาในรูปของกิเลสที่ดี หน้าตายิ้มๆมา เขาชื่อ “สัมมาทิฎฐิ”ค่ะ...แต่ถ้าเรากลับคิดว่า..เรื่องอะไรที่ฉันจะไปช่วยเธอ..เธอเองก็ไม่เคยช่วยอะไรฉันเลย นายทิฎฐิอีกคนก็จะเข้ามาเข้าข้างเรา เสริมเข้าไปอีกว่า ...ใช่ ทำดีได้ดี มีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป อะไรอย่างนี้...นายทิฎฐิคนนั้นชื่อ “มิจฉาทิฎฐิ” มายืนหัวเราะสมน้ำหน้าไปด้วย นายมิจฉาทิฎฐินี่อันตรายมากนะคะ ว่ากันว่าถ้าเราเชื่อนายนี้ และถ้าตายไปจากโลกนี้ ก็ต้องลงนรกแน่นอน และถึงแม้จะยังมีชีวิตอยู่ก็เท่ากับลงนรกไปแล้วด้วย เพราะเขามักชักชวนเราให้หลงผิดไปว่า บุญไม่มี บาปไม่มี ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วก็ไม่ได้ชั่ว กลายว่าเราจะเป็นคนที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวบนโลก แม้ยามเราลำบากก็จะหาใครมาช่วยได้ แต่ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นตอนที่เรายังลังเลใจ...จะเชื่อใครดีน้า....ระหว่างสัมมาทิฎฐิกับมิจฉาทิฎฐิ...เกิดความไม่แน่ใจ...เกิดความสงสัย...เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าถ้าเราทำดีแล้วจะดีมั้ยน้อ...ถ้าไม่ทำแล้วจะดีมั้ยน้อ...ชักไม่แน่ใจขึ้นมา ตอนที่คิดอยู่นี่ นายกิเลสมาในนามของ “วิจิกิจฉา” ก็เข้ามาจับความคิดเราพลิกไป พลิกมา ดีมั้ยน้อ...ดีหรือเปล่าน้อ...น่าจะอย่างนั้นน้อ....น่าจะอย่างนี้น้อ....ถ้าเราเกิดปัญญาขึ้นมา และถ้าคิดได้ว่า ทำดีนั่นแหละดี นายวิจิกิจฉาก็จะหายตัวไปทันที...ครูรู้ว่าอธิบายเรื่องนี้ได้ลำบากมาก แต่ก็เอาเถอะ...พอให้พวกเธอได้เห็นรูปเห็นร่างเบื้องต้นเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว การเรียนพระพุทธศาสนานั่น ยิ่งเรียนยิ่งสนุกนะคะ เพราะการอ่าน การทำความเข้าใจ จากนามธรรมให้เป็นรูปธรรมนั่น มันยากที่จะอธิบาย นอกจากจะนั่งฟังพระที่เทศน์เก่งๆ เป็นชั่วโมงได้ วันนี้พอแค่นี้ก่อนค่ะ

Posted by ครูพเยาว์ at 8:23 PM

รอบรั้ว บ้านเพื่อน ชื่อกิเลส (ตอน4/5)

วันนี้จะมาพูดเรื่องของนายกิเลส ที่จะเข้ามาข้องแวะกับเราเพิ่มอีก มักมาหาเราตอนที่เรากำลังหมดกำลังใจ....ทำการบ้านก็ไม่ทัน คณิตก็เยอะ วิทย์ก็แยะ แถมชั่วโมงพละก็ทำให้เหงื่อแตกท่วมตัวมา เสื้อแฉะ ยังต้องมานั่งฟังคุณครูพเยาว์สอนนั่งสมาธิอีก...โอ๊ววว เกิดอาการท้อแท้ ถดถอยในอารมณ์....น่าสงสารนะคะ... แต่รู้มั้ยคะ ตอนที่เกิดอาการอย่างนั้นขึ้นมา จะมีกิเลสตนหนึ่งขึ้นมานั่งบนบ่าเราเลยละ เราจะนั่งก้มห้ว ไหล่ห่อ ตัวงอ หน้าตาไม่ยิ้มแย้ม หน้าจะหมอง ตาจะเศร้า เรียกว่าเกิดความหดหู่ใจ ตัวกิเลสตนนั้นชื่อ “ถีนะ” นายกิเลสตัวนี้จะมาบอกว่าขอขี่คอเธอทีนะ... เขาก็ทำให้เธอหนักอกหนักใจ แต่....ต้องมีแต่อีกละค่ะ...ถ้าเราขยัน พยามยามขึ้นอีก ตั้งตัวให้ตรง เชิดหน้าขึ้น...หนูจะขยันขึ้น ตั้งใจเรียนให้มาก จะทำการบ้านให้เสร็จ ถึงไม่ต้องเอาผ้ามาโพกหัวแบบเด็กญี่ปุ่น ตอนตั้งหน้าตั้งตาตั้งใจทำงานอย่างขยันขันแข็ง...เธอก็ทำได้ ตอนที่เธอตั้งตัวตรง เชิดหน้า สัญญากับตัวเองว่าจะขยันเพิ่มขึ้นอีกนั่น นายถีนะก็ตกจากบ่าของเธอ...บาดเจ็บจนไม่สามารถขึ้นมานั่งบนเธอได้อีก...แล้วเธอก็จะสำเร็จในการเรียน เธอก็จะยิ้มออก คุณครูก็จะดีใจกับเธอ คุณพ่อคุณแม่ยิ่งจะดีใจ...แต่อย่าเพิ่งดีใจกับความสำเร็จนี้ไปมากนัก เรายังต้องเจอกับกิเลสอีกหลายตัว ที่ทำให้เราเดินสู่จุดเป้าหมายไม่สำเร็จ ในต่างรูปแบบ อย่างเช่นเมื่อเธอทำให้นายถีนะหลุดออกไปแล้ว ก็กลับมาบ้านตั้งใจอย่างเต็มที่ ที่จะทำการบ้าน รื้อหนังสือออกมาทั้งหมด แต่จะเริ่มวิชาไหนดีน้อ....คณิต...วิทย์...แล้วก็คิดต่อ...วันก่อนไปกับคุณแม่...เห็นตุ๊กตาตัวนั้น...มันสวยนะ...อีกตัวที่อยู่ข้างๆมันก็สวย...ดูๆไปสวยกว่าตัวที่เราได้มาเสียอีก...แต่เอ๊.....มีคนแอบมองเราอยู่ด้วย...เป็นใครกันน้อ...ไปแล้วค่ะ...อย่างนี้เขาเรียกว่าความฟุ้งซ่าน เธอกำลังปล่อยให้นายกิเลสที่แอบยิ้มอยู่เข้ามาหาเธอแล้ว...ตอนที่เธอคิดว่าเป็น ใครกันน้อนั่นแหละ นายกิเลสที่ชื่อ “อุทธัจจะ” เข้ามานั่งในความคิดเธอแล้ว และจะพาเธอไปทุกที่...ผลสุดท้าย การบ้านก็ไม่เสร็จ มัวแต่ยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่อยู่กับตัวเอง เป็นใครกันน้อ...อยู่นั่น คนที่จะมาช่วยเธอได้ตอนนี้รู้มั้ยว่าใคร....สติค่ะ...ตบมือดังๆ ไล่นายอุทธัจจะออกไปจากความคิด นายคนนี้ก็หายไปแล้ว เขากลัวเสียงดัง เขามักเล่นทีเผลอกับเรา และจะทำอย่างนี้ตลอด เข้ามาหา พอตกใจแล้วหนี ถ้าจะให้หายไปเลยเราก็ทำได้...ทำอย่างไรหรือ...สมาธิค่ะ...นายอุทธัจจะจะแพ้สมาธิอย่างราบคาบ...ถ้าเธอตั้งใจเรียน ทำการบ้าน เอาสมาธิเข้ามาช่วย ใจจดจ่อกับบทเรียน ครูรับรองได้เลยค่ะว่า นายอุทธัจจะ จะไม่เดินเฉียดเข้ามาใกล้เลย...

Posted by ครูพเยาว์ at 8:16 PM

รอบรั้ว บ้านเพื่อน ชื่อกิเลส (ตอนจบ)

ครูได้พูดถึงกิเลสให้ฟังมา 8 ตัวแล้ว จะสรุปหน่อยว่ามีอะไรบ้าง
1)โลภะ ความยินดีพอใจในโลกียอารมณ์ต่างๆ
2) โทสะ ความโกรธ ความไม่พอใจ
3) โมหะ ความหลง ความโง่
4) มานะ ความเย่อหยิ่ง ถือตัว
5) ทิฏฐิ ความเห็นผิด
6) วิจิกิจฉา ความสงสัยลังเลใจในสิ่งที่ควรเชื่อ
7) ถีนะ ความหดหู่
8) อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน

ทีนี้จะมาพูดเพิ่มอีก 2 ตัว การยกตัวอย่างจะเปลี่ยนไป เพราะพวกเธอยังเด็ก กิเลสพวกนี้ยังจะไม่กระโดดเข้ามาหาพวกเธอ ครูอยากให้ย้อนหลังไปดูเหตุการณ์ที่ผ่านมา ความวุ่นวายในทางการเมือง ความเสียหายที่เกิดขึ้น การไล่ล่า การทำร้าย ยิงกัน เผาบ้านเผาเมืองกัน แม้ในบ้านเรา อุดรธานี ก็โดนเผาไปด้วย ทั้งศาลากลางสำนักงานเทศบาล คนที่ทำการอย่างนั้นได้ ก็เกิดจากกิเลสหลายๆตัวเข้ามารวมกัน บังคับให้ทำไป เอาตัวอย่างแรกไปก่อน เผาศาลากลาง ซึ่งเป็นที่ทำงานของข้าราชการ อาคารเก่าแก่ ควรที่จะอนุรักษ์เอาไว้ คนเหล่านี้ยังกล้าเผา การเผานั้นเป็นการทำชั่ว ทำลายทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน ซึ่งก็เป็นของเราทุกคน เงินทองที่ใช้ในการก่อสร้างขึ้นมา ก็มาจากภาษี ที่เอาจากพวกเรานั่นแหละ ตัวกิเลสอะไรที่เข้าครอบงำจิตใจของคนเหล่านั้นได้ มันมาสองตัวเลยละค่ะ ตัวแรกชื่อ “อริกะ” ใครโดนนายนี้เข้าครอบงำแล้วละก้อ จะไม่มีความละอายในการกระทำบาป ทำชั่ว ไม่ละอายต่อทุจริต ในใจพวกนั้น ในขณะนั้นคือเผาอย่างเดียว ตัวกิเลสอื่นๆที่ครอบงำอยู่ ไม่ว่า โทสะ โมหะ ต่างก็ร้องใชโย สะใจอยู่อื้ออึง พวกนี้ในที่สุดก็โดนครอบงำด้วยตัวกิเลสอีกตัวที่ชื่อ “อโนตัปปะ” กิเลสตัวนี้จะทำให้เร่าร้อน ไม่เกรงกลัวผลในการกระทำบาป ทำชั่ว ไม่สะดุ้งกลัวต่อทุจริต” ไม่กลัวอะไรเลย จนในที่สุด ตำรวจก็มาไล่จับได้ แก้ตัวกันต่างๆนาๆ ซึ่งก็สายไปเสียแล้ว ครบแล้วนะคะ กิเลส 10

“หมายเหตุ” ครูอยากจะหมายเหตุเอาไว้ เรื่องกิเลส 10 ที่เขียนไปนั้น อาจไม่ตรงนักสำหรับตัวอย่างที่พูดออกไป แต่นั่นก็พอที่จะให้เด็กชั้นประถมพอจะเห็นรูปร่างอย่างเลาๆ จึงขอทำความเข้าใจไว้สำหรับท่านผู้รู้ นักศึกษา

Posted by ครูพเยาว์ at 8:02 PM

รอบรั้ว บ้านแห่งความเหลื่อมล้ำ

Friday, July 2, 2010



ครูมีโอกาสได้ไปชนบทบ่อยๆ ไปวัดที่อยู่ห่างไกล ไปในที่ๆความเจริญยังไปไม่ถึง จึงได้เห็นความแตกต่างของสังคมอย่างชัดเจน ความรุ่มรวย ฟุ้งเฟ้อของคนเมือง ความแร้นแค้นของคนบ้านนอก...มันช่างต่างกันยังกับอยู่คนละประเทศ และเรายังคงต้องอยู่กันแบบนี้อีกนาน....ไม่น่าแปลกใจที่เดี๋ยวนี้ เราจะพูดถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งแท้จริงแล้ว คงจะไม่ใช่เพียงแค่นั้น ความเหลื่อมล้ำกันในด้านการศึกษา, ในด้านจริยธรรม-คุณธรรม, ด้านสาธารณูปโภค และ ฯลฯ ล้วนแต่จะทำให้เรายิ่งแตกต่างกันออกไป

ครูอยากจะพูดถึงเรื่องการศึกษา เพราะได้ไปเจอโรงเรียนขนาดเล็ก ที่อยู่ในถิ่นกันดาร แร้นแค้นไปเสียทุกอย่าง ถึงแม้ว่าทางรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณไปให้แล้ว ก็ยังไม่พออยู่ดี เพราะที่นั่นยังขาดสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมาก ของแพงอย่างชนิดที่นึกกันไม่ถึง เพราะการขนส่งมันลำบาก ถนนหนทางไม่สะดวก ร้านค้าที่มีก็ต้องบวกค่าน้ำมันกับค่าซ่อมรถยนต์รวมเข้าไปกับค่าสินค้าไปด้วย โชคดีที่ไม่บอกว่าบวกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเติมเข้าไปอีก เพราะขายแบบไม่มีใบเสร็จ เหตุที่คนที่นั่นอยู่กันอย่างปากกัดตีนถีบอย่างนั้น ทำให้การที่จะมาคิดถึงการศึกษาของลูกๆจึงหดหายไป เด็กที่จบประถมปีที่ 6 ออกมา 16 คน จึงมีโอกาสเรียนต่อแค่ 8 คน ครูลองสอบถามดูว่าทำไมไม่เรียนต่อกัน เหตุผลของคำตอบที่สำคัญคือไม่มีเงิน ไม่มีค่ารถ เพราะต้องออกไปเรียนในอำเภอ ค่าอาหาร ค่าชุดนักเรียน ซึ่งทั้งๆที่รัฐบาลออกให้แล้ว ชาวบ้านก็ยังบอกว่าไม่พอ สรุปออกมาว่า ให้ออกจากโรงเรียนแล้วมาช่วยทำงานหาเงิน ฟังแล้วเหนื่อยใจแทนอนาคตของประเทศไทยจริงๆ นี่คือจุดๆเดียว หมู่บ้านเดียวที่มีประชากรไม่ถึง 300 ครอบครัว และไม่มีใครใส่ใจหรือเหลียวไปมองปัญหานี้ หมู่บ้านแบบนี้ ข้นแค้นอย่างนี้ ครูว่ายังมีอีกมากในเมืองไทย และตราบใด ที่หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องไม่เข้าไปสอดส่องดู หรือเอาใจใส่อย่างแท้จริง อนาคตของเมืองไทยคงจะประคองตัวไปแบบนี้ตราบนานเท่านาน

ปัญหาที่ครูพูดออกมาใช่ว่าจะเป็นความผิดของใครๆ แต่เป็นความโชคร้ายของเด็กๆ ที่เกิดมาอยู่ในที่อย่างนั้น สังคมแบบนั้น ค่านิยมแบบนั้น ครูได้เข้าไปดูสินค้าในร้านค้าซึ่งมีอยู่ไม่กี่ร้าน สินค้าหลักที่ขายเป็นหลักคือ เหล้าขาว เบียร์ บุหรี่ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ขายดี.....นั่นคือเหตุผลอย่างหนึ่งของการบั่นทอนค่าเล่าเรียนของเด็ก ผู้ปกครองซึ่งเป็นคนหารายได้เข้าครอบครัว ตกอยู่ในอบายมุข สิ่งเสพติดอย่างนี้เสียแล้ว จะมีอะไรเหลือไว้ให้กับอนาคตของลูกๆ....ครูก็ได้แต่ปลงอนิจจังค่ะ แต่ที่สำคัญคือเรามีหมู่บ้านแบบนี้อีกซักเท่าไหร่ในเมืองไทย

ภาพ// http://movie.mediathai.net/detailShow.php?mid=1185

รอบรั้ว โรงเรียนคาทอลิกและวัดพุทธ

Thursday, May 6, 2010





เมื่อวานได้ขึ้นไปตักบาตรที่วัดนาหลวง และจะกลับบ้านหลังจากที่ไปอยู่ในสวนมาหลายวัน ช่วงนั้นมีเด็กนักเรียนร่วมพันคน เข้าไปอบรมคุณธรรมจริยธรรมที่วัด เป็นนักเรียนจากวิทยาลัยอาชีวะอุดรธานีส่วนหนึ่ง และจากโรงเรียนเซนต์เมรี่อุดรธานีส่วนหนึ่ง ครูเองปลื้มใจและตื้นตันใจที่เห็นนักเรียนโรงเรียนคาทอลิกเข้ามาอบรมจริยธรรม ได้เจอกับซิสเตอร์ที่ควบคุมนักเรียนมาด้วย ได้พูดคุยกับท่าน ที่ปลื้มใจเพราะท่านไม่ได้ตะขิดตะขวงใจในการที่จะคิดว่านี่คือวัดพุทธในขณะที่ท่านสวมชุดของแม่ชีของคาทอลิก ท่านทำหน้าที่คือนำเด็กนักเรียน (ชาวพุทธ) มาอบรมในวัดที่อยู่แสนห่างไกลจากตัวเมือง หนทางก็แสนจะลำบาก ผ่านทั้งถนนลาดยางที่ต้องหลบหลุมบ่อ ถนนดินแดงที่ถ้าเป็นหน้าร้อนก็ดมฝุ่นมาตลอดสาย กว่าจะผ่านได้ก็หัวแดงกันเป็นแถว ถ้าหน้าฝนก็ยิ่งแล้วใหญ่ ถนนเป็นโคลนกว่าจะผ่านแต่ละเนินเขาไปได้ บางทีก็ต้องลงจากรถ ช่วยกันดันให้รถขึ้นเนินให้ได้ ตอนนี้แม้ว่าทางจังหวัดจะเข้ามาสร้างถนนคอนกรีตช่วงขึ้นวัดให้แล้ว แต่ช่วงทางที่เข้าไปจากถนนใหญ่ก็ยังเป็นถนนดินแดงอยู่ค่ะ ครูได้เจอกับนักเรียนของโรงเรียนนี้กำลังกุลีกุจอขนสาด เสื่อไปปูตรงที่ตักบาตรพระ แต่ละคนยิ้มแย้มแจ่มใสค่ะ เห็นแล้วปลื้มใจ เดินมาเป็นกลุ่มๆ คุยกันตามประสาเด็กวัยรุ่น น่ารักดีค่ะ ครูว่าถ้าโรงเรียนทั่วๆไปพานักเรียนมาอบรมอย่างนี้บ้างน่าจะดี ดีกว่าอบรมในโรงเรียน หรืออบรมที่วัดในตัวเมือง ที่ครูคิดอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้ทำอย่างนั้นตลอดไป ทำได้ แต่...ถ้าเราเอาเด็กมายังสถานที่อย่างวัดนาหลวง...เด็กจะได้เห็นอะไรหลายๆอย่าง ความยากลำบาก ทำให้เกิดความอดทน เห็นว่าในที่ห่างไกลและกันดารนั้น ยังมีคนที่อาศัยอยู่ อยู่อย่างลำบาก จะได้มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้บ้าง จะได้เห็นธรรมชาติอย่างแท้จริง ตอนที่ครูเดินขึ้นบันไดวัด ได้เจอกับนักศึกษาของวิทยาลัยอาชีวะที่กำลังกวาดใบไม้ ทำความสะอาดบันไดอยู่ มีอยู่กลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ตรงบันได ดูฝูงกระรอกที่วิ่งไล่กัน ไต่ขึ้นลงต้นไม้อยู่ใกล้ๆกับเด็กๆกลุ่มนั้น มีอยู่คนหนึ่ง ที่ถามครูว่า “คุณยายคะ กระรอก กับกระแตต่างกันอย่างไรคะ” เด็กๆในตัวเมืองเห็นอะไรก็ตื่นเต้นไปเสียหมด แถมยังสงสัยถึงอีกอย่างที่ตัวเองไม่เห็นเสียอีก ครูก็ตอบไปว่า กระรอกตัวจะใหญ่กว่า ขนฟู หางเป็นพวง กระแตตัวจะเล็กกว่า ตรงหลังจะมีขนลายเป็นทางสีน้ำตาล (เหมือนลูกหมูป่า) แล้วการอบรมเด็กในโรงเรียน หรือในวัดที่ใกล้กับโรงเรียน ผลมันต่างกับที่อบรมในวัดที่ห่างบ้าน (และหนทางลำบาก)หรือเปล่า จริงๆแล้วเนื้อของการอบรมที่ไหนๆมันก็เหมือนๆกัน แต่บรรยากาศมันต่างกัน สิ่งที่แตกต่างกันนี้ได้เพิ่มความจูงใจในการเรียนรู้ สร้างความเข้มแข็ง การอยู่กัน การรู้จักหน้าที่และ มีจิตสาธารณะ ช่วยในการอบรมมากขึ้น อย่างน้อย เด็กจะคิดถึงพ่อถึงแม่มากที่สุด ที่ครูได้เจอและได้คุยมา เขาจะรักพ่อรักแม่มากขึ้น บางคนเคยเห็นพ่อดื่มเหล้า สูบบุหรี่ บอกว่าถ้าได้กลับไป จะบอกให้พ่อเลิกให้หมด ในอบายมุข สิ่งเสพติดเหล่านั้น คำสอนของพระอาจารย์บวกกับความคิดถึงบ้าน มันสร้างแรงจูงใจ พลังใจอย่างที่เราคิดไม่ถึงให้กับเด็กๆค่ะ ถ้าเราเอาเด็กอบรมที่โรงเรียน พอค่ำหน่อยเดี๋ยวพ่อก็แวะมาเยี่ยม เดี๋ยวแม่ก็เอาขนมมาให้ ตกลงก็เหมือนกับอยู่ที่บ้านนั่นแหละ ไม่มีแรงจูงใจอะไรมาเสริมให้เด็กเลยค่ะ

รอบรั้ว โรงเรียน ต้นกล้าที่แข็งแรง

Friday, June 19, 2009

ครูเองออกต่างอำเภอบ่อยอยู่ บางทีไปวัด เพราะต้องช่วยงานทางด้านศาสนาบ้าง บางทีก็เข้าสวน เพราะพ่อบ้านของครูชอบงานเกษตร ครอบครัวครูปลูกยางพารากันค่ะ การที่ออกไปตอนวันหยุดราชการ หรือวันสำคัญทางศาสนาหรือของวัดนั้น ก็ได้เห็นว่าช่วงนี้ย่างเข้าหน้าฝน ชาวนาเริ่มไถ เริ่มหว่าน ปักดำต้นกล้าแล้ว บางที่น้ำก็สมบูรณ์ กล้าก็งาม บางที่น้ำน้อย ถ้าฝนขาดช่วง ไม่ตกลงมาทันการ กล้าเหล่านั้นก็คงจะแห้งตายคานา น่าเสียดายนะคะ ที่เรายังต้องรอฟ้า รอฝน ไม่พัฒนาระบบชลประทานให้เข้ารูปเข้ารอย ชาวนาจะได้ไม่เสี่ยงต่อการลงแรงลงทุนในการปักดำลงไป


เมื่อกลับมาที่โรงเรียน ปีนี้ครูมีลูกศิษย์ในชั้นนี้อยู่ 45 คน นับว่าเป็นต้นกล้าของครูที่จะต้อง ประคับประคองดูแล ให้น้ำ ให้ปุ๋ย ให้วิชา ความรู้ เพราะเป็นต้นกล้าที่ยังไม่โตเต็มที่ เท่าที่เพิ่งได้พบหน้ากัน ดูคร่าวๆ เป็นเด็กดีกันทุกคนค่ะ อย่างน้อยครูก็หวังไว้อย่างนั้นนะคะ เมื่อเราต้องมาอยู่ด้วยกัน ก็ต้องดูแลกัน รับผิดชอบงานต่างๆด้วยกัน ช่วยเหลือกัน งานต่างๆถึงจะสำเร็จลุล่วงไปได้ดีค่ะ

การเรียนในช่วงนี้ ไม่ถือว่ามีปัญหาอะไรอีกต่อไป ถ้าเปรียบเหมือนปลูกข้าว ก็ให้เห็นว่า มีน้ำสมบูรณ์ดีแล้ว เพราะงบประมาณในด้านการศึกษา เราได้มีอย่างพร้อมเพรียง เหลืออยู่ก็เพียงแค่ ต้นกล้านั้น จะได้รับปุ๋ย รับวิชาที่ครูหว่านลงไปนั้นได้เต็มที่หรือเปล่า ถ้าได้รับเต็มที่ลูกๆก็จะได้เติบโตผ่านไปอีกหนึ่งปี ปลายปีก็คงจะเห็นว่า กล้าต้นไหนโต กล้าต้นไหนแคระแกร็น แน่นอนว่าในระหว่างที่ครูดูแลอยู่นั้น ต้องเอาใจใส่ จ้ำจี้จ้ำไชให้ลูกๆเอาใจใส่ในการเรียน การที่ลงไปถึงจุดนั้นได้ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า คนไหนเอาใจใส่ในการเรียน ในการดูดซับเอาวิชาจากครูไป ดังนั้นการที่มาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันตั้งแต่ต้น เพื่อให้รู้ว่าที่ครูจะต้องดูแลถึงขนาดนั้น เพราะว่า ก็เพื่อให้ลูกๆได้ผ่านการเรียนชั้นนี้ไปอย่างเต็มความสามารถ และจะได้ภาคภูมิใจในการเรียน


ดูรูปเพื่อนๆกันนะคะว่าปีนี้ เรามีใครกันบ้าง และจงอย่าลืมกัน เพื่อนเราทุกคนสำคัญทั้งนั้น ไม่ว่าใคร มีภาษิตอยู่บทหนึ่งค่ะว่า “นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน บินขึ้นสู่ที่สูงไม่ได้” เพราะฉะนั้นเราต้องมีเพื่อนเอาไว้มากๆ ไว้คอยดูแลกัน ช่วยเหลือกันตลอดไปนะคะ

รอบรั้ว โรงเรียน วันไหว้ครู

Wednesday, June 17, 2009


พิธีวันไหว้ครูปีนี้ก็เหมือนๆกับทุกๆปีที่ผ่านมา ซึ่งความจริงแล้วในสายตาของคนต่างชาติ ต่างภาษาที่เขามองดูเราอยู่เหมือนกัน เขาอัศจรรย์ใจในพิธีกรรมนี้ ที่หาไม่ได้ในบ้านเมืองเขา ครูเองก็เคยพูดเอาไว้หลายครั้งแล้ว ถึงความสำคัญของครู....ครูก็คือครู...ครูที่ประสิทธิประสาทวิชาให้แก่ลูกศิษย์... “ลูกศิษย์” ค่ะ ไม่ใช่แค่ศิษย์ และไม่ใช่แน่ กับความหมายของตะวันตกที่พยายามใช้คำว่า “ผู้ให้บริการ- ครู” “ผู้รับบริการ – นักเรียน” และครูเองก็ไม่เห็นด้วยมาตลอด
เราอยู่ในคนละสังคมกัน วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แล้วเราก็พยายามอย่างมาก ที่จะแหวกเข้าไปหาวัฒนธรรมตะวันตกนั้น ทั้งๆที่ของเราเองนั่น ถือว่าแน่นแฟ้น กระชับเกลียวความสัมพันธ์กันมากกว่า เป็นลูกศิษย์และครู ข้อเขียนเรื่องครูโบราณ และอีกหลายๆเรื่องในทำนองนี้ เป็นข้อเขียนของครูเมื่อปีที่แล้ว ที่ลูกๆสามารถเข้าไปอ่านได้ ว่าคนไทยเรานี่นับถือครู นับเป็นรองจากพระคุณของศาสนา และพระคุณของพ่อแม่ คนที่ถัดมาก็คือครู วัฒนธรรมของเราให้ความสำคัญเอาไว้ มาก มากกว่าเทวดาอารักษ์เสียอีก ซึ่งเราจะเห็นได้ในบทไหว้ครู ปฐม ก กา
ทีนี้ ที่ครูพูดเมื่อตอนต้นว่าฝรั่งต่างชาติ ครูต่างวัฒนธรรม เมื่อมาสอนในเมืองไทย เขาได้เห็นวัฒนธรรมของเราเข้า เขาคิดอย่างไร ส่วนมากเราอาจไม่เคยอ่านผ่านตา แต่ครูได้มีโอกาสอ่านผลงานของครูอเมริกัน ที่มาสอนที่โรงเรียนศรีธรรมราชศึกษา ติดตามข้อเขียนเขามาเป็นปี เพราะชอบลักษณะการเขียนของครูคนนี้ ตั้งแต่เขาเขียนเรื่องไปเที่ยวอ่าวมาหยา ประทับใจที่เขาเขียนได้จนเราสามารถมองเห็นภาพได้ เว็บไซท์ที่เขาเขียนไว้คือ “bchinab ผมเป็นคนอเมริกัน” เข้าไปค้นใน google ก็จะเจอค่ะ แต่ตอนนี้เว็บนี้เขาเลิกเขียนแล้ว เขาเขียนในเว็บใหม่ คือ http://bluenomadic.blogspot.com/2009/06/wai-kru-2009.html ซึ่งเขาจะบรรยายความรู้สึกช่วงไหว้ครูในขณะนั้นของเขาเอาไว้เล็กน้อย แต่นั่นก็แสดงถึงความรู้สึก เห็นถึงความสำคัญของครูชาวไทย ที่ตะวันตกเองไม่เคยรับรู้อย่างเป็นรูปธรรม เหมือนอย่างที่เขาได้พบกับตัวเอง และถ้าครูนับไม่ผิด ครูฝรั่งทั้ง 8 คนนั่น ประทับใจอย่างไม่มีวันลืมได้ เพราะอาการที่แสดงออกทางสีหน้า ที่เปี่ยมไปด้วยความสุขนั้น ฉายออกมาให้เห็นทั้ง รอยยิ้มและดวงตาที่มองลูกศิษย์ ครูเองดูแล้วก็ปลื้มใจค่ะ
ครูอาจเป็นคนหัวโบราณในเรื่องนี้ แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ปรับตัวให้เป็น “ครูพันธุ์ใหม่” ไม่ได้ บ้านเราพยายามมากในการเลียนแบบการศึกษาของตะวันตก อบรมกับทุกปี เรื่องนั้น เรื่องนี้ ด้วยวิธีที่ต่างชาติคิดสร้างออกมา เอาละ...ทั่วโลกเขาใช้กัน เลียนแบบกัน แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่า จะทิ้งของดีที่เรามีอยู่ทั้งหมด ครูไม่ได้หวังว่า ลูกศิษย์จะเข้ามากราบเช้า กราบเย็น ไม่ได้คิดอย่างนั้น แต่มารยาทไทยที่เห็นว่าดีสำหรับเรา ยังต้องคงอยู่ เพราะฉะนั้น การที่ครูเคร่งครัดในเรื่องนี้ เพราะว่านี่คือวัฒนธรรมของเรา ความเป็นไทย แสดงออกถึงความเป็นไทย มันน่ารักค่ะ นี่เรื่องหนึ่ง และในเรื่องการพัฒนาการศึกษาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง การที่ครูได้สร้างเว็บไซท์นี้ขึ้นมา ก็เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน การอบรมลูกศิษย์ขึ้นมาเพิ่มอีกทางหนึ่ง นี่ก็เป็นการพัฒนาการศึกษาเหมือนกัน เห็นไหมคะ ครูหัวโบราณอย่างครูนี่ ก็สามารถเดินกับคนรุ่นใหม่ได้ค่ะ
ในวันไหว้ครูปีนี้ ขอให้ลูกๆทุกคนจงขยันเรียนนะคะ เป็นเด็กดี เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ ครูอาจารย์และจงประสบความสำเร็จในการเรียนกันทุกคนค่ะ

อ้างอิงและอยากให้อ่านด้วย: http://bluenomadic.blogspot.com/2009/06/wai-kru-2009.html

รอบรั้ว การศึกษา การเรียนการสอนผ่านเว็บ กับการเรียนการสอนยุคใหม่

Tuesday, June 9, 2009

ช่วงนี้เป็นช่วงเปิดเทอมใหม่ๆ อะไรๆก็ยังดูขลุกขลักไม่เข้าที่เข้าทาง งานเยอะค่ะ งานเขียนของครูก็ลดน้อยลง เพราะมัวยุ่งอยู่กับงานที่โรงเรียน และยังต้องช่วยงานด้านพระศาสนาเป็นครั้งคราว แต่ก็ยังมีเวลาอ่านหนังสืออยู่บ้าง ไปเจอข้อเขียนชิ้นนี้เข้าค่ะ จากเว็บไซท์ของผู้จัดการ เห็นว่าน่าสนใจดี เลยเอามาให้อ่านดู เป็นการช่วยเผยแพร่ให้อีกคนหนึ่งด้วยค่ะ

ปัจจุบันอินเทอร์เน็ต เข้ามามีบทบาทสำคัญในโลกของเทคโนโลยีสารสนเทศการใช้อินเทอร์เน็ตจะช่วยให้วิถีชีวิตของคนปัจจุบันทันสมัย ทันเหตุการณ์ เพราะอินเทอร์เน็ตจะเสนอข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยอีกทั้งเป็นแหล่งสารสนเทศสำหรับทุกวงการที่สามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการได้โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ทั้งนี้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้สำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยช่วงเดือนกันยายน - ตุลาคม 2544 ที่ผ่านมาพบว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ ร้อยละ 52 อยู่ในกรุงเทพมหานคร เป็นเพศชายร้อยละ 48.8 และเพศหญิงร้อยละ 51.2 ในจำนวนนี้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีและพบว่า คนไทยส่วนใหญ่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อรับส่ง E-Mail ค้นหาข้อมูล ติดตามข่าวสารและสนทนา โดยสรุปว่า การใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยแพร่หลายมากขึ้นเพราะค่าใช้จ่ายถูกลง และมีอินเทอร์เน็ตคาเฟ่มากขึ้น

ด้วยเหตุนี้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตจึงเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสารสนเทศจากทั่วโลกเข้าด้วยกันเสมือนดั่งขุมทรัพย์ข้อมูลข่าวสารที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไม่ได้จำกัดเฉพาะในวงธุรกิจเท่านั้น ในวงการศึกษาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับการศึกษาได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เพื่อการติดต่อสื่อสาร อภิปราย ถกเถียงแลกเปลี่ยน และสอบถามข้อมูลข่าวสารความคิดเห็นทั้งกับผู้สนใจศึกษาในสื่อเรื่องเดียวกันหรือกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ

ทั้งนี้การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาในต่างประเทศ จากการสำรวจของกระทรวงศึกษาธิการของประเทศสหรัฐอเมริกา (Department of Education) โดย National Center for Education Statistics (NCES) ได้ทำการสำรวจการใช้เทคโนโลยีในโรงเรียนของรัฐในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ตั้งแต่ปี ค.ศ.1994 และได้ข้อสรุปในปี ค.ศ.2000 พบว่าร้อยละ 98 ของโรงเรียนได้มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต และร้อยละ 77 ของห้องเรียนได้มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ยังพบว่าร้อยละ 39 ของครูที่ใช้อินเทอร์เน็ตใช้เพื่อจัดทำหลักสูตรการสอน จะเห็นได้ว่าอินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นสื่อการศึกษาของโลกยุคใหม่ ช่วยเปิดโลกกว้างให้แก่ผู้เรียนและเป็นแหล่งรวบรวมขุมทรัพย์ทางปัญญาอย่างมากมายมหาศาล ในลักษณะที่สื่อประเภทอื่นไม่สามารถกระทำได้ ผู้เรียนจะมีความสะดวกต่อการค้นหาข้อมูลไม่ว่าจะอยู่สถานที่ใดก็สามารถเข้าไปใช้เครือข่ายได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในลักษณะที่เรียนร่วมกันหรือเรียนต่างห้องกันหรือแม้กระทั่งต่างสถาบันกัน ก็สามารถแลกเปลี่ยนความรู้อย่างต่อเนื่องได้ตลอดเวลาทั้งระหว่างครูกับนักเรียนและระหว่างผู้เรียนเอง เครือข่ายคอมพิวเตอร์จะเป็นตัวเชื่อมให้ผู้เรียนเข้าถึงผู้ให้คำปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรง อีกทั้งยังเอื้อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนทั้งเวลาจริงหรือต่างเวลากัน ทำให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่ต้องมีการประสานงานกัน (Collaborative environment) ผู้เรียนสามารถควบคุมจังหวะการเรียนได้ด้วยตนเองทำให้เกิดสิ่งแวดล้อมยืดหยุ่นแก่ผู้เรียน

จากกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ ระยะ พ.ศ.2544-2553 ประเทศไทย ในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านการศึกษา (E-education) ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีโดยมุ่งเน้นการสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรศึกษาที่มีประสิทธิภาพ เอื้อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสารสนเทศเนื้อหาและความรู้ ดังนั้นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) จึงเป็นเครื่องมือที่มีพลานุภาพสูงในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ ทั้งในระบบ นอกระบบ และการเรียนรู้ตามอัธยาศัย โดยการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยการเรียนการสอน โดยเฉพาะการเรียนรู้ผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตมีต้นทุนในการจัดการศึกษาที่ต่ำกว่าการศึกษาในชั้นเรียน

ทั้งนี้หากเปรียบเทียบต้นทุนทั้งหมด (Total cost)การจัดการเรียนรู้ผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการเรียนรู้ในชั้นเรียนถึงร้อยละ 40 นอกจากนี้ผู้เรียนยังสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลาและทุกคน (anywhere anytime anyone) และไม่ว่าจะทำการศึกษา ณ สถานที่ใด การเรียนรู้ผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตจะยังคงมีเนื้อหาเหมือนกันและมีคุณภาพที่เท่าเทียมกัน และยังสามารถวัดผลของการเรียนรู้ได้ดีกว่า ทำให้ผู้เรียนมีเสรีภาพในการเลือกเนื้อหาสาระของการเรียนรู้โดยไม่ถูกจำกัดอยู่ภายใต้กรอบของหลักสูตร ผู้เรียนสามารถกำหนดเส้นทางการเรียนรู้ของตนเองได้ (Self-pace learning) ตามความสนใจและความถนัดของผู้เรียน การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเรียงตามลำดับหรือเป็นโปรแกรมแบบเส้นตรง แต่ผู้เรียนสามารถข้ามขั้นตอนที่ตนเองคิดว่าไม่จำเป็นหรือเรียงลำดับการเรียนรู้ของตนเองได้ตามต้องการ

แต่ในสภาพปัจจุบัน การจัดการเรียนการสอนถูกจำกัดเฉพาะในห้องเรียนและอยู่ภายใต้การควบคุมกำกับของผู้สอน ซึ่งผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างระหว่างบุคคล มีความรู้ความเข้าใจ ประสบการณ์และการมองโลกแตกต่างกันออกไป รวมถึงรูปแบบการจัดชั้นเรียนในปัจจุบันไม่สามารถที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนเป็นรายบุคคลได้ การเรียนการสอนไม่ควรยึดติดกับวิธีเดิม ในขณะที่สิ่งใหม่หรือสิ่งที่กำลังพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย ทั้งในด้านงบประมาณในการลงทุนจัดทำ ข้อจำกัดในด้านเวลาและสถานที่การใช้งานและขาดความยืดหยุ่นของเนื้อหาบทเรียน ทำให้การนำมาใช้ไม่แพร่หลายเท่าที่ควร ถึงแม้โรงเรียนส่วนใหญ่สนใจและต้องการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาในการเรียนการสอนเป็นอย่างมาก

ดังนั้น การนำประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตในใช้ในการพัฒนาบทเรียน จึงเป็นการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนการสอนที่ประยุกต์คุณลักษณะของอินเทอร์เน็ต โดยนำทรัพยากรที่มีอยู่ในเวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web) มาเป็นสื่อกลางเพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิง เอกสารประกอบการเรียน บทเรียนสำเร็จรูป หรือแม้กระทั่งหลักสูตรวิชา เนื่องจากเวิลด์ไวด์เว็บเป็นบริการบนอินเทอร์เน็ตที่มีแหล่งข้อมูลอยู่มากมายและหลายรูปแบบ ทั้งตัวอักษร ภาพนิ่ง การเคลื่อนไหวหรือเสียง โดยอาศัยคุณลักษณะของการเชื่อมโยงหลายมิติ (Hyperlink) ทั้งในรูปแบบของข้อความหลายมิติ (Hypertext) หรือสื่อหลายมิติ (Hypermedia) เพื่อเชื่อมโยงแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้ด้วยกัน เป็นการนำประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการค้นคว้าข้อมูลในการเรียนรู้ด้วยตนเองและสนองตอบแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นหลัก นั่นคือมิใช่การสอนที่เป็นการถ่ายทอดความรู้จากครูผู้สอนเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลายและเกิดขึ้นได้ทุกสถานที่ ทุกเวลา โดยใช้เทคโนโลยีและสื่อสารสารสนเทศต่างๆให้เป็นประโยชน์ ซึ่งสื่อต่างๆ เหล่านี้สามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และแก้ปัญหาได้อย่างอิสระ ทั้งนี้เพราะข้อมูลบนเว็บมีลักษณะเป็นพลวัตร (Dynamic) ทำให้เนื้อหาการเรียนมีความยืดหยุ่นมากกว่าแบบเดิม และเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญและเปิดโอกาสให้ผู้สอนสามารถปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรให้ทันสมัยได้อย่างสะดวกสบาย

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บจึงเหมาะสมกับการจัดการศึกษาในปัจจุบัน เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนการสอนที่สนับสนุนให้ผู้เรียนสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มพูนความรู้ และผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ทั้งระหว่างครูกับนักเรียนและระหว่างผู้เรียนเอง
ขอขอบคุณข้อมูล จากคุณ วรัท พฤกษากุลนันท์
http://www.moe.go.th
http://www.edtechno.com/th และเว็บไซท์ของผู้จัดการ www.manager.co.th

Posted by ครูพเยาว์ at 9:30 AM

รอบรั้ว โรงเรียนบ้านนาหลวง

Monday, May 25, 2009


ครูได้เห็นโรงเรียนบ้านนาหลวง ที่ตำบลคำด้วง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เพราะครั้งหนึ่งได้นำเด็กนักเรียนจากโรงเรียนอนุบาลอุดรธานีไปปฎิบัติธรรมที่วัดนาหลวง ซึ่งก็ห่างจากตัวเมืองไป 100 กิโลเมตรทีเดียว ถนนที่เข้าไปก็ยังเป็นถนนลูกรังช่วงที่จะเข้าไปถึงวัด ตกประมาณ 12 กิโลเมตรได้ ช่วงนี้ถนนดีขึ้นมากค่ะ เพราะในแต่ละปี มีนักเรียนและหน่วยราชการเข้าไปปฎิบัติธรรมเป็นจำนวนมาก และไม่เคยว่างเว้นทั้งปี ยกเว้นช่วงเข้าพรรษา ที่ทางวัดหยุดกิจกรรม เพราะต้องให้พระ-เณร ปฎิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่

โรงเรียนบ้านนาหลวง เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก สอนถึงชั้นประถมปีที่ 6 เด็กนักเรียนประมาณร้อยกว่าคน ปีนี้ฟังมาว่าประมาณ 107 คน...เด็กน้อยๆอย่างนี้ น่าจะสนุกในการสอนดีนะคะ เมื่อนำมาเทียบกับโรงเรียนที่ครูสอนแล้ว ละก็ ตกประมาณ 2 ห้องกว่าๆ ปีนี้ชั้นเรียนของครูมีเด็ก 45 คน

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ครูได้มีโอกาสเข้าไปเห็นโรงเรียน เพราะพ่อบ้านของครูได้เข้ามาช่วยหลวงปู่ทองใบ (ปภสฺสโร)ในการแจกพันธุ์ยางพาราให้กับชาวบ้าน ซึ่งทางโรงเรียนก็ได้รับพันธุ์ยางไปปลูกด้วย เพราะมีความคิดเห็นร่วมกันว่า ถ้าโรงเรียนมีพื้นที่ว่าง ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ก็ให้ปลูกยางพารา ผลผลิต ผลประโยชน์ที่ได้ก็จะเป็นค่าอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน โดยให้ชาวบ้านผู้ปกครอง ครู ภารโรงและเด็กๆช่วยกันดูแลต้นยาง นี่...ครูคาดว่าน่าจะเป็นโรงเรียนแรกทีเดียวในอิสานที่มีสวนยาง โรงเรียนอื่นอาจมีไม้ยืนต้น ที่ครูผ่านๆไป มักจะเป็นอย่างนั้น แต่โรงเรียนนี้มียางพาราเป็นต้นทุนค่าอาหารกลางวันของเด็กในรุ่นที่จะถึงอีก 3-4 ปีข้างหน้า

ที่ครูเขียนเรื่องโรงเรียนนี้ และเล่าพื้นหลังให้ฟังเล็กน้อย โดยไม่ลงรายละเอียด เพราะมีรายชื่ออีกมากที่ต้องเอ่ยถึง ครูมีเอกสารเรื่องนี้อยู่ ถ้ามีโอกาสจะขอบคุณทุกๆคนที่ได้ร่วมมือกันช่วยเหลือเด็กๆที่อยู่ห่างไกลนี้ ....เมื่อไม่กี่วันมานี้ พ่อบ้านได้พูดคุยให้ฟังถึงฝรั่งชาวเยอรมัน ที่ได้ช่วยเหลือครูและครอบครัวที่รถยนต์เกิดเสียกลางทาง ฝรั่งคนนี้คือ คุณ Horst Dammer และภรรยา คือคุณเพียร (Phian Dammer) ได้มีความคิดว่า อยากให้เด็กที่นี่ได้เรียนภาษาอังกฤษให้มากขึ้น ซึ่งเขาก็ได้คัดหาโปรแกรมสอนภาษาอังกฤษให้ และบริจาคคอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียนด้วย ต่อไปก็ปรึกษากันแล้วว่าจะบริจาคให้กับศูนย์เด็กเล็กอีก...นอกจากนี้เขายังคิดเสนอตัวเข้ามาสอนให้กับเด็กด้วย อาทิตย์ละครั้ง หวังก็แค่ให้เด็กๆได้คุ้นเคยกับชาวตะวันตก จะได้ไม่อายที่จะพูดคุยด้วย ฟังแล้วก็เกิดความปลื้มใจค่ะ ที่ชาวต่างชาติเขาเห็นความสำคัญของการศึกษา...จะได้เข้าไปสอนหรือไม่ ก็ต้องขอบคุณเขาก่อนค่ะในความหวังดี

ครูอยากให้คนไทยเห็นคุณค่าของการศึกษาให้มากกว่านี้ ถ้าคนของเรามีคุณภาพ มีการศึกษาสูงๆ ไม่ออกโรงเรียนกลางคัน อย่างที่ครูได้เห็น เด็กแถวไกลๆออกไป มักออกมาทำงานก่อนวัยอันควร บางทีก็ต้องลงไปคุยกับผู้ปกครอง ขอร้องให้เขาส่งลูกเรียนหนังสือให้ได้ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็ได้ให้นโยบายที่ครูเองก็อยากเห็น อยากให้เป็น อยากให้สำเร็จ เราจะได้พลเมืองที่เป็นพละกำลังของชาติอย่างแท้จริง

รอบรั้ว การศึกษา รุ่นพี่รุ่นน้อง ความผูกพัน

Tuesday, March 3, 2009

เมื่อเช้านั่งฟังรายการข่าวยามเช้าจากช่อง ASTV ของคุณปอง อัญชะลี ไพรีรัก และคุณสุชาติ ชวางกูล
ที่จัดร่วมเข้าคู่กัน ได้พูดถึงเรื่องเพลง "สายทิพย์" ที่ครูเองเคยฟัง และก็ชอบมาก เป็นเพลงที่ "หวาน-เย็น-เศร้าสร้อย" แต่ไม่รู้ถึงเบื้องหลังของเพลงนั้นว่า มีความเป็นมาอย่างไร พอได้รู้เข้าก็แปลกใจ และยิ่งจับเนื้อร้องมาพิเคราะห์อย่างละเอียดแล้ว ก็ให้เข้าใจถึงความรู้สึกลึกๆของเด็กน้อย...ในยามที่ต้องจากเพื่อนไป...ที่แปลกกว่านั้นอีกก็คือ...เป็นผลงานที่มาจากเด็กหญิงรุ่นน้องอายุแค่ 12 ปี กับรุ่นพี่ที่อายุ 16 ปี อยากให้อ่านจากข้อเขียนของอาจารย์ชัยอนันท์ สมุทวนิช เพราะท่านเป็นคนร่วมสมัยกับผู้แต่ง และก็ได้ร่วมประพันธ์เนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษเอาไว้ด้วยค่ะ

"กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว คือประมาณ พ.ศ. 2490 เด็กหญิงคนหนึ่งอายุ 12 ปี ได้แต่งทำนองเพลงๆ หนึ่งภายในเวลาเพียง 2-3 นาที เธอเรียนเปียโนตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ขณะที่แต่งเพลงเธอเรียนอยู่ชั้นมัธยม 2 เพลงนี้เธอมอบให้รุ่นพี่ซึ่งคอยเอาใจใส่ให้ความรักดูแลเธอในฐานะรุ่นน้อง โรงเรียนประจำวัฒนาวิทยาลัยมาโดยตลอด

เด็กหญิงสายสุรี วัชรเกียรติ ต่อมาคือ ดร.สายสุรี จุติกุล อดีตรัฐมนตรีหญิง และผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิสตรีและเด็ก ส่วนรุ่นพี่ซึ่งเมื่อ พ.ศ. 2490 อายุ 16 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยม 8 คือ แพทย์หญิงปานทิพย์ (โลจายะ) วิริยะพานิช น้องสาวของคุณชื่นสุข (โลจายะ) เก่งระดมยิง และเป็นพี่สาวของนายแพทย์สมชาติ โลจายะ หมอหัวใจมือหนึ่งซึ่งล่วงลับไปแล้ว แพทย์หญิงปานทิพย์ เป็นหมอเด็กจบจากศิริราชแล้วไปศึกษาต่อที่เพนซิลเวเนีย

อาจารย์สายสุรี บอกว่า โรงเรียนวัฒนาฯ มีธรรมเนียมจับคู่ให้รุ่นพี่ดูแลรุ่นน้อง ภรรยาผมเองเคยเล่าว่า รุ่นพี่ที่ดูแลให้ความเอ็นดูถักเปียให้ด้วย

ปี 2490 เป็นปีที่ปานทิพย์ โลจายะ จบการศึกษา เป็นการจากกัน ในงานคริสมาสต์ปีนั้น เด็กหญิงสายสุรี เล่นเปียโน เด็กหญิงปานทิพย์เป็นผู้แต่งเนื้อเพลง และขับร้อง

นักเรียนวัฒนาฯ รุ่นกระโน้น ฟังเพลงด้วยความซาบซึ้ง เวลานั้นยังไม่มีชื่อเพลง ต่อมานักเรียนรุ่นหลังๆ เลยนำเอาชื่อของสายสุรี และปานทิพย์มารวมกัน แล้วเรียกเพลงนี้ว่า “สายทิพย์”

เพลง “สายทิพย์” ร้องกันในวงแคบๆ ในหมู่นักเรียนวัฒนาฯ ต่อมาคุณแมนรัตน์ ศรีกรานนท์ นำมาเสริมทำนองทำให้คนเริ่มรู้จักเพลง และนำเอาเพลงนี้ไปเป็นบทเรียนสำหรับกีตาร์และเปียโน

เนื้อร้องเพลง “สายทิพย์” มีบางส่วนที่ผิดเพี้ยนไป เช่น คำว่า เผลอมักเปลี่ยนเป็น “เพ้อ” เท่าที่ผมจำได้ เพลงนี้มีเนื้อที่เรียบง่าย แต่ลึกซึ้งจึงเป็นที่นิยมของคน และแพร่หลายอย่างรวดเร็ว เป็นการแพร่กระจายแบบปากต่อปาก เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจ เพราะมีน้อยคนซึ่งรู้ที่มาของเพลงๆ นี้ ส่วนเนื้อเพลงที่นำมาไว้ ณ ที่นี้คือ เนื้อร้องที่ถูกต้อง เพราะท่านผู้แต่งรับรองแล้ว

อาจารย์ ดร.สายบุรี ทำประโยชน์ให้แก่สังคมมามาก แต่ผลงานที่นำความสุขใจมาให้แก่คนจำนวนมากที่สุด กลับเป็นผลงานที่เธอทำเมื่ออายุเพียง 12 ปี น่าทึ่งเสียนี่กระไร

สายทิพย์
แสงดาวสวยพราวดูเด่น เพ่งเห็นเหมือนตาของเธอ (เดี๋ยวนี้ร้องเป็น เล็งเห็นเหมือนตา.....)
เฝ้าเผลอหัวใจละเมอ รำพัน (เดี๋ยวนี้ร้องเป็น เฝ้าเพ้อ....)
แสงเดือนเหมือนเตือนใจเศร้า โอ้เรารักเร้าดวงใจ (เดี๋ยวนี้ร้องเป็น ....รักร้าวฤทัย)
คอยไปเหมือนตัวแสนไกล รักมั่น (เดี๋ยวนี้ร้องเป็น....เพ้อไปถึงตัว.....)
จากเธอไปแล้วใจหาย ดวงใจยังคิดถึงสายสัมพันธ์
รักมั่นมิวาย คลายจาง
ขอเดือนช่วยเตือนใจมั่น ใฝ่ฝันถึงเธอทุกวัน
มองจันทร์นึกความสัมพันธ์ ครั้งก่อน

ต่อมาอีกหลายสิบปี ประมาณปี 2509 นักเรียนไทยสองคนกับชาวนิวซีแลนด์ คือ Mrs.Baker ผู้มีความรักในวัฒนธรรมไทย เรียนภาษาไทย และหัดร้องเพลงไทย ได้ฟังเพลง “สายทิพย์” และเกิดแรงบันดาลใจ จึงช่วยกันกับเด็กนักเรียนไทยอีกสองคนแปลเพลง “สายทิพย์” เป็นภาษาอังกฤษ ดังนี้

Starlight that Shine so Bright,
Remind me of your eyes,
My heart is full of signs, my love.
Moonlight on my tears fall,
My face, I cannot hide,
Return Soon to my side, my love
You are gone I’m all alone
But Still dreams linger on,
You always be the one, I love
May the stars remember me,
To you each night and day,
Whilst you ’re so far away, my love.

เพลง “สายทิพย์” ภาคอังกฤษนี้ไม่เป็นที่แพร่หลายเท่ากับเพลงไทย แต่นักเรียนนิวซีแลนด์กลุ่มเล็กๆ ชอบร้องเพลงไทยแล้วสลับด้วยเนื้อภาษาอังกฤษ

เพลง “สายทิพย์” เป็นตำนานและเป็นตัวอย่างของความคิดสร้างสรรค์ และการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ

เวลานี้อาจารย์สายสุรี อายุ 74 ปี คุณหมอปานทิพย์ อายุ 78 ปี ทั้งสองท่านเป็นผู้นำให้คนนับล้านคนได้มีความสุขกับเพลงที่ท่านได้ร่วมกัน ประพันธ์ขึ้น ถ้าจะนับอายุของเพลงนี้ก็ได้ 62 ปีแล้ว

ขอให้ทั้งสองท่านมีอายุยืนๆ มีสุขภาพดีนะคะ

จากเด็กนักเรียนเก่านิวซีแลนด์ ผู้ร่วมแปลเพลง “สายทิพย์” เป็นภาษาอังกฤษ และขับร้องเพลงนี้เป็นภาษาอังกฤษครั้งแรก เมื่อ 40 ปีมาแล้ว"

ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในสมัยก่อนเขาจะมีประเพณีจับคู่รุ่นพี่ให้ดูแลรุ่นน้อง จากเรื่องที่เล่ามา ความผูกพันนั้นมีมากจริงๆ เพราะต้องอยู่ร่วมกัน เรียนร่วมโรงเรียนกัน ดูแลกัน....การที่ต้องดูแลกันนี่แหละ ที่สร้างความรักต่อไปอย่างไม่ขาดสาย จากรุ่นสู่อีกรุ่น ไม่รู้จบ เดี๋ยวนี้ก็ยังคงมีอยู่ตามมหาวิทยาลัย ที่รุ่นพี่ดูแลรุ่นน้อง แต่จะผูกพันจริงๆหรือไม่...เท่าที่สังเกตดู...เหมือนจะด้อยลงไปเยอะ เคยถามดูจากนักศึกษา เหมือนๆกับเป็นแค่เป็นกระบวนการของระเบียบ...พี่รหัส น้องรหัส พี่ภาค น้องภาค...พาไปเลี้ยงอาหารกันบ้าง ตามที่ตัวเองเคยรับรู้มา...จบคอร์สแล้วก็จบเลย....หาความผูกพันทางใจไม่ได้ น่าเสียดายประเพณีที่ดีๆอย่างนี้นะคะ และที่เป็นข่าวทุกปี...รับน้องกันถึงตาย...




ขอบคุณเวบผู้จัดการและคุณชัยอนันต์ สมุทวานิช ที่เล่าให้ฟังถึงเบื้องหลังเบื้องลึกทั้งหมดค่ะ
Via : สายทิพย์

รอบรั้ว การศึกษา

Saturday, December 6, 2008


ในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น นักการเมืองเขาเข้าไปดูกิจกรรมเรื่องต่างๆอย่างใกล้ชิด นับเวลาเป็นปี ถึงแม้ว่าเขาจะได้รับรู้นโยบายที่ทางรัฐบาลได้ออกมาดำเนินการแล้ว การที่นักการเมืองฝ่ายค้านหรือเสียงข้างน้อยได้เข้าไปสังเกตการณ์นั้น นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การที่จะปรับปรุง พัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่านโยบายเก่าที่กำลังดำเนินการ การศึกษาก็เหมือนกัน ในการหาเสียงของประธานาธิบดีโอบามา ท่านเอาใจใส่เรื่องนี้มากทีเดียว สังเกตจากการปราศรัยหลายๆครั้ง การศึกษาจะเป็นเรื่องที่อยู่ในลำดับของความสำคัญในการที่จะปรับปรุงให้ดี ยิ่งขึ้น

พูด ง่ายๆก็คือ การศึกษาของอเมริกันอ่อนด้อยลงมาก ถ้าเราติดตามข่าวในการแข่งขันทางวิชาการ เด็กอเมริกันจะแพ้เด็กทางเอเชีย แพ้จีน แพ้เกาหลี หรือแม้กระทั่งหนังสือคณิตศาสตร์บางรัฐ บางโรงเรียนของอเมริกายังต้องมาเอาของสิงคโปร์ไปใช้สอนอย่างนี้เป็นต้น และจากการที่นักการเมืองเข้าไปเจาะลึกถึงการล้มเหลวของการศึกษาของเขา พบกับความจริงแล้วก็ตกใจหนักเข้าไปอีก ในโรงเรียนมีการแบ่งเกรดทางสังคม การฟุ้งเฟ้อ เหลวแหลกทางจริยธรรม ถ้าเป็นเด็กอเมริกันสีผิวแล้วก็ยิ่งตกต่ำลงไปอีก อย่างเช่นเรียนอยู่เกรด 4 ยังอ่านหนังสือไม่ออกเลย พอๆกับบ้านเรา ที่เด็กเรียน ป. 4 ยังอ่านหนังสือไม่ออกก็มีให้เห็น

กลับ มาบ้านเรา งานด้านการศึกษาถือว่าเป็นงานที่สำคัญและด่วนที่สุดแล้ว...จะทำอะไรก็รีบทำ เสียเถอะ ขอให้ครูได้มีนโยบายที่มันเด่นชัด ที่จะปรับปรุงการศึกษาให้เราได้ก้าวหน้ายิ่งกว่านี้ ตอนนี้เด็กของเราจะอ่อนด้วยลงไปอยู่ระดับต่ำของเอเชียให้เข้าแล้ว การปรับคุณภาพการเรียนการสอน การปรับวิทยฐานะของครูก็ดูจะลักลั่น ไปไม่ถึงไหน ถ้าถามครูทุกๆคนที่กำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการส่งรายงานผลงานทางวิชาการ เพื่อเลื่อนวิทยฐานะนั้น เราดำเนินถูกทางหรือเปล่า ครู เท่าที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ทุ่มชีวิตอยู่กับการสอนเด็กที่แทบล้นห้องเรียน ใครจะคิดว่ามีโรงเรียนที่มีเด็กอยู่ในห้องหน้าสลอนอยู่ 50 คน แค่นี้ ถ้าไปดูผลสัมฤทธิ์ของเด็กแล้ว ประสบการณ์การสอนที่มีมานับสิบๆปีแล้ว จะให้ครูเหล่านั้นมานั่งทำผลงานด้านวิชาการในทำนองเดียวกันกับส่งผลงานเพื่อ ยกระดับให้เท่ากับผู้ช่วยศาสตราจารย์ มันมีเหตุผลพอไหม...มีครูบ่นเรื่องนี้ค่ะ เลยขอบ่นต่อให้ฟัง

เรา มีแนวคิดว่า ถ้าจะปรับปรุงการเรียนการสอนเด็ก ยกระดับของเด็กเราให้มีความรู้มากยิ่งขึ้น ผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้น ก็ต้องยกระดับของครูที่มีความรู้อยู่ในเกณฑ์ อยู่ในระดับที่เรียกกันว่า Bench mark หรืออะไรทำนองนี้ ก็พอมีเหตุผลอยู่ แต่ ไม่ใช่ทั้งหมด จำนวนเด็กที่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ครูสามารถเจาะจงเด็กที่มีปัญหาในการเรียนได้อย่างพอเหมาะพอควร และให้ความช่วยเหลือเด็กเหล่านั้นได้ตามกำลัง นั่นก็คือเด็กต้องไม่มาจุกอยู่ในโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง รัฐบาลต้องเข้ามาจัดการ ติดตามตามความเป็นจริงว่าเด็กนักเรียนต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ครูสามารถดูแลได้ ครูคือผู้มาสั่งสอนวิชาการ ไม่ใช่มาดูแลม๊อบ รัฐเองต้องติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง ชาวอเมริกันเขาพูดว่า When it come to education in America, we need to start holding ourselves accountable. คือทุกคนนั้นต้องเอาใจใส่อย่างแท้จริง ไม่ว่ารัฐ โรงเรียน ผู้ปกครอง ศาสนา...ไม่มีใครที่จะบอกว่าไม่ใช่หน้าที่...ไม่ได้ ทุกคนจะต้องเริ่มทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่นผู้ปกครองของเด็กนักเรียน ที่ไม่มีใครสามารถออกนโยบายว่าให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ได้ แต่ผู้ปกครองสามรถทำได้ ถ้ารักจะให้การศึกษาแก่ลูก โดยการ ปิดทีวีไม่ให้ลูกมอมเมาไปกับละครเน่าๆ ตัดเกมส์ต่างๆออกอย่าให้ลูกติดอยู่กับเกมส์เหล่านั้น ช่วยลูกในการอ่านหนังสือ ช่วยให้คำแนะนำในการทำการบ้าน ให้เข้าร่วมประชุมกับโรงเรียน อย่างนี้เป็นต้น

ทีนี้มาถึงเรื่องสำคัญเสียที...ได้ฟังปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน พูดแล้ว ก็น่าจะเป็นทางออกให้ครูได้บ้าง ท่านพูดว่า “ปัญหาของการพัฒนาครูไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย ส่วนหนึ่งมาจากการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพ ครูต้องอิงมาตรฐานหน่วยงานจากหลายองค์กร โดยเฉพาะการประเมินวิทยฐานะที่ผ่านมายังไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานของครู ซึ่งการพัฒนาครูเพื่อให้ได้วิทยาฐานะนั้น จะต้องตอบคำถามให้กับสังคมด้วยว่า เมื่อครูผ่านการประเมินวิทยฐานะนักเรียนมีคุณภาพดีขึ้นหรือไม่ แต่ทุกวันนี้ยังไม่สามารถตอบคำถามเรื่องดังกล่าวให้กับสังคมได้ ซึ่งเรื่องการพัฒนาครู การประเมินวิทยฐานะ และการเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอนจะต้องเชื่อมโยงกันได้” ก็จะคอยดูกันต่อไปว่าในการแก้ปัญหา หลังจากการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพครู ที่ได้ระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ออกมาให้ความเห็นพ้องต้องกันว่า การปฎิรูปการศึกษาตลอด 9 ปีที่ผ่านมายังไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางเอาไว้ การปฏิบัติงานที่ไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลให้การพัฒนาไม่ไปในทิศทางเดียวกัน และจะจัดทำแผนพัฒนาแบบบูรณาการให้ทุกหน่วยเข้ามาช่วยกัน ซึ่งก็จะคอยดูว่า แผนจะออกมาอย่างไรใน 3 เดือนข้างหน้า...ที่ดีก็คือ การยอมรับว่าที่ผ่านมานั้น การพัฒนาครูยังไม่สำเร็จ และถ้าจะให้สำเร็จนั้นต้องทุกคนต้องเข้าร่วมมือกัน....มันช่างเหมือนกับการ ศึกษาของอเมริกาตอนนี้จังค่ะ

Posted by ครูพเยาว์ at 8:51 AM

รอบรั้ว การเมืองใหม่

Tuesday, December 2, 2008


รัฐบาลที่เข้ามาปกครองประเทศในโลกทุนนิยมมีส่วนคล้ายกันไม่มากก็น้อย ในแนวที่จะเข้ามาครอบครองประเทศในระยะยาวแต่การที่จะเข้ามานั้น มีการวางแผนอย่างมีระบบ มีสายงาน มีมือประสานสิบทิศเข้ามาช่วย สังคมต่างประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกา เขาว่าของเขาอย่างนี้ค่ะ “systematic takeover of our democracy by high-priced lobbyists.” มือที่ประสานสิบทิศของเราก็คือ lobbyists นั่นแหละค่ะ มีผลประโยชน์ต่างตอบแทนชนิดที่เรียกว่า คุ้มค่า ค่าจ้างทีเดียว ในเมืองไทยของเรา เราจึงเห็นนักการเมืองของเราร่ำรวยอย่างชนิดที่เรียกว่า “ทันตาเห็น” รวยกันอย่างที่เรียกว่า “สามารถเรียกเงินเรียกทอง” แบบเดียวกันกับสังข์ทองเรียกปลาขึ้นมาเลย แถมยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทันเอาเสียด้วย ระบบเดียวกัน แบบเดียวกัน ที่เมืองนอกเขาก็จะเป็นแบบนี้ค่ะ “we've seen politicians resigning for taking millions of dollars in bribes.” ของเขาลาออกไปถึงจะเห็นว่ารวยขึ้น ของเรานี่ยังรวยกันไม่พอค่ะ แต่ละคนถึงพยายามทุกวิธีที่จะเข้าไปนั่งในทำเนียบ ที่บอกว่าเห็นแก่ประเทศนั่น อย่าหวังค่ะ ขนาดเขาออกมาไล่กันมืดฟ้ามัวดิน ก็ยังหน้าด้านนั่งอยู่ให้เห็นๆ


การที่จะจับนักการเมืองขี้โกงบ้านเรานั้นแสนยาก แต่เมื่อไม่นานมานี้ในสหรัฐอเมริกา เขาจับได้ค่ะ นั่นก็คือ the head of the White House procurement office arrested. นั่นมันบ้านเขา...บ้านเราอย่าหวังว่าจะได้เห็น และนอกจากนั้นมันยังมีตัวละครเพิ่มให้เราเห็นอีกในการที่จะเข้ากลุ้มรุมกันทำร้ายประเทศ คดโกงกันเป็นพวกๆ ข่าวลับๆ คนที่เราคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ว่า หน้าที่สูงๆอย่างนี้ ทำงานที่ดีกว่าคนทั่วๆไป ไม่มีความเดือดร้อนอะไรในชีวิตแล้ว ทำไมยังไปอยู่ในกลุ่มของนักการเมืองที่คดโกงประเทศได้ แสดงว่าพวกที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเพิ่มขึ้นทุกที เมืองนอกก็เช่นเดียวกัน มีคนพูดว่า “We've seen the number of registered lobbyists in Washington double since George Bush came into office.” นั่นคือสังคมทุนนิยมเต็มตัว ที่เราได้รับมาชนิดที่เรียกว่าลอกแบบกันไม่มีผิดเพี้ยน

ผลประโยชน์ที่ทำเงินหลักมากที่สุดของนักการเมือง นักธุรกิจ(การเมือง)คือพลังงาน บ้านเรา นักการเมืองถึงอยากให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ทำกำไร แปรรูปไปเป็นบริษัทมหาชน นั่นก็เพื่อที่จะเข้ามาเกาะกุมถังเงินของประเทศ ตอนนี้มันก็เป็นอย่างนั้น เมืองนอก ในอเมริกาก็เช่นเดียวกัน ของเขาว่าอย่างนี้ “When big oil companies are invited into the White House for secret energy meetings, it's no wonder they end up with billions in tax breaks while Americans still struggle to fill up their gas tanks and heat their homes.” มันก็ทำนองเดียวกัน คนที่รวยขึ้นก็อยู่ในแวดวงของนักการเมือง นักธุรกิจการเมือง ชาวบ้านอย่างเราๆ ก็ดิ้นรนหาเงินมาเติมใส่กระเป๋านักการเมืองให้โป่งขึ้น นี่ถ้านักการเมืองสามารถทำให้การไฟฟ้าเป็นบริษัทมหาชนได้ ชาวบ้านคงนอนตาไม่หลับแน่ เพราะหลังจากนั้น ไม่ว่าเรื่องอะไรๆมันก็ขึ้นอยู่กับกระแสไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้า ถ้าเผื่อว่ามันตกอยู่ในมือนักธุรกิจแล้วละก็...ลำบากกันถ้วนหน้ากันละ


ทุกวันนี้ เราก็ควรที่จะช่วยกันพัฒนา ปรับปรุงประเทศของเรา ไม่ให้ตกต่ำลงไปมากกว่านี้ การที่เราจะดูแล เลือกผู้แทนเข้ามาบริหารประเทศ เราต้องช่วยกัน คัดเลือกคนดีๆ ประวัติดีๆ ไม่มีธุรกิจที่มันจะทับซ้อนกับผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชน จากเรื่องราวต่างๆที่ฉาวโฉ่ ไม่ว่าในเรื่องการคดโกง ขาดจริยธรรม ศีลธรรม เราก็ไม่ควรที่จะให้เข้ามาปกครองประเทศ ที่เมืองนอกโน้น เขาก็ “เอาเรื่อง” ในเรื่องนี้เหมือนกัน เขาพูดกันว่า “We're here today to answer that call because let's face it - for the last few years, the people running Washington simply haven't. And while only some are to blame for the corruption that has plagued this city, all are responsible for fixing it. That's why we're asking Republicans to put an end to the pay-to-play schemes and join us in passing the Honest Leadership and Open Government Act” ไม่ต้องบอกก็เดาได้นะคะว่าเป็นคำพูดของใคร...ทั้งหมดนั้นเป็นคำพูดของประธานีธิบดีคนใหม่ ของสหรัฐค่ะ คุณบารัค โอบาม่า ผู้ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศ ผู้ที่เข้ามาให้คนทั้งประเทศมีความหวังมากขึ้น...ส่วนของเรา...ขอแค่ ให้การศึกษาแก่คนในชาติ ให้รู้ทันคนก็น่าจะกล้อมแกล้มไปได้แล้วละค่ะ


ข้อมูลบางส่วน: TOPIC: Ethics & Lobbying ReformJanuary 18, 2006Honest Leadership and Open GovernmentPodcast ของ ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า

Posted by ครูพเยาว์ at 7:24 PM

รอบรั้ว โรงเรียนไกลโพ้น

Thursday, November 6, 2008


คาดการไว้ล่วงหน้าไว้หลายวันแล้วว่า ยังไงๆ อเมริกาคราวนี้น่าจะเปลี่ยนประธานาธิบดีเป็นคนผิวสี เพราะคนเก่านั้น ได้สร้างศัตรูไว้มากเหลือเกิน เดินเข้าสู่สงครามครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าเป็นเราเอง...ก็คงจะทำแบบเดียวกัน

เมื่อได้ คุณบารัค โอบามา มาเป็นประธานาธิบดีแล้ว ก็ได้ลองเข้าไปดูซิว่า อนาคตของการศึกษาในอเมริกาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เพราะความหวังของคนอเมริกันคือ CHANGE "การเปลี่ยนแปลง" เปลี่ยนจากสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สู่อนาคตที่ดีกว่า การศึกษาก็เปลี่ยนด้วย ที่จริงต้องบอกว่า "ต้องเปลี่ยนด้วย" ถึงจะปรับปรุงกันอย่างจริงจัง

เมื่อได้ฟัง บารัค โอบามา พูดถึงการศึกษาในอเมริกาแล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่า เขาก็มีปัญหาเหมือนๆกับเรา น่าจะหนักกว่าเราเสียด้วย เพราะเขาเป็นชาติอุตสาหกรรมไปแล้ว...เด็กเกรดสี่ ของเขาก็ยังอ่านหนังสือไม่ออกเหมือนกับเด็ก ป.4 ของเรา โอกาสที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยก็มืดมนตามไปด้วย...ดูแล้ว หนักหนาสาหัสกับการแก้ปัญหา...

อย่างไรก็ตาม เขาก็มีความหวัง ว่าสามารถจะปรับปรุงการศึกษาของเด็กอเมริกันให้ดีขึ้นให้ได้ โดยที่จะเข้าไปดูเรื่องคนที่จะป้อนความรู้ให้กับเด็ก..."ครู"คือฟันเฟืองที่สำคัญที่สุด ครูจะต้องมีความรู้ที่สามารถส่งผ่านให้กับเด็กได้อย่างมีประสิทธิผล ก็ได้พูดถึงการพัฒนาครู...พูดถึงเงินเดือนของครู...ฟังดูก็คล้ายๆกับว่าเคยได้ยินที่บ้านเราเองนะคะ

ในช่วงสุดท้ายของคำปราศรัย โอบามาได้ไปคุยกับครูมัธยมต้นคนหนึ่ง ครูเล่าให้ฟังว่า ปัญหาหนักอย่างหนึ่งที่ต้องก้าวข้ามให้พ้นก็คือ ทัศนคติของครูที่มีต่อเด็ก เพราะมีอยู่มากที่ครูมักจะโทษด้วยคำว่า "เด็กพวกนี้" เช่น เด็กพวกนี้ไม่อยากเรียน เด็กพวกนี้ก่อปัญหา เด็กพวกนี้พื้นฐานย่ำแย่ เด็กพวกนี้เรียนไม่ได้ แล้วก็โยนปัญหาให้กับคนอื่นไป และ ตอนจบโอบามาก็ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่า

In the months and years to come, it's time for this nation to rededicate itself to the ideal of a world class education for every American child. It's time to let our kids hope for something else. It's time to instill the belief in every child that they can succeed - and then make sure we make good on the promise to never let them down. Thank you.

Posted by ครูพเยาว์ at 11:10 AM

รอบรั้ว การศึกษา ระหว่างครูกับศิษย์

Tuesday, April 29, 2008


การมีอาชีพเป็นครูนี่ เป็นการท้าทายความสามารถของเราอยู่ค่ะ จะเอาลูกศิษย์ให้สอบผ่านในแต่ละปีนี่ ถ้าไม่แน่จริงๆแล้ว ทำได้ยาก แม้ว่าในสมัยหนึ่ง นโยบายที่จะไม่ให้เด็กตกซ้ำชั้น ได้เอามาใช้ คนไหนทำข้อสอบไม่ได้ก็ให้สอบแก้ตัวได้ หรือจะให้ชิ้นงานมาส่งก็ยังมีอยู่บ้าง

ครูยังไม่เข้าเรื่องที่ครูอยากจะพูดจริงๆ อยากให้ฟังเรื่องเล่าสักเรื่องของพระนักเทศน์สองพี่น้อง พระที่เป็นพี่ชาย ไปเทศน์ที่ไหน ญาติโยมก็ตามไปฟังจนแน่นวัด ส่วนพระที่เป็นผู้น้อง เทศน์ครั้งเดียวญาติโยมก็นั่งฟัง ถ้าจะเทศน์ครั้งต่อไป ก็ไม่มีใครตามไปฟังอย่างหนาแน่นเหมือนผู้พี่ จนลูกศิษย์ต้องออกปากถามว่า ทำไมไม่เทศน์เหมือนพระผู้พี่ล่ะ จะได้มีคนมาฟังเยอะๆ ท่านก็ตอบว่า “แก...ไม่รู้เรื่องอะไร ฉันน่ะ พูดทีเดียวคนเข้าใจหมด แต่ที่พี่ฉันเทศน์ยังไงๆ คนเขาก็ไม่เข้าใจ ถึงตามไปฟังแล้วฟังอีก ทีนี้เข้าใจมั้ย” ลูกศิษย์ก็ได้แต่เกาหัว คำตอบและผลที่เห็นมันก็อยู่คาตา แต่จะจริงหรือไม่.... ก็เป็นเรื่องของญาติโยมเองที่รู้อยู่แก่ใจ

การเป็นครูอาจารย์ก็เหมือนๆกัน …“บางท่าน”… ยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยเปิด อย่างเช่นรามคำแหง ลูกศิษย์ลูกหา ต้องถึงกับจองเก้าอี้กันล่วงหน้า เข้าไปฟังท่าน อาจารย์โรงเรียนกวดวิชาหลายๆคน สอนจนเป็นอาชีพหลักไปเลย เปิดโรงเรียนเป็นธุรกิจร้อยๆล้าน ก็มีให้เห็น ลองคิดเทียบเคียงกับพระนักเทศน์พี่น้องสองรูปนั่นดูค่ะ

ทีนี้ก็มาเข้าเรื่องที่ครูอยากจะพูดตรงๆเสียที....เราจะสอนลูกศิษย์ที่นั่งหน้าสลอนอยู่ข้างหน้าอย่างไร เพราะที่เห็นๆอยู่นั่น ทั้งหน้าตา สมองความจำ นิสัยรักวิชานั้น เกลียดวิชานี้ ล้วนแต่เป็นปัญหาที่จะให้ผลมันออกมาเป็นบวกไปทั้งหมด มันก็ต้องมีมั่ง ที่เด็กไม่รับสิ่งที่เราให้ไปเลย จะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่...ผลสุดท้าย เรื่องมันก็จะเกิดอยู่ระหว่างครูกับศิษย์ ตัวต่อตัว ครูจะให้ผ่านมั้ย เพราะเธอทำวิชาของครูไม่ได้ถึงครึ่งเลย เพื่อนๆเธอผ่านไปหมดแล้ว เธอเองก็ซ้ำชั้นไปแล้วหนึ่งปีกับวิชาของครูนี่ แก้วิชานี้มาสามครั้งแล้ว ก็ยังไม่ผ่าน...มีเรื่องอย่างนี้บ้างมั้ยคะ

ก็ต้องยอมรับค่ะ ว่าทุกปี เราจะได้ยินเรื่องอย่างนี้ ซึ่งก็มีอยู่ทุกช่วงชั้น ไม่ว่าประถม มัธยม แต่ที่สำคัญคือระดับมหาวิทยาลัย ที่เด็กบางคนหมดกำลังใจ ถอดใจ รีไทร์ไป หรือไม่ก็เปลี่ยนสาขา ยอมเสียเวลาไปสักปีหรือสองปี....ถ้าตีค่าราคาที่สูญเสียไปนั้นเป็นเงิน...นับกันไม่ไหวค่ะ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการสูญเสียความตั้งใจตั้งแต่ต้นที่จะเรียนให้มันสำเร็จ...เราอาจได้ยินเรื่องมาบ้างว่าบิล เกตส์ เจ้าของไมโครซอฟท์ มหาเศรษฐีโลกคนนั้น ไม่ได้จบมหาวิทยาลัย...สมองดีมากจนเกินกว่าที่ครูจะสอน (หรือเปล่า)..อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็ไม่ได้เก่งไปเสียทุกวิชา ยิ่งชีววิทยาและภาษาแล้วสอนอย่างไรก็ไม่จำ (หรือเปล่า) ...แล้วเด็กหน้าตาไทยๆ ที่นั่งต่อหน้าครูอยู่ทุกวันนี้ จะมีสิทธิเหมือนอย่างเขาบ้างมั้ย และถ้าเขามืดบอดในวิชาที่ครูสอนจนไม่สามารถรับได้แม้แต่เศษธุลี...แล้วจะทำอย่างไร(ถึงจะ)ดีกับเขาคะ

ครูเองมีคำตอบอยู่ในใจค่ะ...แต่อยากฝากถามเรื่องนี้ลอยลมไปยังครูทั่วๆไปและ....ในมหาวิทยาลัย....ที่ต้องเติมมหาวิทยาลัยเข้าไป ไม่ใช่เพราะมันประจวบกันกับที่มีเรื่องไม่เหมาะ ไม่ควรที่จะเกิดขึ้น แต่ว่าลึกๆแล้ว มันก็มีเรื่องแบบนี้อยู่พอที่จะจับสังเกตได้ เพียงแต่ว่า มันจะดังขึ้นมาให้คนนอกได้ยินหรือเปล่าเท่านั้น....ครูจะไม่พูดเรื่องจรรยาบรรณหรอกค่ะ เพราะเท่าที่ฟังๆมา บางแห่งบางที่ ถ้ายังไม่ได้เขียนเป็นตัวบทกฏหมายขึ้นมา อาจจะได้ยินคำตอบที่ว่า...แล้วมันเขียนไว้ว่าอย่างไร ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องตราเอาไว้ในกฎที่ไหนหรอกค่ะ ตราไว้ในใจก็เพียงพอแล้ว เอาแค่ข้อเดียวคือ ครูต้องรักและเมตตาต่อศิษย์....แค่นี้ก็ช่วยได้เยอะแล้วค่ะ

Posted by ครูพเยาว์ at 4:45 PM