รอบรั้ว เรื่องเล่า เขื่อนของกุ่นและต้าอวี่
Tuesday, October 19, 2010

ช่วงนี้บ้านเราน้ำกำลังไหลหลากท่วมบ้านเรือนไปทั่ว ก็เกิดจากฝนที่ตกลงมาหนักเป็นเวลาต่อๆกันหลายวัน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ น้ำในเขื่อนพร่องจนเกือบแห้ง จนต้องห้ามชาวบ้านปลูกข้าวก่อนกำหนด เพราะกลัวว่าน้ำจะมีไม่พอ แต่พอถึงหน้าฝน กลายเป็นว่ามาจนล้นเขื่อน เรื่องนี้ครูมีนิทานจากจีนมาให้อ่าน ซึ่งที่จริงก็แฝงเอาไว้กับประวัติศาสตร์จีน ถ้าอ่านในแนวประวัติศาสตร์เรื่องก็จะออกมาในเรื่องคนที่เก่งในเรื่องชลประทาน แต่เพื่อไม่ให้เรื่องนี้หายไป เขาจึงเล่าในแนวนิทาน ซึ่งก็ต้องแอบเอาของวิเศษเข้าไปช่วยในการแต่งเรื่องให้คนติดตาม หรือเด็กๆได้ตาโตตอนฟังนิทาน เรื่องมีอยู่ว่า
ในประเทศจีน เรื่องราวเกี่ยวกับ “อวี่”แก้ปัญหาอุทกภัยเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป แต่ท่านทราบไหมว่า “กุ่น” ผู้เป็นบิดาของ“อวี่”ก็เป็นวีรบุรุษอีกคนหนึ่งที่สร้างคุณงามความดี ในการแก้ปัญหาอุทกภัยเช่นกันค่ะ
ในสมัยดึกดำบรรพ์ของจีน เกิดภัยน้ำป่าไหลหลาก ต่อเนื่องกันถึง 22 ปี พื้นพิภพและพืชพันธุ์ธัญญาหารต่าง ๆ จมน้ำหมด ชาวบ้านพลัดที่นาคาที่อยู่ อีกทั้งยังถูกคุกคามจากสัตว์ร้ายด้วย จำนวนประชากรจึงลดลงอย่างรวดเร็ว “เหยา”ผู้เป็นกษัตริย์ทรงห่วงใยทุกข์สุขของประชาชน จึงเรียกหัวหน้าเผ่าชนต่าง ๆ มาประชุม เพื่อหาผู้สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วม ในที่สุด “กุ่น”ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ทำหน้าที่นี้ “กุ่น” รับคำสั่งนี้ไว้ ต่อหน้าอุทกภัยที่ร้ายแรง เขาขบคิดตั้งนาน จึงนึกถึงสุภาษิตจีนประโยคที่ว่า “พลทหารมานายพลต้าน น้ำไหลมาดินกั้น” จากประโยคนี้ เขาได้แนวความคิดที่ดีคือ สร้างทำนบล้อมรอบหมู่บ้าน ก็จะสามารถป้องกันไม่ให้น้ำท่วม หมู่บ้านได้ แต่ว่า ที่ไหนก็มีแต่น้ำป่าไหลหลาก จะไปหาก้อนหินและดินที่ใดมาสร้างทำนบได้เล่า ขณะที่“กุ่น” กำลังกลุ้มใจอยู่นั้น มีเต่าวิเศษตัวหนึ่งคลานขึ้นมาจากน้ำและบอกว่า “บนสวรรค์มีสิ่ง วิเศษชนิดหนึ่งเรียกว่า ซีหรั่ง ถ้าเธอได้ซีหรั่งแล้ว โปรยไปสู่พื้นพิภพ ซีหรั่งก็จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นเนินสูงและตั้งเป็นเขื่อนกั้นน้ำ ” “กุ่น”ฟังแล้วดีใจมาก จึงลาเต่าวิเศษตัวนั้น เดินทางไปภาคตะวันตกที่ไกลแสนไกล
ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามานานวัน “กุ่น” จึงไปถึงภูเขาคุนหลุนที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกและพบเทพเจ้า เขาอ้อนวอนขอเทพเจ้าประทานซีหรั่งให้ เพื่อนำไปต้านภัยน้ำหลาก ช่วยชีวิตของชาวบ้าน แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ “กุ่น”ห่วงใยทุกข์สุขของชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อนจากอุทกภัย จึงถือโอกาสที่องครักษ์ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ ไปขโมยสิ่งวิเศษที่เรียกว่า “ซีหรั่ง” จนสำเร็จ เมื่อ “กุ่น” กลับถึงประเทศตนที่อยู่ทางตะวันออก ก็รีบนำซีหรั่งโปรยในน้ำ อย่างที่เต่าวิเศษตัวนั้นพูด พอโปรยซีหรั่งในน้ำ ซีหรั่งก็เติบโตขึ้นรวดเร็ว น้ำขึ้น1เมตร ซีหรั่งก็โตขึ้น 1 เมตร น้ำขึ้น 10 เมตร ซีหรั่งก็ขึ้น 10 เมตร ไม่นาน น้ำก็ถูกกั้นอยู่นอกเขื่อน ชาวบ้านที่พ้นจากอุทกภัยดีใจมาก ทุกคนรีบทำไร่ไถนา เพื่อชดเชยความเสียหายจากภัยน้ำท่วม
เทพเจ้าทรงทราบเรื่องที่ “กุ่น” ขโมยซีหรั่งไป จึงมีโองการให้ทหารสวรรค์ไปเอาซีหรั่งกลับคืนมา เมื่อซีหรั่งถูกนำไปจากพื้นพิภพแล้ว น้ำป่าไหลหลากจึงทำลายเขื่อน น้ำท่วมไร่นา ชาวบ้านเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก กษัตริย์เหยาทรงกริ้วมาก พระองค์ตรัสว่า “กุ่นรู้จักแต่สร้างทำนบกั้นน้ำอย่างเดียว เจ้าไม่รู้ว่า ถ้าทำนบพังลงแล้ว จะสร้างภัยที่ร้ายแรงกว่า ไปแก้ปัญหาอุทกภัย 9 ปีก็ยังไม่สำเร็จ น่าจะลงโทษประหารชีวิต” กษัตริย์ “เหยา” โปรดให้ขัง “กุ่น” ที่เขาอวี่ซันสามปีและประหารชีวิตเสีย ก่อนถูกลงโทษ กุ่นก็ยังคิดถึงชาวบ้านที่เดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม
อีก20ปีต่อมา กษัตริย์เหยาได้โอนราชบัลลังก์ให้ “ซุ่น” กษัตริย์“ซุ่น”ให้“ต้าอวี่”บุตรของกุ่นไปแก้ปัญหาอุทกภัยต่อ เทพเจ้าก็ ประทานซีหรั่งให้ต้าอวี่ ตอนแรก ต้าอวี่ก็ใช้วิธีสร้างทำนบกั้นน้ำเช่นเดียวกับบิดา แต่เมื่อทำนบ สร้างเสร็จแล้ว น้ำที่ถูกกั้นไว้กลับรุนแรงกว่า ทำนบมักจะถูกซัดกระหน่ำจนพังลงมา ทดลองมาหลายครั้ง ต้าอวี่จึงได้รู้ว่า “การแก้ปัญหาอุทกภัย วิธีกั้นอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องควบคู่กับวิธีการระบายน้ำด้วย” ต้าอวี่จึงให้เต่าวิเศษตัวหนึ่งขนซีหรั่ง ตามเขาไป ไปถึงพื้นที่ต่ำ ก็ใช้อิทธิฤทธิ์ของซีหรั่งทำให้ที่อยู่อาศัยของชาวบ้านเป็นเนินสูง พร้อมกันนี้ เขาอาศัยการนำร่อง ของมังกรวิเศษตัวหนึ่ง นำชาวบ้านไปขุดคลองระบายน้ำให้ไหลลงสู่ทะเล
เล่ากันว่า ต้าอวี่ใช้อิทธิฤทธิ์ของตนผ่าภูเขา หลงเหมินเป็นสองส่วน ให้น้ำในแม่น้ำเหลืองไหลจากหน้าผา ไปสู่ข้างล่าง กลายเป็นช่องแคบหลงเหมิน ต้าอวี่ยังผ่าภูเขาที่อยู่ระหว่างทางระบายน้ำให้เป็นหลายส่วน น้ำจึงไหล เลี้ยวลดคดเคี้ยวไปสู่ทะเลตุงไห่ ทั้งนี้ก็เป็นที่มาของช่องแคบ “ซานเหมิน” นานแสนนานมาแล้ว ช่องแคบหลงเหมินกับช่องแคบซานเหมินล้วนเป็นสถานที่ ที่ขึ้นชื่อลือชาเพราะ น้ำไหลเชี่ยวและมีทัศนียภาพสวยงาม
เรื่องราวเกี่ยวกับต้าอวี่แก้ปัญหาอุทกภัยยังมีมากมายหลายเรื่อง เล่ากันว่า ต้าอวี่แต่งงานได้เพียง 4 วันก็รับคำสั่งไปแก้ปัญหาน้ำท่วม ในช่วงเวลา 13 ปี เขาผ่านหน้าบ้านสามครั้ง แต่ไม่เคยเข้าบ้านเลย ครั้งหนึ่ง ขณะที่เขาผ่านหน้าบ้านนั้น ภรรยาเขาได้คลอด ลูกชายชื่อ ”ฉี่” พอดี แม้ต้าอวี่ได้ยินเสียงร้องไห้ของทารกแล้ว แต่ก็อดกลั้นใจไว้ไม่แวะเข้าบ้านของตนเขาอดทนต่อความยากลำบากและความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเป็นเวลานาน ต้าอวี่จึงประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาอุทกภัย แม่น้ำ สายใหญ่มีทางระบายน้ำ ลำธารสายน้อยสายใหญ่บรรจบกันไหล ไปสู่ทะเล ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข เพื่อขอบคุณต้าอวี่ ประชาชนจึงเคารพนับถือต้าอวี่เสมือนหนึ่งกษัตริย์ กษัตริย์ซุ่นก็ทรงยกราชบัลลังก์ให้ต้าอวี่ เนื่องจากเขาได้สร้างคุณ งามความดีในการพิชิตอุทกภัย
ในสังคมสมัยดึกดำบรรพ์ที่กำลังการผลิตค่อนข้างต่ำ ประชาชนร่วมแรงร่วมใจต่อสู้กับน้ำป่าไหลหลาก เทพนิยายก็แสดง ให้เห็นความปรารถนาที่จะพิชิตภัยธรรมชาติของประชาชน “กุ่น”กับ “ต้าอวี่”จึงเป็นวีรบรุษตัวแทนที่แสดงถึงความปรารถนา ของประชาชน ในเทพนิยายดังกล่าวนี้ ประสบการณ์และอุปสรรคต่าง ๆ ในกระบวนการแก้ปัญหาอุทกภัยของ “กุ่น”และ“ต้าอวี่”ก็เป็นประสบการณ์ในการต่อสู้กับภัยน้ำท่วมของตน ตามบันทึกในประวัติศาสตร์ บรรพบรุษของเราอาศัยภูมิปัญญา และประสบการณ์ของตน สรุปวิธีการจัดการปัญหาอุทกภัยคือ ต้องสร้างทำนบกั้นและขุดคลองระบายน้ำ เทพนิยายเกี่ยวกับ การแก้น้ำท่วมของ “กุ่น”และ “ต้าอวี่”ก็เล่าขานกันมาจนบัดนี้
ภาพ//wikipedia.org
เรื่อง//CRI/ChinaABC
Labels: ทั่วไป ตามใจคิด, ประวัติศาสตร์
รอบรั้ว การทหารในอดีต
Friday, September 24, 2010

My ancestors have ruled Japan for 2,000 years. And for all that time we have slept. During my sleep I have dreamed. I dreamed of a unified Japan. Of a country strong and independent and modern... And now we are awake. We have railroads and cannon and Western clothing. But we cannot forget who we are or where we come from.
การดูภาพยนตร์นั้น มันไม่มีวิญญาณของชีวิตสักเท่าไหร่...สู้อ่านหนังสือเอาไม่ได้ ทุกตอนที่อยู่ในหนัง ถ้าเราได้อ่านบทล่วงหน้า จะซาบซึ้งมากกว่า หลายตอนที่มีในภาพยนตร์ ถ้าเราไปอ่านแล้ว การบรรยายอารมณ์เป็นตัวหนังสือนั้น เต็มเปี่ยมไปด้วย...บรรยากาศของอารมณ์ในขณะนั้น ครูอ่านบางตอนด้วยน้ำตา...ฟังดูอาจเกินเลยไป สำหรับบางคน แต่เรื่องนี้ มันทำให้เรารู้ว่า ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลนั้น เขาสมควรได้รับหรือไม่ ภาพของนายทหารญี่ปุ่นที่สั่งยิงพวกซามูไรอย่างไม่ยั้ง พร้อมกับสีหน้าที่แสดงถึงความเสียใจ ที่ต้องสังหารพวกเดียวกัน เลือดเนื้อเดียวกัน มันเจ็บปวดเหลือเกิน...แต่สิ่งที่เราได้เห็น เรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านเรา...กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง...ที่ฆ่ากันเอง...ยังกับเป็นศัตรูมาแต่ชาติปางไหน กระเหี้ยนกระหือรือเข้าไล่ฆ่ากัน...มันช่างสะท้อนใจเสียจริงๆ...ถ้าจะติก็คงต้องลงไปที่จิตวิญญาณของคนเราเอง ไม่ได้ใส่ใจ ในคำสอนของพระพุทธศาสนา..ทำผิดได้ง่ายเหลือเกิน ไม่มีอะไรมายับยั้งชั่งผิดถูกชั่วดีได้…ครูขอเกริ่นเรื่องดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัวไว้แค่นี้
ต่ออีกนิดเรื่องคำดำรัสของพระจักรพรรดิ์ของญี่ปุ่นที่ได้ประกาศในที่ชุมนุมนั้น ซึ่งครูเอามาวางไว้ข้างบนก่อนที่พระองค์จะดำรัส พระองค์ได้ยินคำพูดของนายทหารอเมริกัน ที่บอกว่า ถ้าพระองค์เชื่อว่าเขาเป็นศัตรูต่อพระองค์แล้วละก็ ขอให้ทรงบอก เขาจะฆ่าตัวตายในทันที...เป็นคำพูดของชาวตะวันตก ที่ทำให้พระองค์ถึงกับตลึง เพราะนั่นคือเขาได้ซาบซึ้งในวิถีชีวิตของนักรบซามูไรไปแล้ว...จากที่ทรงคุกเข่ารับดาบซามูไร...ทำให้พระองค์ยืนขึ้นและมีดำรัสเป็นภาษาอังกฤษ ก็ทำให้ทูตอเมริกาต้องแปลกใจ... . But we cannot forget who we are or where we come from. อย่าได้ลืม ว่าเราคือใคร หรือรากเหง้าเรามาจากไหน
ภาพยนตร์เรื่องมหาบุรุษซามูไร เข้ามาฉายในเมืองไทยหลายปีแล้ว เล่าถึงการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่านการปกครองของประเทศญี่ปุ่น จากยุคโตกุกาว่าที่ปกครองโดยยึดกฎซามูไร ไปสู่การปกครองยุคเมจิ ซึ่งยึดหลักแบบตะวันตก พวกซามูไรไม่พอใจ จึง รวมตัวเข้าต่อต้าน ท่ามกลางกระแสการไหลบ่าของวัฒนธรรมตะวันตก ทำให้วิถีชีวิตของซามูไรไร้ความหมาย และกลายเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ในสังคมไป
ต่อมาตัวแทนรัฐบาลญี่ปุ่นได้ว่าจ้าง ร.อ.นาธาน อัลเกรน (ปี ค.ศ.1876) นายทหารอเมริกันเข้ามาทำหน้าที่ครูฝึกการใช้อาวุธปืน และปราบปรามผู้ก่อการร้าย...ในสมรภูมิที่เขาต้องเจอ คือนักรบซามูไรที่กล้าสู้กับปืนของชาวตะวันตก ครั้งนั้นเขาโดนจับได้ คัทซึโมโตะ หัวหน้านักรบซามูไรจับเขาเป็นเชลย...คนที่ควบคุมดูแลเขา กลายเป็นหญิงหม้าย ทากะ ที่สามีถูกอัลเกรนฆ่าไป การเป็นเชลยของเขาไม่ได้ถูกจองจำ หรือควบคุมด้วยเครื่องพันธนาการอันใด เพียงแค่มีคนจับจ้องอยู่ทุกที่ๆเขาไป เวลาก็ผ่านไป ทำให้เขาได้เรียนรู้ชิวิตที่สมถะ เรียบง่ายและมีวินัย เขาถึงเข้าใจและรู้ซึ้งถึงความหมายของซามูไรที่เป็น “ผู้รับใช้” การเป็นซามูไรที่มีจิตวิญญาณคือทำหน้าที่เพื่อรับใช้คนอื่นโดยเฉพาะองค์พระจักรพรรดิ์
ต่อมาอัลเกรนกับคัทซึโมโตะพร้อมด้วยเหล่าซามูไรได้ไปเข้าเฝ้าพระจักรพรรดิ์ ซึ่งก็เป็นกับดักของโอมูระ ที่ต้องการกำจัดซามูไรไปให้หมด คัทซึโมโตะถูกควบคุมตัวไว้ แต่อัลเกรนก็ได้ช่วยพาหลบหนีกลับมายังหมู่บ้านได้ แต่กองกำลังของทหารก็ติดตามมาเพื่อปราบให้หมดไป กองกำลังของซามูไรมีเพียง 500 คนที่มีแค่ดาบและธนู ซึ่งทุกคนก็รู้ตัวดี ว่าไม่มีทางสู้ได้ แต่ทุกคนก็พร้อมกันออกไปตาย...เพราะนั่นคือจิตวิญญาณของซามูไร อัลเกรนได้รับเกียรติให้ช่วยเหลือคัทซึโมโตะทำฮาราคีรี และนำดาบซามูไรมาถวายคืนองค์พระจักรพรรดิ์ ครูอยากให้ทุกคนกลับไปดูซ้ำอีกครั้ง และกลับเอาไปคิด
อยากให้อ่านบทประพันธ์เรื่องความกล้าหาญทำนองเดียวกันกับเหล่าซามูไรนี้...แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ ผู้แต่งคือ Alfred, Lord Tennyson แต่งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1854 เพียงไม่กี่นาที หลังจากที่ได้รับทราบความสูญเสียของทหารกล้า ไปจำนวนหนึ่งในทั้งหมด 600 นาย ที่พร้อมกันไปสู้ แม้รู้ตัวว่าจะไม่รอดกลับมา ซึ่งเป็นสงครามในคาบสมุทรไครเมีย ที่ต้องต่อสู้กับตุรกีและรัสเซียในปี 1854 – 1856 เนื่องจากทหารรัสเซียเข้ามายึดปืนจากทหารอังกฤษได้ Lord Raglan ก็สั่งให้กองพลน้อยทหารม้าเข้าโจมตี ซึ่งก็คิดผิด พวกทหารก็เข้าบุกทันที และก็สูญเสียเหล่าทหารนั้นไปเพียงแค่ไม่กี่นาทีเหมือนกัน การสูญเสียครั้งนั้นทำให้อังกฤษต้องเสียที่มั่นแนวหน้าส่วนใหญ่ไป ในการรบครั้งนั้น ถ้าไม่มีบทประพันธ์ชิ้นนี้เอาไว้ ทุกคนคงจะลืมพวกเขาไปแล้ว เพราะอังกฤษได้ยกเอาวีรสตรีขึ้นมายกย่องในการช่วยเหลือเหล่าทหารช่วงสงครามไครเมีย นั่นก็คือ Florence Nightingale
The Charge of the Light Brigade
Alfred, Lord Tennyson
1.
Half a league, half a league,
Half a league onward,
All in the valley of Death
Rode the six hundred.
"Forward, the Light Brigade!
"Charge for the guns!" he said:
Into the valley of Death
Rode the six hundred.
2.
"Forward, the Light Brigade!"
Was there a man dismay'd?
Not tho' the soldier knew
Someone had blunder'd:
Theirs not to make reply,
Theirs not to reason why,
Theirs but to do and die:
Into the valley of Death
Rode the six hundred.
3.
Cannon to right of them,
Cannon to left of them,
Cannon in front of them
Volley'd and thunder'd;
Storm'd at with shot and shell,
Boldly they rode and well,
Into the jaws of Death,
Into the mouth of Hell
Rode the six hundred.
4.
Flash'd all their sabres bare,
Flash'd as they turn'd in air,
Sabring the gunners there,
Charging an army, while
All the world wonder'd:
Plunged in the battery-smoke
Right thro' the line they broke;
Cossack and Russian
Reel'd from the sabre stroke
Shatter'd and sunder'd.
Then they rode back, but not
Not the six hundred.
5.
Cannon to right of them,
Cannon to left of them,
Cannon behind them
Volley'd and thunder'd;
Storm'd at with shot and shell,
While horse and hero fell,
They that had fought so well
Came thro' the jaws of Death
Back from the mouth of Hell,
All that was left of them,
Left of six hundred.
6.
When can their glory fade?
O the wild charge they made!
All the world wondered.
Honor the charge they made,
Honor the Light Brigade,
Noble six hundred.
Copied from Poems of Alfred Tennyson,
J. E. Tilton and Company, Boston, 1870
ยาวไปนิดหนึ่ง แต่ช่วงนี้เรากำลังมีปัญหาเรื่องการเมือง ทหาร ตำรวจกันอยู่ การได้ดูหนังฟังเพลง ปลุกใจ ให้เข้าใจในหน้าที่ และเป็นกำลังใจกัน ดูเขาแล้วก็กลับมาดูตัวเรากันบ้างค่ะ
Labels: การเมือง, ดูหนัง ฟังเพลง, ประวัติศาสตร์
รอบรั้ว การเมือง เรื่องศาสนา
Wednesday, September 22, 2010

ครูฟังข่าวที่สถานทูตซาอุดิ อเรเบีย ได้ออกมาบอกว่าไม่สามารถออกวีซ่าให้กับไทยมุสลิมไปประกอบพิธีฮัจญ์ ที่เมืองเมกกะให้ทันได้ เพราะเจ้าหน้าที่ลาหยุดพัก ออกวีซ่าให้ไม่ทัน คิดแบบชาวบ้านก็พอจะรู้ทัน ไม่จำเป็นต้องเป็นให้นักการเมืองออกมาพูดแบบนักการเมือง ให้พวกชาวบ้านต้องตีความกันอีก จริงๆแล้ว เราเองก็ต้องเห็นใจประเทศซาอุดิ อเรเบียสักนิด เพราะเราไปสร้างเวร สร้างกรรม กับประเทศเขา คนของเขาไว้มาก ครูไม่อยากเอ่ยชื่อคนไทยที่ไปขโมยเพชรจากพระราชวังของเขา แต่นั่นก็ทำให้เราต้องเสียโอกาสในการส่งคนงานไทยไปขุดทองที่ซาอุฯ สูญเสียเงินไปไม่รู้ว่าจะนับได้หรือเปล่า เพราะไม่เห็นใครออกมาพูด นั่นเราไปผิดศีล 5 ข้อที่ 2 ไปแล้ว กรรมที่ได้รับก็เฉลี่ยไปกันทั้งประเทศ คนอิสานและคนภาคเหนือ ซึ่งเป็นแรงงานส่วนใหญ่ เจ็บมากกว่าใครๆ ยังไม่พอ เรายังมาผิดศีลซ้ำซ้อนอีก ทั้งปาณาฯ ทั้งมุสาฯ ทั้งอทินนาฯ และศีล ฯลฯ อีก ซึ่งก็ยังมีตำรวจต้องรับกรรมอยู่ในคุกอยู่ เรื่องที่หนัก ฆ่านักการทูต 2 ปี 4 ศพ แล้วก็อุ้มฆ่านักธุรกิจของเขาอีก ซึ่งก็โยงมายังตำรวจ (อีกแล้ว!!!!) ตอนนี้ก็ต้องมาแสดงความรับผิดชอบ เพราะตัวเองเป็นตัวต้นเหตุแห่งทุกข์ของชาวไทยมุสลิม ที่ต้องไปแสวงบุญที่เมืองเมกกะ นายตำรวจใหญ่จะผิดหรือไม่ ไม่มีใครรู้ ตัวของเขาเองรู้อยู่เต็มอก แต่เรื่องก็ยุติไปแล้ว...ไม่ผิดเพราะไม่มีหลักฐาน มีแค่บัตรสนเท่ห์ ซึ่งอุปทูตซาอุฯ เขาคิดไม่เหมือนกับเรา....ก็ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ครูไม่ทราบว่า เขามีกฎ “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” หรือไม่ ซึ่งปุถุชนธรรมดาย่อมไม่คิดอยู่ในสมองอยู่แล้ว ยิ่งถ้าดูหนังจีนกำลังภายในแล้วละก็ “แก้แค้นรอได้ 10 ปี ไม่สายเกินไป” ก็ต้องรอคอยกันถึงวันนี้ละค่ะ
เรื่องการเมืองโยงมาหาศาสนานี่ เกินความคาดหมายของครู เพราะมันไม่เห็นจะเกี่ยวกันสักนิด อย่างน้อยก็ให้ความเคารพในคำสอนของศาสดา และให้ความนับถือในสิทธิของการเป็นชาวมุสลิม ไปแสวงบุญโดยไม่มีข้อโต้แย้งอยู่แล้ว จะเป็นรอยด่างในศาสนาหรือไม่ ควรที่ทุกคนเอาไปคิดเป็นการบ้าน ศาสนาควรอยู่ที่ใจ ควรอยู่ที่การปฏิบัติตามคำสอนอย่างครบถ้วน เอาละคำสอนจะเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ วัตรปฏิบัติต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เป็นหนังประวัติศาสตร์ของอินเดียในยุคฮินดูสถาน ช่วงศตวรรษที่ 16 ยุคที่ราชวงศ์โมกุล ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่นับถืออิสลาม และทำสงครามชนะไปทั่ว ตรงกับสมัยของ จักรพรรดิ จาลาลาดิน โมฮัมหมัด อักบาร์ ชาวอินเดียในสมัยนั้นขนานนามพระองค์ว่า อักบาร์มหาราช (Akbar the Great) ก่อนที่พระองค์ได้รับการขนานนามนั้น พระองค์ได้เสด็จประพาส โดยการปลอมตัวเข้ากับชาวบ้านไปสืบเสาะ เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของชาวเมือง ซึ่งก็เป็นชาวฮินดู ที่พระองค์รับทราบก็คือ การที่ชาวฮินดูจะไปแสวงบุญต้องจ่ายภาษีให้กับทางราชการ ซึ่งชาวฮินดูไม่พอใจ หาว่าพระองค์ไม่เป็นพวกเดียวกัน อีกทั้งพระชายาของพระองค์ที่ตั้งขึ้นเป็นพระจักรพรรดินีนั้น ไม่ยอมกลับเข้าวัง ซึ่งพระนางได้ตั้งข้อแม้ขึ้นว่า พระองค์ต้องชนะใจของพระนางเสียก่อน เมื่อพระจักรพรรดิเข้าไปประชุมเหล่าขุนนาง พระองค์ก็ให้ยกเลิกเก็บภาษีทางด้านศาสนาของชาวฮินดูเสีย โดยไม่ต้องกังวลถึงรายได้ท้องพระคลัง มีที่ปรึกษาของพระองค์คัดค้าน พระองค์ก็บอกกับขุนนางท่านนั้น ให้ไปแสวงบุญที่เมกกะเป็นการถาวรเสียเลย ครูเล่าเท่าที่จำได้ เพราะดูหนังเรื่องนี้มาเป็นเดือนแล้ว จำไม่ค่อยได้ หลังจากที่ยกเลิกภาษีที่ว่านั่นแล้ว ชาวเมืองก็พร้อมกันออกมา (แบบหนังอินเดียขนานแท้...รำกันแบบเถิดเทิงทีเดียว) ถวายพระนามว่า เป็นมหาราช และหนังก็จบแบบสมบูรณ์คือพระจักรพรรดินีก็เสด็จกลับมาประทับ (อยู่) กับพระองค์
จะเห็นว่าแม้ในสมัยโบราณที่ศาสนาเป็นเรื่องที่ต้องเคารพ บวกกับ ต้องยำเกรง เขาก็ไม่เอาการเมืองเข้ามายุ่ง แม้จะมีเพราะคนที่มีอำนาจมักทำตามอำเภอใจ แต่เพื่อความถูกต้อง เป็นธรรม เรื่องนี้ก็จะได้รับการแก้ไขในที่สุด มาสมัยนี้เราเองก็ต้องคอยดูต่อไป แต่โชคดีของชาวไทยมุสลิม ช่วงที่ครูกำลังเขียนอยู่นี่ ท่านนายพลตำรวจออกมาแถลงไม่รับตำแหน่งแล้ว และพร้อมกันนั้นทางสถานทูตซาอุดิฯ ก็ได้ออกวีซ่าให้แล้วด้วยค่ะ....แถมให้อีกนิด เมืองจาลาลาบัดในอัฟกานิสถาน ตั้งเป็นชื่อเมืองให้เป็นเกียรติแด่ท่านจักรพรรดิจาลาลาดินค่ะ
Labels: การเมือง, ดูหนัง ฟังเพลง, ทั่วไป ตามใจคิด, ประวัติศาสตร์
รอบรั้ว ประวัติศาสตร์ที่ยังดำเนินอยู่
Thursday, June 25, 2009
ตอนท้ายสุดในตอนจบ ชาวมุสลิมสามารถควบคุมการต่อสู้ไว้ได้ ได้เปรียบทุกด้าน มีทหารมากกว่าเป็นจำนวนมาก แม้ชาวคริสต์มีจำนวนน้อยกว่ารวมทั้งมีทั้งผู้หญิง เด็กและคนชราอยู่ในเมือง แต่พวกนักสู้ก็ได้ต่อสู้จนสุดความสามารถ จนซาลาดินแม่ทัพของมุสลิมต้องเจรจาด้วย และจบลงด้วยการให้คริสเตียนออกจากเมืองไป โดยจะไม่ทำร้ายใคร ตอนที่ออกจากเมืองก็จากไปโดยไม่มีคำกล่าวเยาะเย้ย ถากถาง ต่างก็ยิ้มแย้ม ถ้อยทีถ้อยอาศัย นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ และอยู่ในเรื่องของศาสนา การยึดพื้นที่ของศาสนจักร เรื่องอย่างนี้แม้ในประเทศของเรา ครูก็คลับคล้ายคลับคลาว่า เคยเกิดขึ้น ในสมัยที่เรายังรบพุ่งกันอยู่กับพม่า น่าจะสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ต่อสู้กันจนสุดความสามารถ ยังเอาชนะกันไม่ได้ ก็ขอดูตัวแม่ทัพ พักรบกัน ทหารทั้งสองฝ่ายก็สามารถเดินเข้าหากัน พูดคุยกันได้ นั่นคือเรื่องของอาณาจักร เขตแดนของประเทศในแถบนี้
ในยุโรปก็มีเรื่องทำนองนี้อยู่เหมือนกัน เมื่อต่อสู้ก็ต้องต่อสู้กันไป เมื่อพักรบก็เข้าไปมาหาสู่กันได้ นั่นคือเรื่องการเมือง การเศรษฐกิจ การขยายเขตพื้นที่ทางการค้า และการปกครองของเขา
ทีนี้มาย้อนดูเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านเรา การเมือง การสงครามในอดีตในประวัติศาสตร์เกิดเหตุการณ์อย่างไร เดี๋ยวนี้ก็ยังเกิดขึ้นอยู่เหมือนเดิม การแก่งแย่ง แสวงหาอำนาจ ทรัพย์สมบัติยังคงมีอยู่เหมือนเดิม แต่มาในรูปที่ใหม่กว่า ไม่ได้ยกกองทัพมาเต็มรูปแบบเหมือนในสมัยก่อน แต่มาในรูปการแสวงหาในหน่วยงานต่างๆ ความคิดที่จะปฏิวัติ ความคิดที่จะขับไล่ผู้มีอำนาจการปกครอง ยังคงดำเนินอยู่ทุกวัน อาวุธที่ใช้คือเงิน ใครมีเงินทองมาก คนนั้นได้เปรียบในการยึดพื้นที่ ในการทำสงคราม ส่วนเบื้องหลังการได้ทรัพย์สินเงินทองนั้น ได้มาอย่างไร ไม่มีใครสนใจ จะโกง จะเลี่ยงภาษี จะใช้แบบแก้กฎหมายให้ตัวเองได้ผลประโยชน์ แบบที่เขาพูดกันว่า “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ก็ทำกันเข้าไป เงินส่วนหนึ่งไหลออกมาซื้อเสียง ซื้อใจประชาชน ซื้อทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งซื้ออำนาจ เงินสามารถซื้ออะไรได้หมด เราจึงเห็นคนจำนวนมากออกมาเดินบนท้องถนน ใส่เสื้อสีต่างๆเหมือนกับแบ่งฝ่ายกันเต็มตัว ทำสงครามเป็นตัวแทนเจ้าของเงิน เป็นตัวแทนความเชื่อในเรื่องการเมือง ฯลฯ ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นการขยายอำนาจเขตการปกครองของนักการเมือง ที่ยังต้องแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรส่วนรวมของเรา พวกนี้หารายได้จากเงินภาษีที่ต้องเอามาบำรุงประเทศ ลองอ่านดูจากหน้าหนังสือพิมพ์ ทำไมต้องเสนอโครงการโน้น โครงการรี้ด้วยจำนวนเงินมหาศาล เขาทำเพื่อประชาชนจริงๆหรือ
อยากทบทวนอีกครั้ง เรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านเราเดี๋ยวนี้ เหมือนกับในหนังไม่มีผิด ทหารในรูปของชาวบ้านที่เดินออกมาสู้รบกัน แม้ไม่ถึงกับตายเลือดนองท้องช้างเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ได้แสดงออกมาให้เห็นว่า มันจะเกิดขึ้นจริงๆ ถ้าคนที่มีอำนาจ นักการเมือง ไม่ลดราวาศอกกัน เหมือนคนในสมัยโบราณ เดี๋ยวนี้จะมีคนพูดเรื่องการศึกษามากขึ้น ข่าวสารที่ถูกต้อง ครบด้านมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้พูดถึงด้านศีลธรรม จริยธรรมกันซักเท่าไหร่ ครูคิดว่า ถ้าเราเอาเรื่องศีลธรรม จริยธรรมนำหน้า เรื่องเลวร้ายอย่างที่เราเห็น ทั้งบนท้องถนนหรือในรัฐสภา คงจะเกิดขึ้นยากค่ะ
Labels: ดูหนัง ฟังเพลง, ทั่วไป ตามใจคิด, ประชาธิปไตย, ประวัติศาสตร์
รอบรั้ว ประวัติศาสตร์ เกาะหมาก ปีนัง
Saturday, February 16, 2008

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ครูได้รับของฝากจากเพื่อนๆครูหลายๆคน ที่ซื้อมาฝากจากมาเลเซีย จากการที่คณะครูได้ไปศึกษา-ดูงาน ที่สิงคโปร์และมาเลเซีย ของฝากชิ้นหนึ่งที่เตะตาครู คือพวงกุญแจ ของปีนัง มันทำให้เราคิดถึงเมืองนี้ไม่ได้ ถ้าเราศึกษาเรื่องการเสียดินแดน ของประเทศไทย.... เราได้เสียดินแดนเกาะนี้ไป นับเป็นอันดับแรกทีเดียว ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ถ้าถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2551 เมื่อไหร่ละก็ ครบ 222 ปีพอดี คำนวณตัวเลขเอาก็แล้วกันว่าตั้งแต่ พ.ศ. เท่าไหร่ค่ะ เมื่อก่อนเป็นเมืองของไทย ชื่อว่า เกาะหมาก อังกฤษได้ขอเช่าไป เมื่อตกไปเป็นของมาเลย์ ก็เปลี่ยนชื่อเป็นปีนัง ซึ่งก็แปลว่าหมากเหมือนเดิม
เกาะหมาก ในการปกครองของอังกฤษนั้นก็เจริญรุ่งเรื่อง มีชาวไทยภาคใต้ได้ส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือกันที่นั่น เพราะจะได้มีความรู้ ภาษาจีน และอังกฤษดี คนรุ่นก่อนๆของครอบครัวครู ก็เรียนหนังสือกันที่นั่นเหมือนกัน ถ้าจำไม่ผิด โรงเรียนที่มีชื่อ คือ จุงหลิง สอนเกี่ยวกับเรื่องพาณิชย์ ธุรกิจ การที่ไม่ได้ส่งลูกหลานมาเรียนในกรุงเทพ เหมือนกับทุกวันนี้ ก็เพราะการเดินทาง เป็นสาเหตุ อันหนึ่งเหมือนกัน จะไปกรุงเทพซักครั้ง ดูว่ามันไกล จากภาคใต้ ถ้าเอาฝั่งด้านอันดามัน จากภูเก็ต จะไปเกาะหมากมันง่าย จากตรังก็ไปที่ท่าเรือกันตัง มันก็ใกล้ ซึ่งถ้าดูจากระยะทางจากกรุงเทพ ถึงเกาะหมากแล้ว การดูแล เรื่องการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 1 ก็ต้องบอกว่า แทบจะปล่อยให้เป็นอิสระไปเลยทีเดียว ยังเสียดายมั้ยคะ กับสูญเสียเกาะหมาก เสียดายค่ะ เพราะคนไทยยังตกค้างที่นั่น ยังมีอยู่
ถ้าใครไปภูเก็ต ไปที่เขารังจะผ่านถนน คอซิมบี้ด้วย คุณครูที่ไปปีนัง ไม่ทราบว่าได้ผ่านถนนที่ชื่อว่า คอซิมบี้ หรือเปล่า (Jalan Khaw Sim Bee) นั่นเป็นชื่อถนน ที่เขาเอาชื่อของคนไทย เชื้อสายจีน ไปตั้งเป็นชื่อถนนค่ะ คอซิมบี้ก็คือ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ท่านผู้นี้คือเจ้าเมืองตรัง และต่อมาได้เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต สมัยก่อนบ้านของท่านอยู่ที่นั่น เดี๋ยวนี้ไม่ทราบว่ายังอยู่กันหรือเปล่า แต่ในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 7 ยังมีอยู่ เพราะกรมสมเด็จพระยาดำรงฯ เสด็จลี้ภัยอยู่ที่บ้านของพระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง-เจ้าเมืองระนอง) ประมาณปี 2476 เอาละค่ะ ให้พอเป็นที่สังเกตจากชื่อต่างๆของคนที่มีบ้านเดิมอยู่ปีนังตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ว่าเป็นคนไทย เชื้อสายจีน ซึ่งในภาคใต้แล้ว มีจำนวนมาก รูปภาพข้างบนนั่น ที่เอามาประกอบเรื่องเป็นทางแยกระหว่างถนนเวสต์แลนด์และถนน คอซิมบี้ในปีนังค่ะ จะเห็นว่าเป็นถนนแคบๆ เหมือนๆกับภูเก็ต และมารยาทการจอดรถยนต์ก็ทำให้คนที่นั่น รำคาญกันพอสมควรค่ะ
เอาเรื่องเกาะหมากและคนไทยในเกาะหมากมาพูดพอสมควรแล้ว และได้พูดถึงเรื่องการเสียดินแดน ถึงไหนๆแล้ว ก็พูดถึงเรื่องการเสียดินแดนทางภาคใต้อีกเรื่องหนึ่งซึ่งจะครบ 100 ปี ในเดือนหน้า คือ วันที่ 10 มีนาคม 2551 เมื่อ 100 ปีที่แล้ว เราเสียรัฐกลันตัง ตรังกานูและปลิสให้แก่อังกฤษ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจศาลไทย ที่จะบังคับคนอังกฤษในประเทศไทย จะเห็นว่าในสมัยก่อนโน้น การเข้ายึดดินแดน เป็นเรื่องง่ายสำหรับคนที่มีอำนาจทางทหาร ด้านอาวุธ เข้ามายังกับโจรปล้น ไอ้เสือเอาวา!!!! แล้วก็ปล้นชิงเอา ซึ่งๆหน้า สู้ไม่ได้ก็ยอมๆไป...แต่เดี๋ยวนี้ เขามีวิธีรุกแบบใหม่ เข้ามาทางด้านเศรษฐกิจ ลูกๆดูซิคะ ว่าเขาเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรของเราไปอย่างไร แล้วเราก็ยินดีไปด้วย แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ว่าเขาเข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากบ้านเมืองเราไป ไม่ว่าด้านไหน ธนาคาร ร้านค้า เครื่องดื่ม อาหาร ของขบเคี้ยว ฯลฯ เราต้องจ่ายเงินซื้อ แล้วเงินนั้นก็หายไปในต่างประเทศ ลูกๆต้องขยัน เรียนหนังสือ พัฒนาบ้านเมืองของเรา สร้างของๆเราเอง ไม่ต้องพึ่งต่างชาติ ถ้าเราเก่งแล้ว เราก็จะสู้กับต่างชาติได้ ดูอย่างสิงคโปร์ซิคะ เล็กนิดเดียว แต่คนของเขาเก่ง มีความรู้ มีการศึกษา พัฒนาประเทศจนมีอำนาจทางเศรษฐกิจ ขยายอิทธิพลไปทั่ว เราเอง ก็ยังเสียเปรียบอยู่เลยค่ะ
เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว ครูก็ต้องมาพูดย้ำอีกละค่ะ ว่า ลูกๆที่จะไปเป็นอนาคตของชาติในวันข้างหน้า ต้องดูแลบ้านเมืองของเรา ไม่อยากให้ประเทศของเราต้องเสียเปรียบเขา เราเองต้องพัฒนา ต้องขยันหมั่นเพียร ในช่วงวัยเรียน ก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด คือเรียน เรียน เรียนและเรียน ต้องรักกันให้มาก อย่าแตกแยกกัน แม้จะมีความคิดเห็นต่างกัน ต้องฟังคนอื่นด้วย แล้วเอามาคิดพิจารณา ว่าความคิดของคนอื่นนั่น ผิดหรือถูก นะคะ
อ้างอิงจาก//ส.ศิวรักษ์ http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=448&Itemid=3
หอมมรดกไทย/ทำเนียบหัวเมืองของไทย// http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/city/city.html
Photo//http://www.penang360.blogspot.com/
Labels: ทั่วไป ตามใจคิด, ประวัติศาสตร์

