Daisypath Anniversary tickers
Showing posts with label ทั่วไป ตามใจคิด. Show all posts
Showing posts with label ทั่วไป ตามใจคิด. Show all posts

ดูหนังแนวให้คิด...โครอลไลน์

Friday, June 10, 2011



ในช่วงที่กำลังสับสน การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง จะเลือกใคร เข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศ...หลายปีที่ผ่านมามีความวุ่นวายมากในบ้านเรา แม้ในจังหวัดอุดรของเรา ก็เกิดเรื่องไม่ได้หยุดยั้ง การเดินขบวน ไล่ล่าทำร้ายกันระหว่างผู้เดินขบวน ชุมนุม ที่หนองประจักษ์ จะเห็นว่า คนไทยที่เราเห็นนั้น โหดร้ายเข้าทุกวัน พร้อมที่จะเข้าไปฆ่า ไปทำร้ายใครก็ได้...เพื่อประชาธิปไตยรึ? ครูคิดว่าไม่น่าจะใช่นะ...แนวความคิดเรื่องประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องที่จะชนะคะคานกันด้วยการมุ่งร้ายต่อกัน นั่นมันเป็นพวกนักเลง พวกที่ใช้กำลังความคิดไม่เป็น เลยใช้กำลังต่อสู้ ครูมีภาพที่เขาทำร้ายกัน เผาบ้านเมืองของตัวเอง แต่ไม่อยากที่จะเอามาให้ดู ที่จริงโลกเราเปลี่ยนไปมาก จนกลายเป็นพวกใจคอโหดร้าย ถ้าเป็นฝรั่งเขาจะตกอยู่ในพวก Mean World Syndrome โหดร้ายมากค่ะ บางทีคนแก่โดนตี โดนทำร้าย เขาดูกันเฉยๆ ไม่มีใครเข้าไปช่วย ไปห้ามปราม คนถูกรถชนนอนกลิ้งอยู่บนถนน ก็ไม่มีใครสนใจ เดินผ่านไปมา นั่นเพราะใจคอของคนกลายเป็นพวกใจไม้ใส้ระกำ เรากำลังอยู่ในสังคมอย่างนี้อยู่

ในเรื่องที่ครูพูดไว้เบื้องต้น เรื่องความสับสนจะเลือกใครดี สำหรับบางคนเขาเลือกเอาไว้แล้ว ครูก็มีพรรคที่จะเลือกอยู่ในใจแล้วเหมือนกัน ทีนี้ครูจะขอเข้าเรื่องหนังที่ครูดูผ่านๆไป แต่ก็เข้ากับเรื่องประชาธิปไตย การเลือกว่าจะยืนอยู่ตรงไหนในสังคมไทย เป็นหนังเด็กๆ เรื่อง Coraline (โครอลไลน์กับโลกพิศวง) เนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กหญิง โครอลไลน์ ที่ย้ายเข้ามาอยู่ในอพาร์ทเม้นท์เก่าๆหลังหนึ่ง แบ่งกันอยู่ 3 ครอบครัว พ่อแม่ของเธอ ทำงานเกี่ยวกับการจัดสวน และที่สำคัญคือไม่ได้โอ๋เธอเท่าไหร่นัก ทำให้เธอเหมือนกับถูกทิ้งไว้โดดเดี่ยว วันหนึ่งระหว่างที่เธอไปเล่นอยู่ข้างนอก ไปเจอกับหลานชายของเจ้าของที่ดิน และไปได้ตุ๊กตาที่คล้ายๆกับเธอเข้า เขาก็เอาตุ๊กตานั้นให้โครอลไลน์ และบอกว่าเคยมีเด็กที่ได้ตุ๊กตาที่หน้าเหมือนเจ้าของอย่างนี้ แล้วเด็กผู้หญิงก็หายไปแบบไร้ร่องรอย หลังจากกลับมาที่บ้าน โครอลไลน์พบประตูเล็กๆ ที่ถูกปิดเอาไว้ด้วยวอลล์เปเปอร์ หลังจากที่เปิดประตู ก็ปรากฎว่ามีกำแพงอิฐขวางอยู่ คืนนั้นเอง โครอลไลน์ตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงของหนู เธอตามมันไปถึงประตู พบว่ากำแพงอิฐหายไปแล้ว และเป็นช่องทางเดินเข้าสู่อีกประตูหนึ่ง ในที่สุดทางนั้น โครอลไลน์ก็ได้พบกับ “อีกโลกหนึ่ง” ได้พบพ่อคนใหม่ แม่คนใหม่ ซึ่งต่างจากพ่อแม่ที่แท้จริงของเธอ คือเอาใจใส่อย่างที่สุด ที่ต่างกันอีกก็คือตาของพ่อแม่ใหม่เย็บด้วยกระดุม คืนนั้นโครอลไลน์นอนค้างอยู่กับบ้านอีกโลกหนึ่ง แต่เมื่อเธอตื่นขึ้นมาตอนเช้า กลับพบว่านอนอยู่บนเตียงที่บ้าน....โอ น่าสนุกค่ะ เธอเล่าให้พ่อแม่ฟัง แต่เขาก็บอกว่ามันเป็นแค่ฝันไปน่ะ โครอลไลน์ยังแอบไปอีกโลกหนึ่งทุกคืน อยู่ที่นั่นอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งเจอกับแมวของตัวเองที่เข้ามายังอีกโลกหนึ่งของเธอได้ แมวนี่พิเศษกว่าสัตว์ใดๆนะคะในภาพยนตร์ มักเป็นแมวที่มีความสามารถพิเศษทั้งนั้น เตือนเธอว่าที่นี่อันตรายนะ แต่เธอก็ไม่ใส่ใจ จนกระทั่งวันหนึ่งแม่ใหม่ก็ชวนโครอลไลน์ให้อยู่ที่นั่นถาวรไปเลย ซึ่งเธอก็ตื่นเต้นอยากอยู่ แต่ว่าเธอต้องเอากระดุมมาเย็บตาให้เหมือนกับพ่อแม่ใหม่ ถึงจะอยู่ได้...โครอลไลน์ปฏิเสธและขอกลับบ้าน...นั่นทำให้แม่ใหม่ไม่พอใจขึ้นมา.....จากพ่อแม่ที่ทำเป็นใจดีแต่แรก ก็กลายร่างเป็นคนร้ายไปทันที...เอาละครูจะไม่เล่าต่อ พวกเธอไปหาดูเอาเอง สนุกกว่าเป็นไหนๆ

ที่ครูอยากจะบอกก็คือ เราอยู่กันมาเป็นเวลานาน อยู่กันอย่างมีความสุข แม้จะไม่เท่าเทียมกันนัก แต่ก็พอที่จะอยู่กันอย่างมีความสุขมาตลอด ไม่เคยมีเรื่องที่จะต้องมาทำร้ายกัน เผาบ้านเผาเมืองกัน...ไม่มี มีคนเคยพูดว่าเราจะอยู่ในบ้านเมืองที่เราไม่รู้จักมาก่อนในอนาคตอันไกล้...ครูว่ามันน่ากลัว ในการเลือกรัฐบาลก็เหมือนกัน ดูแต่ละคนที่เข้ามา ทำทีเป็นพ่อแม่ใหม่กันทั้งนั้น เบื้องหลังเขาเป็นอย่างไร ถ้านั่งคิดกันสักหน่อยก็จะเห็น เดี๋ยวนี้เรามีนักการเมืองที่เป็นนายทุนเยอะ นั่นคือผลประโยชน์ พวกเธอต้องฉลาดกลับไปนั่งคิด จะเอาพ่อแม่ที่เป็นพ่อแม่เดิม ซึ่งก็ทำงานเลี้ยงดูเรามาตลอด หรือจะเอาพ่อแม่ใหม่....

รอบรั้ว ค่ายทหารมณฑลทหารบกที่ 24 อุดรธานี – หายห่วง

Wednesday, January 19, 2011


สิ่งที่พ่อแม่กังวลใจมากที่สุดก็คือ ลูกชายที่ต้องไปเป็นทหารเกณฑ์ อยู่ในค่ายทหาร เพราะช่วงการฝึกจะไม่มีการเข้าเยี่ยมในเดือนแรกของการฝึก มีคนส่งข่าวมาบอกเล่าให้กำลังใจกับครูอยู่เสมอว่า “ไม่เป็นไร...ลูกชายสบายดี” หรือบอกว่า “ไม่มีอะไรหรอก...เดี๋ยวนี้เขาฝึกทหารใหม่..ไม่เหมือนเมื่อก่อน ตากแดดไม่เกินครึ่งชั่วโมงหรอก” สำหรับพ่อแม่ฟังแล้วเบาใจขึ้นเยอะเลยค่ะ

แต่การฝึกก็คือการฝึก การฝึกทหารก็ไม่ใช่การสอนเด็กอนุบาล แน่นอนว่ามันก็จะมีการพลาดกันบ้าง ผิดแล้วก็ต้องลงโทษกัน ที่เรียกว่า “ซ่อม” นั่นแหละค่ะ แม้จะไม่เคยเห็นเลือด แต่เรื่องฟกช้ำดำเขียว มือซ้น เข่าบวมก็พอให้เห็น...นั่นก็ไม่เป็นไรค่ะ

เมื่อวาน (18 มกราคม 2554) เป็นวันกองทัพไทย ครูและครอบครัวก็ได้ไปชมการสวนสนามของทหาร กว่าจะเสร็จสิ้นขบวนการต่างๆก็ย่างเข้า 1 ทุ่ม....ได้พบกับลูกชาย...เข้มขึ้นเยอะ ก็ต้องขอบคุณ ร.อ.ณรงค์ฤทธ์ คำวิชา ผู้เป็นครูฝึก, ร.ต.พิมล ประดิษฐ์ด้วง ผู้ช่วยครูฝึก, จ.ส.อ.ประสงค์ บุญเรือง ผู้ช่วยครูฝึก ที่ได้ดูแลเด็กๆทหารเกณฑ์ทุกนายเป็นอย่างดี ก่อนจากกัน ยังได้ยิน ร.ต.พิมลออกมาให้โอวาทและปลอบใจว่าอย่าร้องไห้ในยามจากกัน ซึ่งก็มีนั่นแหละที่ทุกคน ที่เข้าร่วมฝึกมาด้วยกัน ลำบากมาด้วยกัน เห็นอกเห็นใจกัน หรือแม้แต่โดนทำโทษด้วยกัน อดไม่ได้ที่จะตื้นตันใจในยามจากกัน ช่วงที่กำลังจะจากกันครูได้เห็นภาพที่คิดว่าจะไม่ได้เจอในค่ายทหาร นั่นคือมีนายทหารเดินไปจับมือกับทหารเกณฑ์ทุกคน (ย้ำทุกคน)อาจอวยพรให้โชคดี หรือแสดงความยินดีที่จบเรื่องการฝึก นายทหารคนนั้นคือ ร.ต.ทัศชัย ชัยมาโย ครูว่านี่คือนิมิตใหม่ในการฝึกทหาร ที่พ่อแม่ทุกคนกลัว...ผลสุดท้ายก็ไม่น่ากลัว...อยากเขียนเรื่องนี้เอาไว้ ก็เพื่อบอกกับพ่อแม่ทุกคนที่มีลูกเข้าไปเป็นทหารเกณฑ์...อย่าได้กลัว อย่าได้ตกใจ...ควรที่จะดีใจ ที่ลูกได้เข้าไปรับใช้ชาติค่ะ และต้องขอขอบคุณ ส.ต.จักรี จันทรเขียว ที่ได้เข้ามาดูแลและให้กำลังใจกับลูกชายของครู ซึ่งก็สนใจเทคโนโลยีใหม่ๆเหมือนกัน ชอบการถ่ายภาพ มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ นับว่าเป็นประโยชน์กับกองทัพในอนาคตอย่างแน่นอนค่ะ....อาจออกในแนวขอบคุณผู้มีอุปการะคุณนะในวันนี้...ไม่พูดก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องจริง ซึ่งก็ต้องอ้างเอาไว้ ทั้งนี้ก็เพื่อ “ให้พ่อแม่ทุกคนที่มีลูกที่ต้องไปเป็นทหารเกณฑ์ได้อุ่นใจ – หายห่วง”

ขอขอบคุณ รูปภาพของ http://ikengba.exteen.com/20090207/entry

รอบรั้ว ค่ายทหารมณฑลทหารบกที่ 24 อุดรธานี

Sunday, December 26, 2010


สบายดีทหารเกณท์...กับความรัก
ลูกคนโตของครูได้ทำหน้าที่เข้าไปรับใช้ชาติ...สมัครเข้าไปเป็นทหารเกณฑ์ อยู่ที่มณฑลทหารบกที่ 24 จังหวัดอุดรธานี หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ แล้วไปรับใช้พระศาสนา บวชเข้าพรรษาอยู่ที่วัดนาหลวง (อภิญญาเทสิตธรรม) อ.บ้านผือ จ. อุดรธานี ก็ถือว่าทำหน้าที่พื้นฐานของลูกผู้ชายไทยแล้วละค่ะ

รักในหน้าที่ รักประเทศชาติ มั่นคงในศาสนา รักครอบครัว รักคนรู้ใจ...ทั้งหมดนี่กว่าจะได้มามันก็มีความทุกข์และความสุขเจือปนอยู่ตลอดไม่ว่าทำหน้าที่อันใด ยืนอยู่ตรงไหน...ความอ้างว้าง ว้าเหว่มักจะเข้ามาครอบคลุม ตอนบวชก็ต้องอยู่ในป่าบนภูอันวิเวก...มองเห็นไฟลิบๆห่างออกไป ใจก็ย่อมสะท้าน แล้วจะทำอย่างไรกับความเหงานั้น กับความทุกข์ที่ถั่งโถมเข้ามา...พระอาจารย์ไพบูลย์ อภิปุณโณ แห่งวัดดอนหายโศกเทศน์ผ่านวิทยุในตอนเช้าวันคริสต์มาสอีฟบอกว่า ให้อยู่กับลมหายใจ อย่าก้าวลงไปในความทุกข์ ซึ่งครูกำลังจะปรับปรุงมาสอนเด็กๆว่า ให้ต่อสู้กับแรงดึงดูดของ “หลุมดำแห่งความทุกข์” ถ้าทำอย่างนี้ได้ ความทุกข์ก็จะหายไปทันที มีสติอยู่กับปัจจุบัน อย่าตกเป็นเหยื่อของความคิด อย่าเผลอ เผลอเมื่อไหร่มันก็จะดูดเข้าไปลงหลุมดำแห่งความทุกข์ทันที

ทีนี้มาถึงเรื่องใหญ่ของทหารเกณฑ์ละค่ะ เรื่องรักคนรู้ใจ...รู้สึกทุกข์มากเมื่อไม่ได้เห็นหน้า...อันนี้เข้าใจดีค่ะ และจะอยู่อย่างไรในสถานการณ์นี้ที่จะไม่ต้องทุรนทุราย มีทุกปีที่ทหารหนีออกจากหน่วย เคยถามอยู่เหมือนกันว่าหนีทำไม ส่วนมากบอกว่าคิดถึงแฟน คิดถึงลูก...แล้วก็หนีออกมา นั่นคือทิ้งอนาคตเลยนะคะ กว่าคดีจะหมดอายุความนี่ต้องเข้าไปลำบากอยู่ในป่าดงกันเลย จึงมาถึงจุดที่ต้องให้คิด ว่าเมื่อมีความรักแล้วเป็นอย่างไร อยากให้ไปฟัง “ถามหาความรัก” ของภูสมิง หน่อสวรรค์ ที่ร้องเพลงรักเศร้าๆนี้ใว้ค่ะ...

เดียวดายเหมือนนกไร้รัง
สิ้นหวังร้าวโรยแรงเหนื่อยอ่อน
ร่ำไห้ดังใจจะขาดรอน
ทอดถอน สะอื้นกล้ำกลืนฝืนทน
**อ้างว้างดั่งหลงทางอยู่กลางทะเล
หว้าเหว่ดังโลกไร้ผู้คน
มองฟ้าซ่อนน้ำตาหมองหม่น
อาภัพอับจน สิ้นไร้หนทาง
ความรัก ความรักอยู่ไหน
อยู่แห่งใด ใครรู้บ้าง
ถามหาน้ำตาไหลหลั่ง
อ้างว้างไร้คนเข้าใจ
(ซ้ำ **)
ถามหาน้ำตาไหลหลั่ง
อ้างว้างไร้คนเข้าใจ

รู้สึกเศร้าๆนะคะ อย่าตกใจค่ะ หายใจเข้าไว้...หายใจเข้า...รู้สึกตัว หายใจออก...รู้สึกตัว เห็นมั๊ย...ความทุกข์ก็หายไป

รอบรั้ว พุทธศาสนา เซ็น 2010 จากสวนโมกข์สู่หมู่บ้านพลัม

Thursday, October 28, 2010



ครูได้ดูรายการสารคดีนี้จากทีวีของช่องเนชั่น ที่คุณสุทธิชัย หยุ่น เป็นคนดำเนินรายการ และสามารถดูผ่านอินเทอร์เนทได้จากยูทูบซึ่งมีหลายตอน คำสอนของท่าน ติช นัท ฮันห์ หลายตอนได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงไปของโลก ที่ก้าวไปข้างหน้าแล้ว ความทุกข์ของคนก็เปลี่ยน จากที่คนร่วมสมัยของพระพุทธเจ้ามีความทุกข์เมื่อสองพันกว่าปีโน้น กับสมัยนี้ ความทุกข์ไม่เหมือนกัน ตอนนี้ความทุกข์ของคนยังคงอยู่ แต่ทุกข์ที่มาหานั้นเปลี่ยนหน้าตาไป วิธีแก้ยังใช้เหมือนเดิม มรรคมีองค์ 8 วิธีการที่จะพูดให้คนปลดทุกข์ให้ได้นั้นนั้น ก็ต้องปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตปัจจุบัน ปรับให้เข้ากับโลกปัจจุบันให้ได้ ซึ่งก็จะดึงคนร่วมสมัยเข้ามาหาพุทธได้ ซึ่งก็จะเห็นว่า ในหมู่บ้านพลัมของท่านที่ฝรั่งเศส มีคนหนุ่มสาว วัยรุ่นจากทั่วโลก ต้องย้ำนะคะว่ามาจากทั่วโลกทีเดียว การสอนก็ไม่เคร่ง มักจะได้ยินเสียงหัวเราะจากผู้มาปฎิบัติธรรมเป็นระยะๆ ท่านมีคำสอนที่ฟังง่ายๆ คำสอนที่ยากก็สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย บทสวดมนต์เหมือนกับการร้องเพลง เป็นอีกอย่างที่ท่านเปลี่ยน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ เพื่อให้ชาวตะวันตกเข้าใจธรรมะ แต่ทุกอย่างยังคงไว้ซึ่งแก่นธรรม เพียงแต่กลับมาอยู่กับลมหายใจและสติเท่านั้น ภาษาที่ใช้ก็ได้รับการแปล เพื่อให้ทุกคนมีความเข้าใจ ไม่ว่าภาษาฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน แม้แต่เวียดนามซึ่งเมื่อก่อนใช้ภาษาจีนโบราณก็ได้รับการแปลให้เป็นภาษาเวียดนาม เมื่อร้องเพลงสวดมนต์ได้อย่างง่ายๆ เวลาฟังเทศน์คำสอนก็สามารถเข้าใจได้ง่ายยิ่ง ทุกอย่างท่านทำเพื่อคนสมัยใหม่

ในเรื่องอนัตตาที่ครูชอบมากคือคำเปรียบเทียบตอนที่มือซ้ายโดนค้อนทุบ...คำสอนของท่านตอนนี้เข้ากับสภาพบ้านเมืองเราตอนนี้มาก คือความสามัคคี...แบ่งพรรค แบ่งฝ่าย แบ่งเสื้อสีต่างๆ...คนไทยไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ท่านติช นัท ฮันห์บอกว่า ทุกอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน ยกตัวอย่างมือซ้ายและมือขวา มือข้างซ้ายเราเองเป็นคนตั้งชื่อว่ามีข้างซ้าย มือขวา เราตั้งชื่อว่ามือขวา ทั้งสองข้างมี 5 นิ้วเท่ากัน แต่ความสามารถไม่เท่ากัน มือทั้งสองข้างก็ไม่เคยบ่นว่ามือข้างไหนเก่งกว่า ทำงานมากกว่า ซึ่งคนที่ถนัดขวาจะเห็นว่า มือขวานั่นทำงานหนักกว่ามือข้างซ้าย ทำงานหนัก เขียนหนังสือ วาดรูป ทำสารพัด มือด้านซ้ายได้แต่แกว่งไปแกว่งมา มีอยู่มาวันหนึ่ง ท่านบอกว่า ท่านต้องแขวนรูป มือซ้ายท่านก็ต้องจับตะปู มือขวาถือค้อน แต่เพราะท่านไม่ได้ตั้งสติให้ดี ตีค้อนพลาดไปโดนนิ้วซ้าย...เจ็บค่ะ...มือด้านซ้ายเจ็บ ทำให้มือด้านขวารีบวางค้อนลง แล้วมาประคองมือด้านซ้าย...ไม่ได้พูดอะไร...มือด้านซ้ายก็ไม่ได้บ่นว่า...หรือบอกว่าลองให้ฉันตีคืนสักครั้ง มือทั้งสองข้างนั้นเข้าใจกัน ว่าเป็นมือเช่นเดียวกัน เป็นเนื้อเดียวกัน...ทำให้เข้าใจเรื่องอนัตตาขึ้นมาแบบง่ายๆ ฝรั่งที่ฟังอยู่นั่นครางฮือ..แล้วก็หัวเราะกัน เข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง แบบไม่ต้องมานั่งฟังคำอธิบายที่เข้าใจยากอะไรเลย...แม้กระทั่งการอธิบายกระดาษแผ่นหนึ่ง ท่านก็โยงไปว่านั่นคือต้นไม้ ทุกอย่างไม่มีจุดเริ่ม เป็นวัฎสงสาร...สารคดีชุดนี้หาดูได้จากอินเทอร์เนทค่ะ มีอยู่หลายตอน ครูอยากให้ลูกๆได้ดู ได้ฟังเป็นการฝึกภาษาอังกฤษไปด้วย มีคำแปลเป็นภาษาไทย ซึ่งไม่ต้องห่วงว่าจะแปลพลาด เพราะคุณสุทธิชัย หยุ่นนั่นถือว่าเป็นปรมาจารย์ด้านภาษาอยู่แล้วค่ะ

Posted by ครูพเยาว์ at 7:20 AM

รอบรั้ว ดูหนังฟังเพลง A few good men

Wednesday, October 27, 2010


ครูได้ดูหนังเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว เมื่อคืนเขาเอามาฉายอีกครั้ง เลยได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆในหนัง แล้วก็เอามาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์บ้านเรา ในเรื่องจุดเด่นของหนัง มีอยู่คำเดียว คือ เกียรติยศของทหาร หรือความภาคภูมิใจในการเป็นทหาร จุดหักมุมก็คือ การจากไปอย่างไร้เกียรติเมื่อได้ทำผิด ไม่ว่าจะเป็นทหารยศชั้นไหน
A few good men มักใช้ในใบปิดประกาศรับสมัครทหารของนาวิกโยธิน ซึ่งต้องการคนเก่งซึ่งมีอยู่ในจำนวนน้อย การฝึกนั้นเท่าที่ดูจากหนังหลายเรื่อง ค่อนข้างจะหนักไปทางหนักมาก การที่จะได้เข้าไปอยู่ในหน่วยนี้ได้จึงเป็นความภาคภูมิใจอยู่นิดๆ ในบ้านเราเคยมี นาวิกโยธินอเมริกัน หน่วย MAG 15 (Marine Aircraft Group 15) ซึ่งย้ายฐานปฏิบัติจากเวียดนามเข้ามาอยู่ครั้งหนึ่ง ที่น้ำพอง ขอนแก่น เพื่อรบเข้าไปในลาวและเขมรด้วย แต่ก็อาศัยความช่วยเหลือในด้านต่างๆจากหน่วยทหารอเมริกันอื่นๆจากอุดรธานี พ่อบ้านเล่าให้ฟังว่า การเป็นอยู่เต็มไปด้วยความยากลำบาก อาศัยอยู่ในเต๊นท์ ต้องระวังงูกันตลอดเวลา เพราะค่ายอยู่ในป่า ในสมัยนั้นยังเป็นสนามบินลับๆ เหล่านาวิกเรียกค่ายนี้ว่า Rose garden ซึ่งเอามาจากชื่อเพลงของดอลลี่ พาร์ตัน ที่มาร้องเพลงปลอบขวัญให้กำลังใจทหารอยู่เนืองๆ เท่าที่สังเกตุดูพฤติกรรม นาวิกโยธินดูจะมีระเบียบวินัยมากกว่าทหารบกหรือทหารอากาศ ที่มีความเป็นอยู่จะสะดวกสบาย ออกคำสั่งอะไรออกไปก็ได้ตามนั้น ดูจะไม่มีข้อแม้อะไรเลย เล่าให้ฟังเป็นการปูพื้นถึงระเบียบวินัยที่ได้รับฟังมา

ทีนี้มาเรื่องในหนัง เป็นเรื่องของทหารที่ค่อนข้างจะอ่อนแอ ทำให้ผู้บังคับบัญชามักจะไม่พอใจ และนำมาซึ่งการลงโทษสั่งสอน ที่ไม่มีในกฏหรือวินัยของนาวิกโยธิน ที่เรียกกันว่า Code red ซึ่งมีทหาร 2 นาย รับหน้าที่ไปปฎิบัติ แต่โชคร้าย ทำให้ทหารที่ถูกทำโทษเสียชีวิต ในการสืบสวนสอบสวนหาคนทำผิด ก็มีนายทหารฝ่ายธรรมนูญเข้ามาเป็นทนายให้ ซึ่งครั้งแรกก็ต้องการให้ทหารสองนายนั่นรับผิด โทษจะได้ลดน้อยลง จำคุกแค่ 6 เดือน แต่ทหาร 2 นายนั่นไม่ยอม ถือว่า ได้รับคำสั่งให้ปฎิบัติที่เขาต้องทำตาม เขาปฎิบัติตามหน้าที่ จะผิดได้อย่างไร เรื่องชักจะเข้าเค้ากับเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ที่ไม่ว่าตำรวจหรือทหาร ที่เข้าไปทำหน้าที่ดูแลผู้ชุมนุม ที่จากคลิปในทีวีเราจะเห็นการทำร้าย การยิง การลอบยิง หรือใช้ระเบิดกัน บางทีเราเห็นผู้ชุมนุมล้มลงนอนแล้ว ตำรวจผ่านไปเตะเสยคางให้เห็น สมัยก่อนๆมีการกระทืบ ทุบด้วยด้านปืนในโรงแรมก็มี อย่างนี้ตำรวจ-ทหารเหล่านั้นผิดหรือเปล่า มีคำตอบค่ะจากหนังเรื่องนี้


เนื้อเรื่องในหนังนอกจากจะตั้งใจให้เห็นเกียรติยศของทหารแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการปฎิบัติหน้าที่ของสองฝ่าย คือผู้บังคับบัญชาค่ายทหาร ที่ต้องการทำหน้าที่ของตัว เพื่อความปลอดภัยของชาติ โดยจะทำทุกอย่างที่ไม่มีใครสามารถจะหยุดการกระทำได้ อีกฝ่ายหนึ่งคือทนายของทหารที่เสียชีวิต ทำหน้าที่ทุกวิถีทางที่จะเอาความจริงออกมาให้ได้ ผลสุดท้ายความจริงก็ออกมา นายทหารผู้บัญชาการมีความผิด ที่ออกคำสั่ง ทหารสองนายที่รับคำสั่งให้ไปปฎิบัติหน้าที่ลงโทษ ก็มีความผิดไปด้วย...แต่...ไม่ใช่ว่าจะผิดไปทั้งหมด ฐานฆาตกรรม เพราะทำตามคำสั่ง ไม่ผิด..ฐานร่วมมือกันฆาตกรรม....ไม่ผิด แต่ในพฤติกรรม ความเหมาะสม ที่ตัวเองเป็นทหารนาวิกโยธิน การทั้งหมดที่ได้กระทำลงไปนั้น...มีความผิด เกียรติของทหารต้องไม่ใช่ทำร้ายผู้คน คำพูดในตอนท้ายของหนังแสดงถึงหน้าที่ของตัวเองที่ต้องมีเกียรติถึงการกระทำ ไม่ว่าของทนายที่ต้องเอาความจริงออกมา และเกียรติของทหารที่ต้องป้องกันชาติ เป็นรั้วของชาติ และที่ต้องไม่ลืมก็คือ ไม่ทำร้ายคนที่ไม่มีทางสู้ค่ะ

รอบรั้ว เรื่องเล่า เขื่อนของกุ่นและต้าอวี่

Tuesday, October 19, 2010


ช่วงนี้บ้านเราน้ำกำลังไหลหลากท่วมบ้านเรือนไปทั่ว ก็เกิดจากฝนที่ตกลงมาหนักเป็นเวลาต่อๆกันหลายวัน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ น้ำในเขื่อนพร่องจนเกือบแห้ง จนต้องห้ามชาวบ้านปลูกข้าวก่อนกำหนด เพราะกลัวว่าน้ำจะมีไม่พอ แต่พอถึงหน้าฝน กลายเป็นว่ามาจนล้นเขื่อน เรื่องนี้ครูมีนิทานจากจีนมาให้อ่าน ซึ่งที่จริงก็แฝงเอาไว้กับประวัติศาสตร์จีน ถ้าอ่านในแนวประวัติศาสตร์เรื่องก็จะออกมาในเรื่องคนที่เก่งในเรื่องชลประทาน แต่เพื่อไม่ให้เรื่องนี้หายไป เขาจึงเล่าในแนวนิทาน ซึ่งก็ต้องแอบเอาของวิเศษเข้าไปช่วยในการแต่งเรื่องให้คนติดตาม หรือเด็กๆได้ตาโตตอนฟังนิทาน เรื่องมีอยู่ว่า

ในประเทศจีน เรื่องราวเกี่ยวกับ “อวี่”แก้ปัญหาอุทกภัยเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป แต่ท่านทราบไหมว่า “กุ่น” ผู้เป็นบิดาของ“อวี่”ก็เป็นวีรบุรุษอีกคนหนึ่งที่สร้างคุณงามความดี ในการแก้ปัญหาอุทกภัยเช่นกันค่ะ
ในสมัยดึกดำบรรพ์ของจีน เกิดภัยน้ำป่าไหลหลาก ต่อเนื่องกันถึง 22 ปี พื้นพิภพและพืชพันธุ์ธัญญาหารต่าง ๆ จมน้ำหมด ชาวบ้านพลัดที่นาคาที่อยู่ อีกทั้งยังถูกคุกคามจากสัตว์ร้ายด้วย จำนวนประชากรจึงลดลงอย่างรวดเร็ว “เหยา”ผู้เป็นกษัตริย์ทรงห่วงใยทุกข์สุขของประชาชน จึงเรียกหัวหน้าเผ่าชนต่าง ๆ มาประชุม เพื่อหาผู้สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วม ในที่สุด “กุ่น”ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ทำหน้าที่นี้ “กุ่น” รับคำสั่งนี้ไว้ ต่อหน้าอุทกภัยที่ร้ายแรง เขาขบคิดตั้งนาน จึงนึกถึงสุภาษิตจีนประโยคที่ว่า “พลทหารมานายพลต้าน น้ำไหลมาดินกั้น” จากประโยคนี้ เขาได้แนวความคิดที่ดีคือ สร้างทำนบล้อมรอบหมู่บ้าน ก็จะสามารถป้องกันไม่ให้น้ำท่วม หมู่บ้านได้ แต่ว่า ที่ไหนก็มีแต่น้ำป่าไหลหลาก จะไปหาก้อนหินและดินที่ใดมาสร้างทำนบได้เล่า ขณะที่“กุ่น” กำลังกลุ้มใจอยู่นั้น มีเต่าวิเศษตัวหนึ่งคลานขึ้นมาจากน้ำและบอกว่า “บนสวรรค์มีสิ่ง วิเศษชนิดหนึ่งเรียกว่า ซีหรั่ง ถ้าเธอได้ซีหรั่งแล้ว โปรยไปสู่พื้นพิภพ ซีหรั่งก็จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นเนินสูงและตั้งเป็นเขื่อนกั้นน้ำ ” “กุ่น”ฟังแล้วดีใจมาก จึงลาเต่าวิเศษตัวนั้น เดินทางไปภาคตะวันตกที่ไกลแสนไกล

ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามานานวัน “กุ่น” จึงไปถึงภูเขาคุนหลุนที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกและพบเทพเจ้า เขาอ้อนวอนขอเทพเจ้าประทานซีหรั่งให้ เพื่อนำไปต้านภัยน้ำหลาก ช่วยชีวิตของชาวบ้าน แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ “กุ่น”ห่วงใยทุกข์สุขของชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อนจากอุทกภัย จึงถือโอกาสที่องครักษ์ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ ไปขโมยสิ่งวิเศษที่เรียกว่า “ซีหรั่ง” จนสำเร็จ เมื่อ “กุ่น” กลับถึงประเทศตนที่อยู่ทางตะวันออก ก็รีบนำซีหรั่งโปรยในน้ำ อย่างที่เต่าวิเศษตัวนั้นพูด พอโปรยซีหรั่งในน้ำ ซีหรั่งก็เติบโตขึ้นรวดเร็ว น้ำขึ้น1เมตร ซีหรั่งก็โตขึ้น 1 เมตร น้ำขึ้น 10 เมตร ซีหรั่งก็ขึ้น 10 เมตร ไม่นาน น้ำก็ถูกกั้นอยู่นอกเขื่อน ชาวบ้านที่พ้นจากอุทกภัยดีใจมาก ทุกคนรีบทำไร่ไถนา เพื่อชดเชยความเสียหายจากภัยน้ำท่วม

เทพเจ้าทรงทราบเรื่องที่ “กุ่น” ขโมยซีหรั่งไป จึงมีโองการให้ทหารสวรรค์ไปเอาซีหรั่งกลับคืนมา เมื่อซีหรั่งถูกนำไปจากพื้นพิภพแล้ว น้ำป่าไหลหลากจึงทำลายเขื่อน น้ำท่วมไร่นา ชาวบ้านเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก กษัตริย์เหยาทรงกริ้วมาก พระองค์ตรัสว่า “กุ่นรู้จักแต่สร้างทำนบกั้นน้ำอย่างเดียว เจ้าไม่รู้ว่า ถ้าทำนบพังลงแล้ว จะสร้างภัยที่ร้ายแรงกว่า ไปแก้ปัญหาอุทกภัย 9 ปีก็ยังไม่สำเร็จ น่าจะลงโทษประหารชีวิต” กษัตริย์ “เหยา” โปรดให้ขัง “กุ่น” ที่เขาอวี่ซันสามปีและประหารชีวิตเสีย ก่อนถูกลงโทษ กุ่นก็ยังคิดถึงชาวบ้านที่เดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม

อีก20ปีต่อมา กษัตริย์เหยาได้โอนราชบัลลังก์ให้ “ซุ่น” กษัตริย์“ซุ่น”ให้“ต้าอวี่”บุตรของกุ่นไปแก้ปัญหาอุทกภัยต่อ เทพเจ้าก็ ประทานซีหรั่งให้ต้าอวี่ ตอนแรก ต้าอวี่ก็ใช้วิธีสร้างทำนบกั้นน้ำเช่นเดียวกับบิดา แต่เมื่อทำนบ สร้างเสร็จแล้ว น้ำที่ถูกกั้นไว้กลับรุนแรงกว่า ทำนบมักจะถูกซัดกระหน่ำจนพังลงมา ทดลองมาหลายครั้ง ต้าอวี่จึงได้รู้ว่า “การแก้ปัญหาอุทกภัย วิธีกั้นอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องควบคู่กับวิธีการระบายน้ำด้วย” ต้าอวี่จึงให้เต่าวิเศษตัวหนึ่งขนซีหรั่ง ตามเขาไป ไปถึงพื้นที่ต่ำ ก็ใช้อิทธิฤทธิ์ของซีหรั่งทำให้ที่อยู่อาศัยของชาวบ้านเป็นเนินสูง พร้อมกันนี้ เขาอาศัยการนำร่อง ของมังกรวิเศษตัวหนึ่ง นำชาวบ้านไปขุดคลองระบายน้ำให้ไหลลงสู่ทะเล

เล่ากันว่า ต้าอวี่ใช้อิทธิฤทธิ์ของตนผ่าภูเขา หลงเหมินเป็นสองส่วน ให้น้ำในแม่น้ำเหลืองไหลจากหน้าผา ไปสู่ข้างล่าง กลายเป็นช่องแคบหลงเหมิน ต้าอวี่ยังผ่าภูเขาที่อยู่ระหว่างทางระบายน้ำให้เป็นหลายส่วน น้ำจึงไหล เลี้ยวลดคดเคี้ยวไปสู่ทะเลตุงไห่ ทั้งนี้ก็เป็นที่มาของช่องแคบ “ซานเหมิน” นานแสนนานมาแล้ว ช่องแคบหลงเหมินกับช่องแคบซานเหมินล้วนเป็นสถานที่ ที่ขึ้นชื่อลือชาเพราะ น้ำไหลเชี่ยวและมีทัศนียภาพสวยงาม

เรื่องราวเกี่ยวกับต้าอวี่แก้ปัญหาอุทกภัยยังมีมากมายหลายเรื่อง เล่ากันว่า ต้าอวี่แต่งงานได้เพียง 4 วันก็รับคำสั่งไปแก้ปัญหาน้ำท่วม ในช่วงเวลา 13 ปี เขาผ่านหน้าบ้านสามครั้ง แต่ไม่เคยเข้าบ้านเลย ครั้งหนึ่ง ขณะที่เขาผ่านหน้าบ้านนั้น ภรรยาเขาได้คลอด ลูกชายชื่อ ”ฉี่” พอดี แม้ต้าอวี่ได้ยินเสียงร้องไห้ของทารกแล้ว แต่ก็อดกลั้นใจไว้ไม่แวะเข้าบ้านของตนเขาอดทนต่อความยากลำบากและความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเป็นเวลานาน ต้าอวี่จึงประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาอุทกภัย แม่น้ำ สายใหญ่มีทางระบายน้ำ ลำธารสายน้อยสายใหญ่บรรจบกันไหล ไปสู่ทะเล ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข เพื่อขอบคุณต้าอวี่ ประชาชนจึงเคารพนับถือต้าอวี่เสมือนหนึ่งกษัตริย์ กษัตริย์ซุ่นก็ทรงยกราชบัลลังก์ให้ต้าอวี่ เนื่องจากเขาได้สร้างคุณ งามความดีในการพิชิตอุทกภัย

ในสังคมสมัยดึกดำบรรพ์ที่กำลังการผลิตค่อนข้างต่ำ ประชาชนร่วมแรงร่วมใจต่อสู้กับน้ำป่าไหลหลาก เทพนิยายก็แสดง ให้เห็นความปรารถนาที่จะพิชิตภัยธรรมชาติของประชาชน “กุ่น”กับ “ต้าอวี่”จึงเป็นวีรบรุษตัวแทนที่แสดงถึงความปรารถนา ของประชาชน ในเทพนิยายดังกล่าวนี้ ประสบการณ์และอุปสรรคต่าง ๆ ในกระบวนการแก้ปัญหาอุทกภัยของ “กุ่น”และ“ต้าอวี่”ก็เป็นประสบการณ์ในการต่อสู้กับภัยน้ำท่วมของตน ตามบันทึกในประวัติศาสตร์ บรรพบรุษของเราอาศัยภูมิปัญญา และประสบการณ์ของตน สรุปวิธีการจัดการปัญหาอุทกภัยคือ ต้องสร้างทำนบกั้นและขุดคลองระบายน้ำ เทพนิยายเกี่ยวกับ การแก้น้ำท่วมของ “กุ่น”และ “ต้าอวี่”ก็เล่าขานกันมาจนบัดนี้

ภาพ//wikipedia.org
เรื่อง//CRI/ChinaABC

รอบรั้ว บ้านที่ต้องซ่อมแซมและพัฒนา

Wednesday, October 13, 2010

ครูได้ดูหนังเพราะเกิดไปเจอเข้าโดยบังเอิญหลายๆครั้ง จบแล้วก็แล้วไปเป็นส่วนมาก แต่บางเรื่องต้องจำเอาไว้ วันหลังถ้ากลับมาฉายอีกก็จะได้ตั้งใจดู วันนี้มีหนัง 2 เรื่อง ที่ครูดูแล้วแม้จะไม่ปะติดปะต่อเท่าไหร่ ก็พอจะมีเรื่องราวให้เอามาคิดได้ เรื่องที่ได้ดูคือ Invictus ที่ดำเนินเรื่องในประเทศอัฟริกาใต้ อีกเรื่องคือ The perfect catch (Fever pitch) เป็นหนังรัก- ตลกของอเมริกัน ทั้งสองเรื่อง เนื้อหาก็ไม่มีอะไรสำคัญมาก หากแต่ว่าเบื้องหลังบางอย่างในเรื่อง ที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยนั่นที่สำคัญกว่า

ในเรื่อง Invictus อินวิคตัส ไร้เทียมทาน ชื่อในภาษาไทย เรื่องจะพูดถึงการแข่งรักบี้ซึ่งอัฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพในปี 1995 ในขณะนั้นยังมีการเหยียดผิวอย่างรุนแรงอยู่ แมนเดลลาเอง อยากให้คนในประเทศลืมเรื่องในอดีตกันให้หมด แล้วก็ร่วมกันสร้างประเทศให้เจริญต่อไป เขาจึงสนับสนุน ให้กำลังใจทีมรักบี้ของอัฟริกาใต้ ผู้เล่นส่วนมากเป็นคนผิวขาว ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะเก่งกาจอะไรนัก การให้กำลังใจนั้น เป็นส่วนสำคัญในการต่อสู้กับทีมตรงข้าม ซึ่งทีมที่สำคัญคือทีม All blacks จากนิวซีแลนด์ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งการที่จะปรองดองให้คนอัฟริกาใต้ซึ่งเป็นคนผิวดำส่วนมากเลิกเกลียดชังคนผิวขาว ที่ทำให้เห็นในหนังก็คือ ส่งทีมรักบี้ไปสอนเด็กนักเรียนให้เล่นกีฬานี้ เหมือนกับยื่นมือคนผิวขาวให้คนดำจับมือเอาไว้ กีฬาเป็นเครื่องประสานใจของคนในชาติ เพราะนักกีฬาต้องสู้ให้กับประเทศที่เป็นของทุกคน ไม่ว่าผิวดำหรือขาว ที่สำคัญการให้กำลังใจกับทีมรักบี้ของเมนเดลาก็คือเล่าเรื่องที่ตัวเองติดคุกอยู่ 27 ปี.....อะไร....เป็นแรงขับ อะไร...เป็นแรงบันดาลใจให้เขาอดทนยืนรอคอยได้ถึงขนาดนั้น เขากล่าวถึงบทกวีชิ้นหนึ่งของชาวอังกฤษที่เขียนโดย William Ernest Henley บทกวีชิ้นนั้นคือ Invictus ซึ่งอันที่จริงน่าจะแปลตามความรู้สึกว่า ไม่ยอมแพ้เสียมากกว่า เพราะเป็นแรงขับเคลื่อนของจิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ เป็นบทกวีที่ทำให้แมนเดลลาฮึดสู้

Invictus

Out of the night that covers me,
Black as the pit from pole to pole,
I thank whatever gods may be
For my unconquerable soul.

In the fell clutch of circumstance
I have not winced nor cried aloud.
Under the bludgeonings of chance
My head is bloody, but unbowed.

Beyond this place of wrath and tears
Looms but the Horror of the shade,
And yet the menace of the years
Finds and shall find me unafraid.

It matters not how strait the gate,
How charged with punishments the scroll,
I am the master of my fate:
I am the captain of my soul.

หนังจบลงด้วยดี จะเห็นคนทั้งประเทศดีใจ ไชโยโห่ร้องไปทั่วประเทศเมื่อเห็นทีมของตัวเองชนะ หนังเรื่องนี้สอนเราให้ต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ แม้ว่าดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ คือความปรองดองของคนในประเทศ การแข่งขันรักบี้ แต่ท้ายสุด ความปรองดองของคนในชาติก็มีให้เห็น ทีมรักบี้ก็คว้าถ้วยชนะเลิศไปครองได้...อยากให้ไปดูนะคะ แล้วเอามาคิด การปรองดองของคนในชาติ คนไทยเราไม่น่าจะรุนแรงเหมือนกับประเทศอัฟริกาใต้ นั่นมันคนละเผ่าพันธุ์ คนของเรานี่เชื้อชาติเดียวกัน ภาษาเดียวกัน ไม่ได้ต่างอะไรกันเลย คิดให้ได้...ว่าแตกแยกกันเพราะอะไร...ขอแค่คิดอย่างเดียว...ตั้งสติให้ดี อย่าเชื่อใครง่ายๆ ยิ่งนักปลุกระดมแล้ว...ต้องตั้งคำถามในใจของตัวเองให้มาก...กาลามสูตร เรื่องอย่าเพิ่งเชื่อ...ต้องเอามาประกบกับคำที่เข้าหูทุกครั้ง...พวกนี้เก่งเกินคนธรรมดาอยู่แล้วในการโน้มน้าวใจ…

อีกเรื่องหนึ่งคือ The perfect catch เป็นเรื่องของคนที่ชื่นชอบกีฬาที่เป็นทีมของตัวเอง ถ้าจะเทียบกับกีฬาบ้านเราก็คือ ฟุตบอล ที่เรามีสโมสรของจังหวัดทั่วประเทศ อย่างอุดรธานีก็มีทีมของเราอยู่ คืออุดรธานี เอฟซี (ยักษ์แสด) เมื่อก่อนชื่อ อุดรไจแอนท์เสียด้วย ครูเคยเขียนไปครั้งหนึ่งแล้ว เพราะไม่เห็นด้วยที่จะตั้งชื่อไจแอนท์ หรือแม้แต่ยักษ์แสดก็เถอะ เพราะท้าวเวสสุวรรณท่านไม่ใช่เป็นยักษ์ธรรมดา ท่านเป็นท้าวจตุโลกบาล เป็นผู้คุ้มครองดูแลโลกมนุษย์ คนจีนนับถือท่านเป็นไฉ่ซิ่งเอี้ย เป็นเทพแห่งขุมทรัพย์ เป็นมหาเทพแห่งความร่ำรวยทีเดียว แล้วเรามาเรียกท่านว่ายักษ์แสดเสียเฉยๆ ครูเคยคิดว่าจะเดินไปบอกสักวัน ขอเสนอว่าให้เปลี่ยนเป็นทีม The Guardian แทน ความคิดเห็นก็คือคงอยากจะตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษกัน เพราะดูทีมไหนๆก็เอาแต่ภาษาอังกฤษกันหมด ครูก็คิดว่า ผู้คุ้มครองที่ตรงกับภาษาอังกกฤษก็คือ The guardian ตรงตัวเลย นอกเรื่องไปเยอะแล้ว กลับไปที่หนังเรื่อง The perfect catch กันต่อ เรื่องนี้ กีฬาเป็นชีวิตจิตใจของคนอเมริกันอย่างที่เรานึกไม่ถึง เมืองบอสตันเป็นเมืองหลวงของรัฐแมสซาจูเซตส์ มีทีมเบสบอล เรด ซอคส์ ที่ยืนยงมาตั้งแต่ปี 1901 นั่นก็ฝังรากลึกลงไปไม่รู้ว่ากี่รุ่นแล้ว จะเห็นว่าคนที่เข้าไปชมการแข่งขันนั่นแน่นสนามทุกครั้ง เพราะเขาถือว่านั่นเป็นทีมของเขา เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมทีเดียว และตั้งกันเป็นชนชาติเรด ซอคส์ (ชื่อทีม) เก้าอี้ที่นั่งชมในสนามส่วนหนึ่งก็เป็นเหมือนกับมรดกกันทีเดียว ถ่ายทอดกันมา ทีนี้อะไรในหนังเรื่องนี้ที่สอนให้หันมาดูตัวเราเองบ้าง ความรักค่ะ ความรักอย่างแน่นแฟ้น...ในทีมของตัวเอง...เราได้สร้างความรักในทีมของเราบ้างหรือเปล่า มีใครไปดูทีมของจังหวัดเราบ้าง แน่นสนามบ้างมั๊ย...ทีมเราแข่งชนะแล้ว ได้แห่ทีมให้ชาวเมืองได้ดีใจกันบ้างหรือเปล่า...ครูไม่เคยเห็นเลยนะ ในสนามก็ดูโหรงเหรงเต็มที....แล้วเราจะปลูกความรักในกีฬาของคนในจังหวัดได้อย่างไร...ยาก..ยากมากกกกค่ะ....จุดเริ่มต้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก....เราไม่เห็นการแข่งขันแบบเหย้าเยือนของโรงเรียนต่างๆ (ซึ่งจำเป็นต้องมี) เราไม่ได้เห็นการเอาใจใส่อย่างจริงจังเลย ที่ทำอยู่นี่ ดูเหมือนจะทำเพื่อเงิน เพื่ออาชีพนักฟุตบอล เลยตั้งเป็นสโมสรกันขึ้นมา มีนายทุน มีผู้จัดการทีม หานักกีฬาแบบซื้อๆขายๆกัน ฯลฯ....เอาละนั่นก็เป็นจุดหมายปลายทางที่ใครๆก็อยากจะเห็น แต่ต้นทางล่ะ...หันกลับไปดู ครูว่ามีแต่ความเวิ้งว้างว่างเปล่า ไม่มีที่มา...เรากลับไปเริ่มต้นได้ค่ะ เริ่มตั้งแต่เด็กๆกันเลย นับหนึ่งกันตั้งแต่วันนี้ แล้วเราก็จะได้พลเมือง...ชาวอุดรธานีที่ใส่ใจต่อทีมกีฬาของเขาเองตามมา...เอาละครูไม่ได้เล่าเรื่องหนังให้ฟัง อยากให้ไปหาดูกันเอง สนุกกว่าครูเล่าให้ฟังแน่ๆ...หนังจบแล้ว ก็หันมาดูตัวเราเองบ้าง เผื่อเห็นมุมมองที่ต่างออกไป และจะได้กลับมาพัฒนากีฬาบ้านเราได้ค่ะ

รอบรั้ว ทางเดินขึ้นวัด

Saturday, September 25, 2010

เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ
ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา
เอตญฺหิ ตุมฺเห ปฏิปชฺชถ
มารสฺเสตํ ปโมหนํ


มีทางนี้เท่านั้น ไม่มีทางอื่น
ที่จะนำไปสู่ความบริสุทธิ์แห่งทัศนะ
พวกเธอจงเดินตามทางนี้เถิด
ทางสายนี้พญามารมักเดินหลงเสมอ


This is the only way;
None other is there for the purity of vision.
Do you enter upon this path,
Which is the bewilderment of Mara.

ครูชอบธรรมบทตอนนี้มาก เคยคิดเสมอว่า จะทำเป็นป้าย เขียนธรรมบทบทนี้ไว้ตามทางขึ้นวัด ด้านหน้าบ้านสวนของครู จะทำเป็นภาษาไทย อังกฤษและจีน สำหรับภาษาจีนนั้น ครูใช้ Google Translate แปลไว้แล้ว แต่ก็ไม่ไว้ใจ เลยส่งธรรมบทอันนี้ให้กับพระจีนที่อยู่ไต้หวันที่พ่อบ้านครูรู้จัก และยังติดต่อกันเสมอให้แปลให้ ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ ขาลงจากวัดก็น่าจะทำป้ายทำนองนี้ด้วย แต่ให้อยู่ในด้านตรงกันข้ามกับป้ายแรก

วาจานุรกฺขี มนสา สุสํวุโต
กาเยน จ อกุสลํ น กยิรา
เอเต ตโย กมฺมปเถ วิโสธเย
อาราธเย มคฺคํ อิสิปฺปเวทิตํ ฯ

ครูว่าน่าจะสวยแล้ว ซึ่งอันที่จริงทางที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้คือ มรรคมีองค์8 ซึ่งเป็นทางสายหลักที่ท่านทรงแนะเอาไว้ อย่างไรก็ตามในธรรมบท คำที่ทำให้ครูตาเบิกโพลงก็คือคำว่า “ทางสายนี้พญามารมักเดินหลงเสมอ” ทางเข้าวัดของหลวงปู่อยู่หน้าบ้านของครูเอง!!! (อันที่จริงก็ผ่านมาทุกบ้านนั่นแหละ) แต่คนที่เดินทางไปวัดนี้ ถือว่ามาถูกทางแล้ว

ทีนี้มาถึงทางขึ้นวัดนาหลวง (อภิญญาเทสิตธรรม) ที่อ.บ้านผือ จ. อุดรธานี ตอนนี้เป็นถนนคอนกรีตแล้ว ตั้งแต่ปากทางถนนสายหลักถึงประตูวัดเลย จากที่เคยเดินลุยโคลนกันมา ที่ครูเคยเขียนบรรยายถึงความลำบากเอาไว้ มาบัดนี้ไม่ต้องมาแบบผจญภัยอีกต่อไป แต่ว่าในอนาคตก็ต้องคอยดูกันอีก เพราะทุกอย่างช่างไม่เที่ยงแท้แน่นอนเลยจริงๆ เป็นอนิจจัง ที่ครูได้เห็นในตอนนี้ก็มีหลายช่วงที่ยังต้องซ่อมกันอีก ซึ่งก็มีนับ 10 จุด ที่เริ่มเห็นรอยแตก แต่อย่างไรก็ตามก็ยังดีกว่าที่จะลุยโคลนในหน้าฝน สูดฝุ่นแดงในหน้าร้อน ขอชวนให้ทุกคนมาฟังธรรมของหลวงปู่ทองใบ ที่มีประจำทุกวันเสาร์ที่สองของเดือนกันนะคะ

รอบรั้ว การเมือง เรื่องศักดิ์ศรีของประเทศ

Friday, September 24, 2010


ครูตั้งใจตั้งแต่ต้นว่าจะไม่เขียนเรื่องการเมือง จะพูดแต่เรื่องประชาธิปไตย ศาสนา ไม่เอาเรื่องหนักๆมาเขียน แต่ปัจจุบันดูท่าจะเลี่ยงไม่ได้ เราทุกคนต้องมีเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการเมืองตลอด ทุกวัน จะมีนักการเมืองทำเรื่องให้เราต้องมาคิดพินิจพิเคราะห์ไม่จบสิ้น ซึ่งล้วนแต่ผลประโยชน์ของนักการเมืองเองทั้งนั้น ดูจะไม่มีใครหวนกลับมาดูว่าประเทศชาติจะได้รับผลของความเสียหายอย่างไร หาช่องที่ตัวเองจะได้กลับสู่อำนาจ ตอดเล็กตอดน้อยก็ทำกันไป ดูๆไปแล้วประชาชน ,ประเทศชาติเป็นของเล่น ที่พวกนักการเมืองจะมาจับให้เดินทางไหน ได้ทั้งนั้น

เมื่อวานที่นายตำรวจใหญ่ยอมประกาศไม่รับตำแหน่ง ครูถือว่าเป็นเรื่องของการแสดงน้ำใจอย่างที่นักการเมืองควรจะเอาเป็นตัวอย่าง เขารู้ตัวว่า ตัวเขาเป็นเหตุของปัญหาของชาวไทยมุสลิมที่จะไปแสวงบุญ เขาก็วางตัวเขาไว้ในที่ๆเราเองหวังเอาไว้ ตรงตามที่คาดเอาไว้ สามัญสำนึกในความรับผิดชอบชั่วดีนั้น มีครบถ้วน เขาจะผิดจริงหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องพิสูจน์กันต่อ ถ้าคณะที่รับงานไม่ทำงานแบบที่เคยเป็นมาเหมือนครั้งที่แล้วๆมา ซึ่งครูเชื่อว่ารัฐบาลนี้พยายามทำอย่างสุดกำลังแล้ว แต่เรายังมีนักการเมืองอีกพวกหนึ่งที่พยายามจุดไฟในเมือง หาโยงเรื่องต่างๆเข้าไว้ ไม่ให้เราเดินไปข้างหน้าได้ สร้างปัญหาให้กับประเทศ นักการเมืองเหล่านั้นล้วนแต่คอยจุดประเด็น จุดไฟ ชักศึกเข้าบ้าน ซึ่งหนังสือพิมพ์ต่างๆก็ลงข่าวอยู่เป็นประจำ คำถามที่ว่า นักการเมืองเหล่านั้นเป็นคนไทยหรือเปล่า ก็ชวนให้คิด

มาเมื่อเช้าภาคเอกชนก็ออกมาระบุว่าการส่งออกสินค้าของไทยจะได้ผลกระทบ ความเสียหายที่จะได้รับจากประเทศซาอุดิฯประเทศเดียว 3 แสนกว่าล้าน ผู้ส่งออกไทย 10 ราย มีปัญหาที่รัฐบาลซาอุดิฯไม่ประทับตราผ่านสินค้า บอกต่อไปว่าปัจจุบันนี้เราได้รับทุนจากอาหรับเข้ามาลงทุนในตลาด ซึ่งเป็นเม็ดเงินมหาศาล หากมีปัญหาเราจะเสียโอกาส แถมยังต่อไปอีกว่าถ้ารัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ รับรองว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสูญพันธุ์ในภาคใต้ ฟังดูแล้วก็น่ากลัว และคงจะลืมไปหน่อยว่า คนภาคใต้นั้นเขามั่นคง รักพวกพ้องเป็นอย่างยิ่งพรรคประชาธิปัตย์ วางฐานเอาไว้มั่นคง คงจะไม่สูญพันธุ์แบบที่ว่า ครูว่า ประชาธิปัตย์ น่าจะแข็งขึ้นกว่าเดิมเสียอีก เพราะความเห็นอกเห็นใจ ที่เรียกว่าคะแนนสงสารจะเทให้ไปเต็มๆ ภาคเอกชนที่ส่งออกเขาก็กลัวไปว่าประเทศซาอุดิฯ ซึ่งเป็นลูกพี่ใหญ่ในโลกมุสลิม มีสมาชิกอยู่ 57 ประเทศ จะรวมกันบอยคอต ไม่ร่วมทำการค้าด้วย...นึกแต่เรื่องเงิน...ไม่ได้นึกนึกถึงศักดิ์ศรีของประเทศชาติเลย ถ้าเทียบกับจิตใจของคนญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว ทาบกันไม่ติด พระจักรพรรดิของญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม พร้อมกับความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่า จะสร้างชาติใหม่ให้แข็งแรงกว่าเดิม ให้โลกได้เห็น ได้ยกย่อง พวกที่ไม่ยอมแพ้โดดน้ำฆ่าตัวตาย 300 ศพในทันที นั่นคือความเด็ดเดี่ยวของเขา แล้วเป็นไง...เดี๋ยวนี้ญี่ปุ่นเจริญไม่เป็นรองใคร แล้วเราล่ะ เห็นแก่ศักดิ์ศรีของประเทศหรือเปล่า หรือมองแต่ผลประโยชน์อย่างเดียว

เรื่องที่ภาคเอกชนกลัวเรื่องโลกมุสลิมจะบอยคอต แม้แต่คนที่ทำงานอยู่ในด้านศาสนา ซึ่งก็เป็นอดีตนักการเมืองก็ออกมาพูดเหมือนๆกัน ส่งไม้ต่อเหมือนวิ่งผลัด 4 คูณ 100 รับไม้กันแบบไม่พลาด ไม่ได้เสนอแนะเลยว่าจะทำอย่างไร ออกความเห็นด้านดี ไม่มี เหมือนอยากเห็นประเทศไทยล้มลงต่อหน้า... “ถ้าฉันไม่ได้อย่างที่ฉันต้องการ ก็อย่าหวังว่าจะอยู่กันอย่างสงบ” คำพูดคล้ายๆอย่างนี้รู้สึกเคยได้ยิน หรือเขามีความคิดอย่างนั้นจริงๆ นักการเมืองจากภาคใต้ที่เป็นมุสลิมอีกคนก็ออกมาบอกว่า ให้เร่งสะสางคดีเพชรซาอุฯ และคดีอุ้มฆ่านักการทูตและนักธุรกิจของประเทศซาอุฯ ซึ่งก็ยืดเยื้อมา 20 ปีแล้ว....20 ปี เรามีรัฐบาลผ่านไปแล้วกี่รัฐบาล พรรคไหนๆก็ได้ร่วมอยู่ในเวลา 20 ปีนั้นกันทุกพรรค ก็ในอดีต ไม่เห็นว่าจะก้าวหน้าไปถึงไหน ศาลเองก็ได้ตัดสินไป ตามหลักฐานไปทุกอย่าง ตำรวจชงกาแฟให้ศาล ศาลก็ต้องบอกว่านี่มันกาแฟ ตำรวจชงชาขึ้นไป ไม่ว่าจะผ่านมืออัยการหรือศาลก็ต้องบอกว่า นี่มันคือชา...ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พรรคการเมือง...มันอยู่ที่คนชง คนค้นหาหลักฐาน และหลักฐานตัวนั้นยังมีเหลือให้ดมอยู่หรือไม่ต่างหาก จากนี้เป็นต้นไป เราเองก็ต้องมาตั้งสติกัน ทุกข์ของประเทศซาอุฯ คืออะไร (เพชรซาอุ และคดีอุ้มฆ่าคนของเขา)...เราจะแก้ให้ได้อย่างไร...(ตำรวจได้ค้นหาหลักฐานกันจริงๆหรือไม่...ไม่ใช่แค่บัตรสนเท่ห์) แล้วทุกข์ของเราที่มีต่อซาอุฯ คืออะไร...(การค้า..การศาสนา...ฯลฯ) ซึ่งมันพันกันตลอด แก้ปมทุกข์ให้เขาไม่ได้ เราก็แก้ปมเราไม่ได้เหมือนกัน

ครูจะลืมๆเรื่องนักการเมืองหลายๆคนที่คอยจุดประเด็น จุดไฟว่อนไปทุกที่ค่ะ ไม่ว่าจะไปเดินเรื่องที่เขมร ไปรัสเซีย ไปซาอุฯ แล้วว่าจะไปมาเลเซีย...มันเป็นสะเก็ดไฟไปทั่วแล้วค่ะ

ภาพประกอบ//http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1597409

รอบรั้ว การเมือง เรื่องศาสนา

Wednesday, September 22, 2010


ครูฟังข่าวที่สถานทูตซาอุดิ อเรเบีย ได้ออกมาบอกว่าไม่สามารถออกวีซ่าให้กับไทยมุสลิมไปประกอบพิธีฮัจญ์ ที่เมืองเมกกะให้ทันได้ เพราะเจ้าหน้าที่ลาหยุดพัก ออกวีซ่าให้ไม่ทัน คิดแบบชาวบ้านก็พอจะรู้ทัน ไม่จำเป็นต้องเป็นให้นักการเมืองออกมาพูดแบบนักการเมือง ให้พวกชาวบ้านต้องตีความกันอีก จริงๆแล้ว เราเองก็ต้องเห็นใจประเทศซาอุดิ อเรเบียสักนิด เพราะเราไปสร้างเวร สร้างกรรม กับประเทศเขา คนของเขาไว้มาก ครูไม่อยากเอ่ยชื่อคนไทยที่ไปขโมยเพชรจากพระราชวังของเขา แต่นั่นก็ทำให้เราต้องเสียโอกาสในการส่งคนงานไทยไปขุดทองที่ซาอุฯ สูญเสียเงินไปไม่รู้ว่าจะนับได้หรือเปล่า เพราะไม่เห็นใครออกมาพูด นั่นเราไปผิดศีล 5 ข้อที่ 2 ไปแล้ว กรรมที่ได้รับก็เฉลี่ยไปกันทั้งประเทศ คนอิสานและคนภาคเหนือ ซึ่งเป็นแรงงานส่วนใหญ่ เจ็บมากกว่าใครๆ ยังไม่พอ เรายังมาผิดศีลซ้ำซ้อนอีก ทั้งปาณาฯ ทั้งมุสาฯ ทั้งอทินนาฯ และศีล ฯลฯ อีก ซึ่งก็ยังมีตำรวจต้องรับกรรมอยู่ในคุกอยู่ เรื่องที่หนัก ฆ่านักการทูต 2 ปี 4 ศพ แล้วก็อุ้มฆ่านักธุรกิจของเขาอีก ซึ่งก็โยงมายังตำรวจ (อีกแล้ว!!!!) ตอนนี้ก็ต้องมาแสดงความรับผิดชอบ เพราะตัวเองเป็นตัวต้นเหตุแห่งทุกข์ของชาวไทยมุสลิม ที่ต้องไปแสวงบุญที่เมืองเมกกะ นายตำรวจใหญ่จะผิดหรือไม่ ไม่มีใครรู้ ตัวของเขาเองรู้อยู่เต็มอก แต่เรื่องก็ยุติไปแล้ว...ไม่ผิดเพราะไม่มีหลักฐาน มีแค่บัตรสนเท่ห์ ซึ่งอุปทูตซาอุฯ เขาคิดไม่เหมือนกับเรา....ก็ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ครูไม่ทราบว่า เขามีกฎ “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” หรือไม่ ซึ่งปุถุชนธรรมดาย่อมไม่คิดอยู่ในสมองอยู่แล้ว ยิ่งถ้าดูหนังจีนกำลังภายในแล้วละก็ “แก้แค้นรอได้ 10 ปี ไม่สายเกินไป” ก็ต้องรอคอยกันถึงวันนี้ละค่ะ

เรื่องการเมืองโยงมาหาศาสนานี่ เกินความคาดหมายของครู เพราะมันไม่เห็นจะเกี่ยวกันสักนิด อย่างน้อยก็ให้ความเคารพในคำสอนของศาสดา และให้ความนับถือในสิทธิของการเป็นชาวมุสลิม ไปแสวงบุญโดยไม่มีข้อโต้แย้งอยู่แล้ว จะเป็นรอยด่างในศาสนาหรือไม่ ควรที่ทุกคนเอาไปคิดเป็นการบ้าน ศาสนาควรอยู่ที่ใจ ควรอยู่ที่การปฏิบัติตามคำสอนอย่างครบถ้วน เอาละคำสอนจะเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ วัตรปฏิบัติต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เป็นหนังประวัติศาสตร์ของอินเดียในยุคฮินดูสถาน ช่วงศตวรรษที่ 16 ยุคที่ราชวงศ์โมกุล ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่นับถืออิสลาม และทำสงครามชนะไปทั่ว ตรงกับสมัยของ จักรพรรดิ จาลาลาดิน โมฮัมหมัด อักบาร์ ชาวอินเดียในสมัยนั้นขนานนามพระองค์ว่า อักบาร์มหาราช (Akbar the Great) ก่อนที่พระองค์ได้รับการขนานนามนั้น พระองค์ได้เสด็จประพาส โดยการปลอมตัวเข้ากับชาวบ้านไปสืบเสาะ เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของชาวเมือง ซึ่งก็เป็นชาวฮินดู ที่พระองค์รับทราบก็คือ การที่ชาวฮินดูจะไปแสวงบุญต้องจ่ายภาษีให้กับทางราชการ ซึ่งชาวฮินดูไม่พอใจ หาว่าพระองค์ไม่เป็นพวกเดียวกัน อีกทั้งพระชายาของพระองค์ที่ตั้งขึ้นเป็นพระจักรพรรดินีนั้น ไม่ยอมกลับเข้าวัง ซึ่งพระนางได้ตั้งข้อแม้ขึ้นว่า พระองค์ต้องชนะใจของพระนางเสียก่อน เมื่อพระจักรพรรดิเข้าไปประชุมเหล่าขุนนาง พระองค์ก็ให้ยกเลิกเก็บภาษีทางด้านศาสนาของชาวฮินดูเสีย โดยไม่ต้องกังวลถึงรายได้ท้องพระคลัง มีที่ปรึกษาของพระองค์คัดค้าน พระองค์ก็บอกกับขุนนางท่านนั้น ให้ไปแสวงบุญที่เมกกะเป็นการถาวรเสียเลย ครูเล่าเท่าที่จำได้ เพราะดูหนังเรื่องนี้มาเป็นเดือนแล้ว จำไม่ค่อยได้ หลังจากที่ยกเลิกภาษีที่ว่านั่นแล้ว ชาวเมืองก็พร้อมกันออกมา (แบบหนังอินเดียขนานแท้...รำกันแบบเถิดเทิงทีเดียว) ถวายพระนามว่า เป็นมหาราช และหนังก็จบแบบสมบูรณ์คือพระจักรพรรดินีก็เสด็จกลับมาประทับ (อยู่) กับพระองค์

จะเห็นว่าแม้ในสมัยโบราณที่ศาสนาเป็นเรื่องที่ต้องเคารพ บวกกับ ต้องยำเกรง เขาก็ไม่เอาการเมืองเข้ามายุ่ง แม้จะมีเพราะคนที่มีอำนาจมักทำตามอำเภอใจ แต่เพื่อความถูกต้อง เป็นธรรม เรื่องนี้ก็จะได้รับการแก้ไขในที่สุด มาสมัยนี้เราเองก็ต้องคอยดูต่อไป แต่โชคดีของชาวไทยมุสลิม ช่วงที่ครูกำลังเขียนอยู่นี่ ท่านนายพลตำรวจออกมาแถลงไม่รับตำแหน่งแล้ว และพร้อมกันนั้นทางสถานทูตซาอุดิฯ ก็ได้ออกวีซ่าให้แล้วด้วยค่ะ....แถมให้อีกนิด เมืองจาลาลาบัดในอัฟกานิสถาน ตั้งเป็นชื่อเมืองให้เป็นเกียรติแด่ท่านจักรพรรดิจาลาลาดินค่ะ

รอบรั้ว ครอบครัวอบอุ่น

Friday, September 17, 2010


เมื่อวันก่อนครูได้พูดเรื่องการจูงมือเด็กเข้าวัด ยกตัวอย่างครอบครัวหนึ่งที่เอาลูกมาวัดเป็นประจำ เมื่อวันเสาร์ที่ 11 กันยายน 2553 ครูได้เจอครอบครัวนี้ มากันทั้งบ้านทีเดียว หลวงปู่ทองใบจะดีใจเป็นอย่างมาก เมื่อท่านเห็นมาวัดกันทั้งครอบครัวแบบนี้ ท่านมักพูดเสมอว่า “เป็นครอบครัวอบอุ่น” ที่จูงลูกหลานเข้าวัดแบบนี้ ครูเคยยกตัวอย่างศาสนาอื่นที่เขาจูงใจเอาเด็กเข้าโบสถ์ เข้ามัสยิด ซึ่งต้องอาศัยแรงจูงใจทั้งศาสนบุคคล เช่น หลวงพ่อ บราเดอร์ ซิสเตอร์ อิหม่าม มุตตาวา (คนที่คอยเตือนให้เข้ามัสยิด) และแรงจูงใจจากทางบ้าน เช่นคนในครอบครัวเชื่อมั่นในศาสนา หมั่นเล่าเกร็ดเล็กๆน้อยๆในพระพุทธศาสนา เด็กๆชอบฟังเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยแบบนี้แหละค่ะ สอนให้เขาเชื่อมั่นในคำสอนของศาสดาไม่ว่าในศาสนาใด

ครูได้เจอครอบครัวของน้องไดร์ฟและน้องดิสค์ ชื่อฟังดูแล้วแปลกๆไปนิดนะคะ แต่นั่นก็แสดงว่าเป็นคนรุ่นใหม่ ครอบครัวของน้องเขามีธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ชื่อของน้องเลยออกมาในแนวนี้ น่าสนใจตรงที่ว่า เขาเป็นคนรุ่นใหม่ แต่มั่นคงในศาสนาอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะครูจะเห็นมาวัดไม่ขาด ไม่ค่อยเจอกับพ่อบ้านเท่าไหร่นัก นั่นเพราะเขาขึ้นไปฟังธรรมบนศาลา ความจริงอีกอย่าง ผู้ชายที่ไปนั่งฟังพระเทศน์นั่น จะมีแค่ 10 – 20 เปอร์เซ็นต์ หลวงปู่จะประกาศทุกครั้ง เมื่อเทศน์จบ วันนี้มีพระเท่าไหร่ เณร แม่ชี อุบกสก อุบาสิกา และเด็กเท่าไหร่ ส่วนมากจะเป็นอุบาสิกาเสีย 70 เปอร์เซนต์ เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง อีกละ ผู้ชาย อุบาสกนี่ล้วนแล้วก็เป็นผู้สูงวัยทั้งนั้น

ในวันนั้นน้องทั้งสองได้เล่นอยู่ตรงสถานที่ตักบาตร มีเด็กวิ่งเล่นด้วยกัน 5 – 6 คน ห่างจากศาลาฟังธรรมไกลโขอยู่ ก็ถามว่าคุณแม่อยู่ตรงไหน เขาเก่งพอตัวค่ะ บอกว่าอยู่ใกล้ๆนี่แหละ ชี้มือไป ใกล้ๆของเด็ก ทำให้เดินเหงื่อตกเหมือนกัน ปรากฏว่าปูเสื่อนั่งฟังอยู่ด้านนอกศาลาพุทธาวาส (สถานที่ฟังธรรม) ได้ยินพระเทศน์ชัดเจนค่ะ พ่อบ้านของครูก็ฟังอยู่ละแวกนั้นเป็นประจำ ด้านหน้าบ้าง ด้านข้างบ้าง เพราะนั่งพับเพียบไม่ถนัด โรคปวดหลังรุมเร้าเวลานั่งนานๆ ก็ได้คุยกันนิดหน่อย พอจะรู้เรื่องพอเลาๆ แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว ดีใจแล้วที่ได้เจอกับคนรุ่นใหม่ ที่ใส่ใจในพระพุทธศาสนา เราจะต้องมีคนอย่างครอบครัวนี้เยอะๆ ศาสนาเราถึงจะอยู่รอดได้ในบ้านตัวเอง ครูเคยเขียนเอาไว้หลายตอนเกี่ยวกับชาวตะวันตกที่เขาสนใจศึกษาพระพุทธศาสนา ดูๆแล้ว เขาสนใจในเนื้อหาของคำสอนส่วนหนึ่งเป็นอย่างมาก แล้วก็เอาไปปฎิบัติ เช่นการนั่งสมาธิ เขาสนใจในประโยชน์ที่ได้จากการบริหารจิตและเจริญปัญญา สนใจในการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง สนใจในการทำงานของสมอง แม้กระทั่งอัตราการเต้นของหัวใจ จริงๆแล้วเราละเลยที่จะไม่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ เพราะมันเป็นวิทยาศาสตร์ไปหรือยังไงก็ไม่ทราบ...ขอฝากเรื่องนี้ไว้ให้คนรุ่นใหม่เอาไปคิดนะคะ อีกนิดค่ะ...เคยลองสังเกตุดูบ้างมั้ยคะ คนที่นั่งสมาธิ ควบคุมอารมณ์ได้แค่ส่วนหนึ่ง หน้าตาจะผ่องใส มีผิวพรรณดี จนคนที่พบเจอแปลกใจ ดูจะหน้าอ่อนกว่าอายุจริงค่ะ....ลองสังเกตุดูนะคะ

รอบรั้ว บ้านแห่งความเหลื่อมล้ำ

Friday, July 2, 2010



ครูมีโอกาสได้ไปชนบทบ่อยๆ ไปวัดที่อยู่ห่างไกล ไปในที่ๆความเจริญยังไปไม่ถึง จึงได้เห็นความแตกต่างของสังคมอย่างชัดเจน ความรุ่มรวย ฟุ้งเฟ้อของคนเมือง ความแร้นแค้นของคนบ้านนอก...มันช่างต่างกันยังกับอยู่คนละประเทศ และเรายังคงต้องอยู่กันแบบนี้อีกนาน....ไม่น่าแปลกใจที่เดี๋ยวนี้ เราจะพูดถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งแท้จริงแล้ว คงจะไม่ใช่เพียงแค่นั้น ความเหลื่อมล้ำกันในด้านการศึกษา, ในด้านจริยธรรม-คุณธรรม, ด้านสาธารณูปโภค และ ฯลฯ ล้วนแต่จะทำให้เรายิ่งแตกต่างกันออกไป

ครูอยากจะพูดถึงเรื่องการศึกษา เพราะได้ไปเจอโรงเรียนขนาดเล็ก ที่อยู่ในถิ่นกันดาร แร้นแค้นไปเสียทุกอย่าง ถึงแม้ว่าทางรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณไปให้แล้ว ก็ยังไม่พออยู่ดี เพราะที่นั่นยังขาดสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมาก ของแพงอย่างชนิดที่นึกกันไม่ถึง เพราะการขนส่งมันลำบาก ถนนหนทางไม่สะดวก ร้านค้าที่มีก็ต้องบวกค่าน้ำมันกับค่าซ่อมรถยนต์รวมเข้าไปกับค่าสินค้าไปด้วย โชคดีที่ไม่บอกว่าบวกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเติมเข้าไปอีก เพราะขายแบบไม่มีใบเสร็จ เหตุที่คนที่นั่นอยู่กันอย่างปากกัดตีนถีบอย่างนั้น ทำให้การที่จะมาคิดถึงการศึกษาของลูกๆจึงหดหายไป เด็กที่จบประถมปีที่ 6 ออกมา 16 คน จึงมีโอกาสเรียนต่อแค่ 8 คน ครูลองสอบถามดูว่าทำไมไม่เรียนต่อกัน เหตุผลของคำตอบที่สำคัญคือไม่มีเงิน ไม่มีค่ารถ เพราะต้องออกไปเรียนในอำเภอ ค่าอาหาร ค่าชุดนักเรียน ซึ่งทั้งๆที่รัฐบาลออกให้แล้ว ชาวบ้านก็ยังบอกว่าไม่พอ สรุปออกมาว่า ให้ออกจากโรงเรียนแล้วมาช่วยทำงานหาเงิน ฟังแล้วเหนื่อยใจแทนอนาคตของประเทศไทยจริงๆ นี่คือจุดๆเดียว หมู่บ้านเดียวที่มีประชากรไม่ถึง 300 ครอบครัว และไม่มีใครใส่ใจหรือเหลียวไปมองปัญหานี้ หมู่บ้านแบบนี้ ข้นแค้นอย่างนี้ ครูว่ายังมีอีกมากในเมืองไทย และตราบใด ที่หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องไม่เข้าไปสอดส่องดู หรือเอาใจใส่อย่างแท้จริง อนาคตของเมืองไทยคงจะประคองตัวไปแบบนี้ตราบนานเท่านาน

ปัญหาที่ครูพูดออกมาใช่ว่าจะเป็นความผิดของใครๆ แต่เป็นความโชคร้ายของเด็กๆ ที่เกิดมาอยู่ในที่อย่างนั้น สังคมแบบนั้น ค่านิยมแบบนั้น ครูได้เข้าไปดูสินค้าในร้านค้าซึ่งมีอยู่ไม่กี่ร้าน สินค้าหลักที่ขายเป็นหลักคือ เหล้าขาว เบียร์ บุหรี่ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ขายดี.....นั่นคือเหตุผลอย่างหนึ่งของการบั่นทอนค่าเล่าเรียนของเด็ก ผู้ปกครองซึ่งเป็นคนหารายได้เข้าครอบครัว ตกอยู่ในอบายมุข สิ่งเสพติดอย่างนี้เสียแล้ว จะมีอะไรเหลือไว้ให้กับอนาคตของลูกๆ....ครูก็ได้แต่ปลงอนิจจังค่ะ แต่ที่สำคัญคือเรามีหมู่บ้านแบบนี้อีกซักเท่าไหร่ในเมืองไทย

ภาพ// http://movie.mediathai.net/detailShow.php?mid=1185

รอบรั้ว บ้านเมือง ยามยักษ์ย่างเยือน

Friday, May 21, 2010






เมื่อวานซืน (19-5-53) เกิดเหตุเภทภัยมาถึงเมืองอุดรธานี สถานที่ราชการต่างๆโดนเผาจากพวกที่คลั่งแค้นใจ ไม่ได้ดั่งใจ หลังจากที่ลงทุนลงแรงประท้วงมาเป็นเวลานาน และตอนสุดท้ายก็ทำท่าว่าจะไปไม่รอด....ป้ายที่เขียนมาว่า “เราต้องการประชาธิปไตย” ก็กลายเป็นคบเพลิงเข้าไปจุดไฟเผาทุกอย่างที่ขวางหน้าให้เป็นจุลไป...ถามว่า แล้วประเทศไทยได้อะไรขึ้นมา...ไม่มีคำตอบค่ะ

ครูพูดถึงยักษ์...ยามยักษ์ย่างเยือน...อะไรคือยักษ์ในความหมายอันนี้...นายทุนค่ะ...เป็นนายทุนใหญ่ จะทำอะไรก็ต้องใหญ่ๆแบบยักษ์นั่นแหละ....เมื่อยักษ์มาเป็นนักการเมือง หรือเมื่อนายทุนมาเป็นนักการเมือง เรื่องมันจึงเกิด เพราะเขาไม่สามารถทำอะไรเล็กๆได้ เป็นปากเป็นเสียงให้เราไม่ได้หรอกค่ะ อย่าไปคิดคาดหวัง...เขาทำเพื่อตัวของเขาเองทั้งนั้น ตอนหาเสียงนั่นแหละที่เขาพูดว่า เขาทำงานให้ประชาชน ที่แท้เขาทำเพื่อตัวเอง เพื่องบประมาณแผ่นดิน เงินก้อนมาศาลนั้นมันเป็นอาหารของนักการเมือง....นักการเมืองที่เราเลือกเข้าไปนั่นแหละ เราเองต้องยอมรับความจริง นักการเมืองที่เอาเงินมาให้ 500-1000 บาท เพื่อแลกกับคะแนนเสียง เราเคยถามกันไหม ว่าเงินที่เอามาให้นั้น “ท่านได้จากใดมา”....ก็คงไม่ต้องหวังว่าเขาจะตอบ “เราโกงกินมา จึ่งให้” เพราะเราไม่สนใจ ไม่คิด บ้านนี้เมืองนี้จึงมีนักกินเมืองเข้าสภาไปมากมาย....เพราะการไม่มีศีลธรรมในเรื่องนี้ นึกไม่ถึงว่าจะกลายเป็นสนับสนุนโจร ยักษ์ นักกินเมืองเข้าปกครอง...คนส่วนหนึ่งก็เปรียบเหมือน ผีบ้าน ผีเรือนที่สนับสนุนยักษ์ให้เข้ามาครองเมือง....ผลที่ได้ เห็นกันจะๆ คือเมื่อยักษ์ไม่พอใจขึ้นมา บ้านเมืองก็พินาศ จังหวัดต่างๆที่เขามีผีบ้าน ผีเรือนก็เริ่มทำตามนายยักษ์สั่ง...ในยามนี้เราจะเห็นด้ำ....ที่เราเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่เคยพูดไว้ “ผีซ้ำ ด้ำพลอย”...นักการเมืองในคาถาของยักษ์ก็จะเข้ามาเป็นด้ำ เป็นผู้นำผีร้ายในทันที....เผาบ้าน..เผาเรือน

ครูเข้าไปดูที่เทศบาลนครอุดรธานี เห็นซากปรักหักพังแล้วก็หดหู่ใจ มันเป็นทรัพย์สินของเรา ทุกบาททุกสตางค์ที่รวบรวมกันมาจากทุกคน แล้วช่วยก่อสร้างกันขึ้น โดนทำลายไปชั่ววันเดียว จากผีบ้าน ผีเรือนที่แค่สิงอาศัยอยู่ ศาลากลางจังหวัด ครูไม่ได้เข้าไปดู เพราะเห็นทหารเอารั้วลวดหนามมากั้นไว้ทุกทิศทุกทาง คิดว่าคงจะเสียหายมากกว่าเทศบาลแน่ๆ...ฟังจากชาวบ้าน ครูและพนักงานเทศบาลที่รวมกลุ่มกันพูดคุยกัน ได้ยินว่าพวกนั้นจะไปเผาโรงเรียนอุดรพิทยาด้วย เท็จจริงอย่างไรไม่รู้ เพราะแค่ได้ยินก็สลดใจแล้วค่ะ รอบๆอาคารเทศบาลจะเห็นคนรุ่นใหม่ๆของเราเข้ามาดูแล ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ของเทศบาล เทศกิจ ตำรวจ ทหาร ดูแล้วแต่ละคนยังเป็นเด็กรุ่นใหม่ทั้งนั้น ก็ได้แต่ฝากเอาไว้ ...ฝากบ้าน ฝากเมืองด้วยค่ะ

เรื่องที่เกิดขึ้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นในอุดรธานีและจังหวัดอื่นๆ เป็นแค่เศษเสี้ยวของความเสียหายที่เกิดขึ้นในกรุงเทพ ที่นั่น ความขัดแย้งได้พรากเอาชีวิตของผู้คนไปมากมาย จนบัดนี้ครูก็ยังไม่สรุปตัวเลขลงได้ เพราะมันจะมีมาอีก เพราะเหตุการณ์ยังไม่จบ จำนวนคนบาดเจ็บก็เยอะ ทั้งประชาชน ทหาร ตำรวจ ....ถามว่าเพราะเหตุใด...รักประชาธิปไตย?....ประชาธิปไตยคืออะไร ซึ่งที่จริงคือประชาธิปไตยของใครกันแน่....มีใครที่แอบอ้างเป็นเจ้าของประชาธิปไตย..เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ต้องราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผาเมืองอย่างนั้นหรือ...นั่นคือประชาธิปไตย?

รอบรั้ว บ้านเมือง ตื่นเถิดชาวไทย

Friday, April 16, 2010


ทำไมคนไทยแตกแยกกันเป็นเสี่ยงๆคะ มันไม่ใช่เรื่องการขายชาติ ทรยศต่อประเทศชาติ เปิดประตูให้ศัตรูต่างชาติหรืออะไรทำนองนั้น แต่เรามุ่งฆ่ากันเพื่อผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆ ของนักการเมือง ซึ่งโน้มน้าว เป่าหู ชวนเชื่อกัน 24 ชั่วโมง โดยนักปลุกระดม ซึ่งใครก็ตามที่ไม่มีสติ ไม่มีหิริโอตัปปะ และมีอคติ 4 ก็พร้อมที่จะเชื่อโดยไม่มีข้อโต้แย้ง จะทำอย่างไรดีค่ะ คงจะต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อเพิ่มพูนจิตสำนึกของนักการเมือง ให้เห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง แล้วประโยชน์ตนก็จะตามมา หรือจะปล่อยไปตามกฎธรรมชาติ กฎอิทัปปัจจยตา ซึ่งฟังดูแล้วน่าจะยากอยู่นะคะ นักการเมืองมักมาด้วยผลประโยชน์ทั้งนั้น ดูซิคะ นักการเมืองคนไหนบ้างที่ไม่รวย บ้านแต่ละหลัง ประตูแต่ละบาน ไม่รู้ว่าจะอวดความมั่งมีกันถึงไหน มีบางคนอาจรวยมาก่อน โฆษณาล่วงหน้าด้วยว่า “รวยแล้วไม่โกง” ผลสุดท้ายก็ “โกง”อยู่ดี และนี่ก็คือผลที่จะตามมา เมื่อรวยก็ย่อมมีบริวาร รวยมากมีบริวารมาก ทีนี้ก็คุมสติไม่อยู่แล้ว ถ้าเป็นหนังจีนกำลังภายในก็ต้องบอกว่า “มารเข้าสิง”แล้วละค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วก็คือความ “โลภ”เข้าสิง มีเงิน มีบริวาร มีอำนาจ เมื่อรวม 3 สิ่งนี้เข้าด้วยกันก็สามารถที่จะทำอะไรๆได้....อีกละค่ะ ถ้าเป็นหนังจีนกำลังภายใน ก็อยากเป็นเจ้ายุทธจักร เป็นแค่จอมยุทธนั้นไม่พอ บ้านเราเดี๋ยวนี้ก็ตกอยู่ในเรื่องนี้ มีคนอยากเป็นเจ้ายุทธจักร แล้วก็ส่งบริวารมาป่วนประเทศ

ครูเคยคิดว่าแล้วเราจะก้าวพ้นเรื่องเหล่านี้ไปได้อย่างไร เคยสำคัญผิดว่าการศึกษาจะช่วยได้ ถ้าเราให้การศึกษาอย่างเต็มที่ ให้คนของเรารู้เท่าเทียม เท่าทันกันหมด เรื่องร้ายๆจะหายไป เราจะเจริญเหมือนๆสิงคโปร์ ครูเคยคิดอย่างนั้นจริงๆ แต่ว่าตอนนี้ชักไม่แน่ใจ เพราะคนที่มีความรู้ระดับปริญญาตรีตั้งมากมาย ยกตัวอย่างก็ได้ เพื่อนๆของครูเอง ในร้อยกว่าคน ...90 เปอร์เซ็นต์ อยู่ฝั่งที่จะเอาผลประโยชน์อันน้อยนิดของนักการเมือง การศึกษาช่วยไม่ได้เลย แล้วอะไรล่ะที่มามาช่วยได้...สติค่ะ มีสติที่จะช่วยยั้งคิด อะไรผิด อะไรถูก หิริ ความละอายต่อตัวเอง แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีกัน เพราะถ้ามี ป่านนี้บ้านเมืองก็คงจะสงบไปแล้ว...ครูได้แต่มอง แล้วก็ภาวนาในใจ...ตื่นเถิดชาวไทย...อย่ามัวหลับใหลลุ่มหลง.......

รอบรั้ว บ้านเมืองในวันสงกรานต์

Wednesday, April 14, 2010


เมื่อวานเป็นวันสงกรานต์ หลังจากที่ครูและเหล่าญาติๆที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ไปทำบุญให้คุณยายแล้ว ก็ขึ้นไปสรงน้ำหลวงพ่อทองใบที่วัดนาหลวง น้องสาวของครูก็ขึ้นไปด้วย เพราะน้องเขาอยากขึ้นไปฟังธรรม และตั้งใจอย่างยิ่งที่จะ “เดินขึ้นวัด” ถ้าใครที่ไม่แข็งแรง ก็เหนื่อยละค่ะ เดินขึ้นบันไดสองร้อยกว่าขั้น กว่าจะถึงยอดภูเขา หายใจหอบแฮ่กที่เดียว ตลอดรายทางที่ขึ้นวัด จะมีป้ายเขียนธรรมะ เตือนใจตลอดทาง แต่ที่มากที่สุดก็คือ “อย่าโกรธ” หลวงพ่อจะสอนให้เราประคองจิตตลอดเวลา อย่าโกรธ และอย่าอะไรๆอีกหลายอย่าง

เหตุการณ์ทางการเมืองของเรา ช่วงสงกรานต์มีหลายเรื่องที่ชวนให้เราโกรธ หดหู่ใจ เสียใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น คนเจ็บ คนตาย เกิดขึ้นมาอีกทั้งๆที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้นอีก แต่เราก็ไม่สามารถประคองประเทศให้รอดพ้นมาได้ คนที่ต้องการอำนาจมันมีมาก พยายามกันทุกวิถีทางที่จะเอาอำนาจนั้นมาเป็นของตัวเอง คนที่ล้มตายก็มีแต่คนตัวเล็กตัวน้อย ที่กลายเป็นเหยื่อของคนที่มีความโลภ โลภในอำนาจ โลภในทรัพย์สินเงินทอง ครูว่าเขาเป็นแค่เบี้ยในตาหมากรุก ผลักให้เดินทางไหนก็ผลักไปได้ ให้ไปตายก็ได้ เพราะเบี้ยมันไม่มีค่า สามารถที่จะเดินไปชนกับขุน กับโคนได้ แม้รู้ว่าต้องให้ไปตาย คนที่เดินหมากเกมนี้ก็ต้องเสียสละค่ะ.....แต่นี่ชีวิตคน....น่าเสียใจนะคะ สงกรานต์ปีนี้ต้องมาหดหู่ใจอีก....ครูเองก็ไม่ได้เล่นสงกรานต์ค่ะปีนี้...อยากอยู่สงบๆกับครอบครัวมากกว่า

“ถามว่าโกรธหรือไม่ บอกได้เลยว่า ไม่โกรธ ไม่แค้น แต่เสียใจ อยากจะบอกกับทุกฝ่ายว่า ให้มองถึงอนาคตของชาติบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร เมื่อทุกคนเห็นประโยชน์แต่ของตัวเองเป็นที่ตั้ง โดยไม่คิดถึงประโยชน์ของชาติ ชาติบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร หากไม่มีคนเสียสละเพื่อชาติ อย่างพี่เปาก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ อยากขอร้องว่า อย่าอ้างทำเพื่อประชาธิปไตย หรือประเทศชาติมาเป็นข้ออ้าง จะทำให้เกิดความเสียหายของบ้านเมือง เราทั้งสองตกกันว่า ไม่อยากมีลูกและอายุทั้งคู่ก็มากแล้ว อีกทั้งพี่เปาพูดเสมอว่า อยากจะเอาเวลาทั้งหมดทำงานให้แผ่นดิน” นี่คือคำกล่าวของ นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ภรรยาของ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รองเสนาธิการ พล.ร.2 รอ. นายทหารที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายผู้ชุมนุมที่ถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา

ที่ครูต้องยกเอาคำพูดของคุณนิชา ธุวธรรม ขึ้นมาเขียนด้วย เพราะถึงแม้ว่าท่านจะไม่เคยมาวัดที่ครูไปฟังธรรมบ่อยๆ แต่คำพูดของท่านนั้นถือว่าเป็นพุทธศาสนิกอย่างเต็มภาคภูมิ “ไม่โกรธ ไม่แค้น” คำพูดทุกคำที่ออกมาจากปาก ย่อมกลั่นมาจากจิตใจของท่านอย่างแท้จริงแล้ว ครูก็ได้แต่เสียดาย เสียดายคนที่มีความรู้ ความสามารถ ที่มาจบชิวิตลงด้วยมือของใครก็ไม่รู้ ไม่อยากพูดเลยว่าเขาจะเป็นชาวพุทธ หรือคนไทยด้วยกัน เพราะใจของคนเหล่านั้นล้วนมืดมน หลงอยู่ในอบายภูมิ ดูในทีวีซิคะ ฟังเสียงเขาที่เขาพูดกันบนเวที คำพูดเหล่านั้นมันบ่งบอกถึงจิตใจของเขาทุกอย่างเลยค่ะ ศีลข้อแรก ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั่น แทบไม่มีความหมายอะไร ไม่สะทกสะท้านอะไร ชวนกันไปฆ่า ไปทำบาป ไปสร้างกรรมได้ทุกเวลา เพื่อนครูหลายๆคนอาจไม่เห็นด้วยกับครูในเรื่องนี้ อาจเพราะเขาอาจมองต่างมุม ครูมีแค่มุมเดียว คือมุมศีลธรรม มองทุกๆคน ทุกๆด้านแล้วเอาศีลเอาธรรมมาเปรียบเทียบ ว่าที่คนเหล่านั้นทำไป ถูกต้อง มีศีลมีธรรมหรือไม่ เท่านั้นเอง

อยากให้ฟังเพลงสักเพลงค่ะ เป็นเพลงที่สอนเราได้เป็นอย่างดี เป็นเพลงที่ร้องโดย อ้น ธวัชชัย ชูเหมือน เพลง “ปล่อย”

ใครจะชิงใครจะชังมันก็ช่างหัวเขา แค่ตัวเรารู้เราช่างเค้าประไร
ใครจะชักใครจะแช่งใครจะแกล้งใครจะหยัน ก็ให้ช่างหัวมันก็ให้ปล่อยเค้าไป
ใครจะชมใครจะเชิดว่าประเสริฐเลิศหรู ตัวเรารู้เราอยู่ปล่อยเค้าชมไป
ใครจะรักใครจะเกลียดใครจะเสียด ใครจะสีก็เรารู้ตัวดีปล่อยเค้าทำไป..

เกิดเป็นมนุษย์สิ้นสุดแค่ตาย เอาอะไรมากมายในความอนัตตา
โลภไปทำไมช่วงชิงแข่งขัน สุดท้ายเหมือนกันต้องไปป่าช้า
จะเอาอะไรแค่รักโลภโกรธหลง ไม่มีความมั่นคงบนกิเลสตัณหา
เกิดแก่เจ็บตายใยจะไปยึดมั่น สรรพสังขารล้วนอนิจจา
ปล่อยวางมันเสีย ทุกโขติณณา...

ใครจะเมินใครจะมองใยจะต้องไหวหวั่น ใครจะใส่ร้ายกันใยจะต้องสนใจ
ใครจะดีใครจะเลวมันก็เรื่องของเขา ใครจะนินทาเราใยจะต้องทุกข์ใจ
ใครจะล้อใครจะด่าใยจะต้องว่าตอบ ใครไม่สนใครไม่ชอบใยจะต้องใส่ใจ
ใครจะคิดใส่ความใยจะต้องวุ่นจิต หากตัวเราไม่ผิดจะไปคิดทำไม...

เกิดเป็นมนุษย์สิ้นสุดแค่ตาย ประดุจดังต้นไม้ล้มทับโลกา
หมดลมเมื่อไรหาประโยชน์ใดเล่า ล้วนต้องถูกเผาหามไปป่าช้า
ชีวิตยังมีสร้างความดีไว้เถิด ได้ไม่เสียชาติเกิด ได้ไม่ต้องอายหมา
อันว่าความตายคือสัจธรรมความเที่ยง สิ้นสรรพสำเนียงเน่าเหม็นขึ้นมา
จะเอาอะไร...จะเอาอะไรกันนักหนา...

นั่นแหละค่ะ จะเอาอะไรกันนักหนา......ขอให้ธรรมะอยู่ในใจตลอดเวลา และขอให้มีความสุขตลอดไปนะคะ

รอบรั้ว บ้านนายกอภิสิทธิ์

Wednesday, March 17, 2010


ครูไม่ได้เขียนเรื่องอะไรมาหลายเดือน ทิ้งไปนาน นี่ถ้าเราทิ้งบ้านไปนานขนาดนี้ ปลวกคงจะดีใจละค่ะ วันนี้พอมีเวลาก็เลยมาเคาะพื้นบ้านหน่อย ที่จริงแล้วที่ไม่ได้เขียนมานานขนาดนี้ เพราะงานยุ่งมากค่ะ ทั้งที่โรงเรียนเอง แถมพ่อบ้านไปสร้างบ้านสวน เผื่อจะได้ไปอยู่ยามเกษียณ เป็นการเพิ่มงานเข้ามาอีก บ้านตอนนี้ก็ใกล้จะเสร็จแล้วละค่ะ

วันนี้ได้นั่งดูทีวี ดูข่าวพี่น้องเสื้อแดงเอาเลือดไปเทที่บ้านของท่านนายก ดูเลือดที่นองพื้นแล้วสะท้อนใจค่ะ นี่มันไม่ใช่ลักษณะของคนไทยที่เรารู้จักมาก่อน โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็เลยเปลี่ยนไป ดูแววตาของคนที่มา ฟังคำพูดแล้ว ครูว่าเรานี่เหมือนคนไม่มีศาสนาเข้าทุกวัน ขาดเมตตา ขาดความรัก ไม่ว่ารักคนไทยด้วยกัน หรือรักชาติ ศาสนา เพราะทุกอย่างที่แสดงออกมาล้วนตั้งใจที่จะทำลายห้ำหั่นกัน

บ้านท่านนายก มีใครบ้างคะ คงจะอยู่กัน 4 คน พ่อ แม่ และลูกตัวเล็กๆ 2 คน เมื่อเทียบกับคนที่ไปนับร้อยนับพันคน ที่หน้าตาดูแล้ว (จากทีวี) ล้วนแต่ไม่เป็นมิตร น้ำเสียงที่ฟังแล้ว สำหรับเด็กๆ ใจคงจะตุ้มๆต่อมๆ และคงจะจดจำภาพและเสียงนั้นไปตลอดชีวิต จิตใจเขาจะเป็นอย่างไร คงไม่มีใครนึกถึง เพราะทุกคนล้วนแต่นึกถึงแต่เรื่องของตัวเอง กิจกรรมของตัวเอง หรือผลประโยชน์และอำนาจที่ตัวเองอยากได้ อย่างนั้นแหละค่ะ คงไม่มีใครนึกถึงเรื่องความรู้สึกของเด็กๆตัวเล็กๆ

อยากบอกท่านนายกอภิสิทธิ์ค่ะ อย่าโกรธคนพวกนั้นเลย ครูเองถึงอยู่ไกล ก็เหมือนอยู่ในเหตุการณ์ด้วย เพราะนั่งติดจอทีวีอยู่ในนาทีที่เขาเทเลือดอยู่ มันบอกไม่ถูกค่ะ ว่ารู้สึกอย่างไร มันปนเปไปหมด สมเพช เวทนา ได้แต่ผะอืดผะอมเพราะต้องฝืนใจพอสมควรที่จะมองเลือดละเลงทาเททั่วพื้นมากขนาดนั้น ที่ครูยกคำพูดว่า “อย่าโกรธ” ขึ้นมา เพราะครูไปวัดบ่อยๆ ทางขึ้นวัดที่ครูไปนี่ จะมีป้ายไว้ตลอดเลยค่ะ “อย่าโกรธ” ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่ใช่มีแค่ป้ายเดียว ทำให้เราเดินไป คิดไปด้วย ทำไมหลวงพ่อถึงลงทุนเตือนกันขนาดนั้น พอนานๆเข้า ก็เข้าใจค่ะ ถ้าเราไม่โกรธใครเป็น เราเองนั่นแหละที่จะเป็นสุข เพราะใจเราไม่ได้หวั่นไหวอะไร เมื่อมีอะไรๆมากระทบใจเรา คนที่ทำต่างหาก ที่ตกอยู่ในกองทุกข์

ภาพจากอินเทอร์เน็ต

Posted by ครูพเยาว์ at 3:00 PM

รอบรั้ว เรื่องเล่า

Saturday, December 26, 2009


ครูได้ไปอ่านเรื่อง “โต๊ะแห่งความสุข” จากหนังสือพิมพ์ “ไทยโพสต์” ของคุณเปลว สีเงิน อ่านแล้วก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ดีมากทีเดียว เหมาะสำหรับทุกๆคนที่ยังต้องต่อสู้เพื่อที่จะยืนหยัดอยู่ในสังคมในยามนี้ กำลังใจ การใส่ใจ ความเอื้อเฟื้อที่ดูเหมือนจะห่างหายไปจากสังคมของเรา อ่านจากหน้าหนังสือพิมพ์ ข่าวในทีวี จะมีแต่เรื่องที่มุ่งร้ายกัน เอาผลประโยชน์กันเสียส่วนมาก ดูแล้วน่าหดหู่นะคะ ถ้ารู้สึกอย่างนั้นเข้ามาบ้าง ลองอ่านเรื่องนี้ดูซิคะ
โต๊ะแห่งความสุข
เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น
เรื่อง บะหมี่น้ำ หนึ่งชาม
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 19 ปีที่แล้ว วันที่ 31 ธันวาคม 2528 ซึ่งเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
ที่ร้านบะหมี่ ” ฮอกไก ” บนถนนซัปโปโร
การกินบะหมี่โซบะในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั้นเป็นประเพณีของชาวญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้เอง
จึงทำให้ร้านบะหมี่ขายดีในวันสิ้นปี
“ร้านฮอกไก” นี้ก็เช่นกัน ในวันนี้คนแน่นร้านแทบทั้งวัน จนกระทั่งถึงเวลา 22.00 น.
คนก็เริ่มน้อยลง โดยปกติแล้ว บนถนนสายนี้คนจะแน่นขนัดไปจนถึงเช้าตรู่
แต่วันนี้ทุกคนจะต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปต้อนรับปีใหม่กัน ดังนั้นถนนสายนี้ จึงปิดร้านเร็วกว่าปกติ
เถ้าแก่ของร้าน “ฮอกไก” เป็นคนซื่อ และเถ้าแก่เนี้ยก็เป็นคนอัธยาศัยใจคอดี
ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า พอลูกค้าคนสุดท้ายกลับไปในขณะเถ้าแก่เนี้ยก็จะปิดร้าน
ประตูร้านก็ถูกเปิดออกอย่างเบา ๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งพาเด็กชายสองคน คนหนึ่งประมาณ 6
ขวบกับอีกคนหนึ่งประมาณ 10 ขวบเข้ามาในร้าน เด็กชายทั้งสองคน สวมชุดกีฬาใหม่เอี่ยมเหมือนกันทั้งสองคน
ส่วนหญิงคนนั้นสวมโอเวอร์โค้ท ลายสก๊อตเก่า ๆ เชย ๆ
“เชิญนั่งครับ” เถ้าแก่ร้องทักทายออกมา หญิงคนนั้นเอ่ยปากอย่างขลาดกลัวว่า
“ขอบะหมี่น้ำสักชามได้ไหมคะ” เด็กชายสองคนที่อยู่ข้างหลังสบตากันอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก
“ได้ค่ะ ได้ค่ะ ทำไมจะไม่ได้ล่ะค่ะ เชิญนั่งก่อนค่ะ”
เถ้าแก่เนี้ยพาพวกเขาไปนั่งที่โต๊ะเบอร์สองชิดกำแพง แล้วตะโกนบอกไปทางห้องครัวว่า
“บะหมี่น้ำหนึ่งชาม” บะหมี่ 1ชามมีบะหมี่แค่หนึ่งก้อน
เถ้าแก่คิดแล้วก็ใส่บะหมี่เพิ่มไปอีกครึ่งก้อน ต้มบะหมี่ได้ชามเบ้อเริ่ม ทั้งเถ้าแก่เนี้ย
และสามแม่ลูกต่างก็ไม่รู้เรื่อง สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่กินกันอย่างเอร็ดอร่อย กินพลางพูดพลาง
“ทานเถอะครับ” ลูกคนพี่พูด
“แม่ทานหน่อยสิครับ” ลูกคนน้องพูดไปก็คีบบะหมี่ให้แม่กิน
ไม่นานก็กินบะหมี่หมดชาม จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน แล้วทั้งสามคนก็ชมว่า
“ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) บะหมี่อร่อยมากค่ะ(ครับ)” พร้อมกับค้อมตัวเล็กน้อยแล้วลาจากไป
“ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)”
ทั้งเถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยต่างก็กล่าวขอบคุณ ทำงานไปวันแล้ววันเล่ายุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น
และแล้วก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี
วันที่ 31 ธันวาคมก็เวียนมาครบรอบอีกครั้งหนึ่ง ในวันส่งท้ายปีเก่า ร้านบะหมี่ “ฮอกไก”
ก็ยังคงขายดีและดูเหมือนจะขายดีกว่าปีที่ผ่านมา สองตายายยังคงยุ่งวุ่นวายอยู่กับการค้าขาย
และแล้ววันที่วุ่นวายก็จบสิ้นลง
22.00 น. กว่า ๆ ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะปิดร้านอยู่นั้น ประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ
ผู้ที่เข้ามาก็คือหญิงวัยกลางคนกับเด็กชายสองคน พอเห็นเสื้อโอเวอร์โค้ทที่เก่าและเชย
เถ้าแก่เนี้ยก็นึกขึ้นมาได้ว่าเป็นลูกค้าคนสุดท้ายในวันส่งท้ายปีเก่าของปีที่แล้วนั่นเอง
“ขอบะหมี่น้ำหนึ่งชามได้มั๊ยคะ”
“ได้ค่ะ ได้ค่ะ เชิญนั่งตามสบายนะคะ”
เถ้าแก่เนี้ยนำพวกเขาไปนั่งที่เดิมที่เคยนั่งเมื่อปีที่แล้ว โต๊ะเบอร์สอง ตะโกนไปพลางว่า
“บะหมี่น้ำหนึ่งชาม” เถ้าแก่รับคำพลาง
จุดเตาที่เพิ่งจะดับไปพลาง “ได้ครับ บะหมี่น้ำหนึ่งชาม”
เถ้าแก่เนี้ยแอบไปพูดที่ข้างหูของเถ้าแก่ว่า
“นี่ตาแก่ ต้มบะหมี่ให้พวกเขาสามชามไม่ได้หรือ”
“ไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้นจะทำให้พวกเขาอายและไม่สบายใจได้รู้มั๊ย”
สามีตอบพลาง แล้วโยนบะหมี่อีกครึ่งก้อนลงไปในหม้อที่น้ำกำลังเดือดพล่าน เดินไปยืนข้างภรรยาแล้วก็ยิ้ม
ภรรยาก็พูดขึ้นว่า
“เห็นเธอซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ ไม่นึกเลยว่าจิตใจก็ดีเหมือนกันนะ”
ฝ่ายสามีเดินไปตักบะหมี่ชามใหญ่ที่กลิ่นหอมชวนกินชามนั้นแล้วให้ภรรยายกไปให้สามแม่ลูก
สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่ กินไปพลางคุยไปพลาง เสียงคุยของสามแม่ลูกดังถึงหูของตายาย
“หอมจังเลย…ยอดไปเลย…อร่อยจริง ๆ “
“ปีนี้สามารถกินบะหมี่ของร้านฮอกไกได้ นับว่าไม่เลวทีเดียว”
“ถ้าปีหน้าสามารถมากินได้อีกก็ดีนะสิ”
กินเสร็จก็จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน แล้วสามแม่ลูกก็เดินออกจากร้านฮอกไกไป
“ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)” มองตามหลังสามแม่ลูกจนลับหายไป
สองตายายก็ยกเรื่องสามแม่ลูกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกไปได้ระยะหนึ่ง ในวันสิ้นปีของสามปีมานี้
กิจการของร้านฮอกไกดีมาก
สองตายายต่างก็ยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกัน แต่พอเลย 21.00 น. ไปแล้ว สองตายายก็เริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมา
พอถึง 22.00 น.
พนักงานในร้านต่างก็รับอั้งเปาแล้วก็แยกย้ายกันกลับไป
พอคนกลับไปหมดแล้วเจ้าของร้านทั้งสองก็ช่วยกันเอาป้ายราคาบะหมี่ในร้านที่เขียนไว้ว่า
“บะหมี่ชามละสองร้อยเยน” ที่แขวนไว้ตามผนังทั้งหมดพลิกกลับหลัง แล้วช่วยกันเขียนใหม่ว่า
“บะหมี่ชามละร้อยห้าสิบเยน” 30 นาทีก่อนเถ้าแก่เนี้ยก็เอาป้าย “จองแล้ว”
ไปวางไว้บนโต๊ะเบอร์สอง เหมือนกับว่าจะมีเจตนารอแขกที่ลูกค้าออกจากร้านไปหมดแล้วถึงจะมาอย่างนั้นแหละ
22.30 น. ในที่สุดสามแม่ลูกก็ปรากฎตัวขึ้น พี่ชายสวมเครื่องแบบมัธยมของรัฐแห่งหนึ่ง
น้องชายสวมเสื้อแจ๊คเก็ทที่พี่ชายสวมเมื่อปีก่อนดูหลวมและไม่พอดีตัว เด็กทั้งสองคนโตขึ้นมาก
ส่วนผู้เป็นแม่ก็ยังคงสวมเสื้อโค้ทลายสก๊อตที่ทั้งเก่าและเชยแถมสีซีดตัวเดิม
“เชิญค่ะ เชิญค่ะ”
เถ้าแก่เนี้ยกล่าวทักทายอย่างมีน้ำใจ มองใบหน้าอันยิ้มแย้มและท่าทางต้อนรับอย่างเต็มที่ของเถ้าแก่เนี้ย
ทำให้ผู้เป็นแม่นั้นเปล่งคำพูดออกมาอย่างงกงกเงิ่นเงิ่นว่า
“รบกวนช่วยทำบะหมี่น้ำให้สักสองชามได้ไหมค่ะ”
“ได้ค่ะ เชิญนั่งทางนี้ค่ะ”
เถ้าแก่เนี้ยนำแม่ลูกไปนั่งยังโต๊ะเบอร์สอง
แล้วรีบเอาป้าย”จองแล้ว”ออกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วตะโกนบอกไปทางครัวว่า
“บะหมี่น้ำสองชาม”
“ได้ครับ บะหมี่น้ำสองชามได้เดี๋ยวนี้แหละครับ”
เถ้าแก่พลางตอบ พลางโยนบะหมี่ลงไปในหม้อน้ำสามก้อน สามแม่ลูกกินไปพูดไป ดูแล้วเหมือนมีความสุขกันมาก
สองสามีภรรยาที่ยืนอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่ได้รับรู้ถึงความสุขที่พวกเขาได้รับกัน ในใจก็พลอยเบิกบานไปด้วย
“ลูกรัก วันนี้แม่ต้องขอบคุณลูก ๆ เป็นอย่างมาก”
“ขอบคุณ ?”
“ทำไมครับ”
“เรื่องป็นอย่างนี้ คือคุณพ่อของลูกที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปได้ทำให้คนอีกแปดคนได้รับบาดเจ็บ
และทางบริษัทประกันก็ไม่รับผิดชอบในส่วนนั้น
ในช่วงหลายปีมานี่ทำให้เราต้องจ่ายเงินเดือนละห้าหมื่นเยนทุกเดือน”
“เอ๊ะ เรื่องนี้เราก็ทราบกันอยู่แล้วนี่ครับ” ผู้เป็นพี่ตอบ
ส่วนเถ้าแก่เนี้ยได้แต่ตั้งใจฟังอย่างเงียบ ๆ อยู่หลังโต๊ะทำอาหาร
“แต่เดิมนั้นเเราต้องชำระหนี้ไปจนถึงปีหน้าเดือนมีนาคม แต่ตอนนี้เราได้ชำระหนี้ไปหมดแล้ว”
“จริง ๆ หรือครับ แม่”
“จริงสิจ๊ะ นี่เป็นเพราะว่าพี่ชายของลูกขยันไปส่งหนังสือพิมพ์
ส่วนตัวลูกเองก็ช่วยแม่ซื้อกับข้าวทำอาหาร
ทำให้แม่ไปทำงานได้อย่างเต็มที่ ทางบริษัทจึงได้ให้เงินเบี้ยขยันพร้อมทั้งเงินโบนัสพิเศษอื่นๆ อีก
จึงทำให้วันนี้ สามารถชำระในส่วนที่เหลือได้หมด”
“ว้าว แม่ครับ พี่ครับ อย่างนี้ก็วิเศษสิครับ
แต่ว่าต่อไปขอให้ผมได้ช่วยทำอาหารต่อไปเถอะนะครับ”
“ผมก็จะส่งหนังสือพิมพ์ต่อนะครับ ไอ้น้องชาย เราต้องร่วมแรงร่วมใจกันสู้หน่อยแล้วนะ”
“ขอบใจลูกทั้งสองมาก ขอบใจจริง ๆ “
“แม่ครับผมกับน้องก็มีความลับจะบอกกับแม่เหมือนกันครับ
คือในวันอาทิตย์วันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายนโรงเรียนของน้อง
ได้แจ้งให้ผู้ปกครองไปเยี่ยมชมนักเรียนในห้องเรียนในวันพบผู้ปกครอง
คุณครูของน้องยังได้แนบจดหมายมาอีกหนึ่งฉบับว่า
เรียงความของน้องได้ถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของฮอกไกโด เพื่อไปแข่งขันเรียงความทั่วประเทศ
นี่ผมได้ยินมาจากเพื่อน ๆ
ของน้องนะครับผมถึงทราบ ดังนั้นในวันนั้นผมจึงไปเป็นตัวแทนแม่ ไปร่วมในงานวันพบผู้ปกครองของน้อง”
“จริงหรือลูก แล้วต่อมาล่ะ”
“หัวข้อที่คุณครูให้เรียงความคือ ความปรารถนาของข้าพเจ้า
น้องได้เอาเรื่องของบะหมี่น้ำหนึ่งชามมาเขียนเป็นเรียงความ
แล้วยังได้อ่านต่อหน้าทุกคนด้วย”
“เรียงความเขียนว่า…หลังจากที่คุณพ่อประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์แล้ว ได้ทิ้งหนี้สินให้เรามากมาย
เพื่อที่จะชำระหนี้ คุณแม่ต้องทำงานดึกดื่นหามรุ่งหามค่ำทุกวัน
แม้แต่เรื่องของผมที่ต้องไปส่งหนังสือพิมพ์ น้องก็ยังเอาไปเขียนเลย…”
“ยังมีอีก น้องยังเขียนถึงในคืนวันที่ 31 ธันวาคม พวกเราสามคนแม่ลูกได้มาล้อมวงกันกินบะหมี่น้ำ
อร่อยมาก…สามคนกินบะหมี่น้ำแค่ชามเดียว คุณตาคุณยายเจ้าของร้านยังกล่าวขอบคุณพวกเราอีก
แล้วยังอวยพรวันปีใหม่ให้พวกเราอีก
เสียงเหล่านั้นเหมือนกับว่าให้กำลังใจให้เข้มแข็งที่จะยืนหยัดมีชีวิตอยู่ต่อไป
พยายามปลดเปลื้องหนี้สินทั้งหลายของคุณพ่อให้หมดให้เร็วที่สุด…”
“ด้วยเหตุนี้น้องจึงได้ตัดสินใจว่าโตขึ้นน้องจะเปิดกิจการร้านบะหมี่
แล้วจะต้องเป็นเจ้าของร้านบะหมี่ยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วย
แล้วยังจะให้กำลังใจแก่ลูกค้าทุกคน…ขอให้มีความสุขครับ…ขอบคุณครับ…”
สองตายายเจ้าของร้านบะหมี่ที่ยืนฟังอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่จู่ ๆ ก็หายตัวไป
พวกเขาไม่ได้หายไปไหนเลยเพียงแต่คุกเข่ากันอยู่ใต้โต๊ะ ในมือถือปลายผ้าขนหนูกันคนละข้าง
พยายามซับน้ำตาที่ไหลไม่ยอมหยุดเหมือนทำนบพังนั้นอย่างไม่ลดละ
“พอน้องอ่านเรียงความจบ คุณครูก็พูดว่า “วันนี้พี่ชายได้มาเป็นตัวแทนของคุณแม่
ดังนั้นขอเชิญพี่ชายขึ้นมากล่าวอะไรสักหน่อยค่ะ “
“จริงหรือลูก แล้วลูกทำอย่างไรล่ะ”
“ก็มันกระทันหันเกินไป ตอนแรก ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
ผมจึงพูดว่า…ขอบคุณทุกคนที่เอาใจใส่น้องผมเป็นอย่างดี
น้องผมต้องไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวกลับมาหุงหาอาหารทุกวัน ดังนั้นในเวลาที่เพื่อน ๆ
ทุกคนมีกิจกรรมกันในตอนเย็นก็มักจะ
อยู่ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ได้เพราะต้องรีบกลับบ้าน
เมื่อเป็นอย่างนี้คงจะทำให้ทุกคนวุ่นวายกันพอสมควร”
“เมื่อครู่นี้ตอนที่ได้ยินน้องอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่น้ำหนึ่งชาม ผมรู้สึกอายมาก
แต่พอได้เห็นน้องยืดอกอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่น้ำหนึ่งชามด้วยเสียงอันดังจนจบ ถึงได้รู้สึกว่า
ความรู้สึกอายเมื่อสักครู่นี้ถึงจะเรียกว่าเป็นความอายจริง ๆ “
“หลายปีมานี้ ความกล้าของคุณแม่ที่จะสั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามเพื่อกินกันสามคนนั้น
ผมกับน้องจะไม่มีวันลืมเป็นอันขาด ผมและน้องจะต้องขยันและดูแลแม่เป็นอย่างดี
และผมขอฝากน้องของผมให้ทุกคนช่วยดูแลด้วยครับ”
สามแม่ลูกกุมมือกันเงียบ ๆ ตบไหล่ กินบะหมี่หมดอย่างมีความสุขกว่าทุก ๆ ปี
จ่ายเงินไปสามร้อยเยนกล่าวขอบคุณค้อมตัวลงเคารพและเดินออกจากร้านไป
มองตามหลังสามแม่ลูกไป เจ้าของร้านจึงได้รู้สึกว่าปีนี้ได้ผ่านไปแล้วจริง ๆ พร้อมกับกล่าวว่า
“ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)”
และแล้วก็ผ่านไปอีกปีหนึ่ง พอถึงเวลา 21.00
น.ทางร้านฮอกไกก็วางป้าย”โต๊ะจอง”ไว้บนโต๊ะเบอร์สองและเฝ้ารอคอย
การมาเยือนของสามแม่ลูกเช่นเคย แต่ในปีนั้นสามคนแม่ลูกไม่ได้มาปรากฏตัวที่ร้านเลย
ปีที่สอง ปีที่สาม โต๊ะเบอร์สองก็ยังคงว่างอยู่เช่นเดิม สามแม่ลูกไม่ได้มาที่ร้านฮอกไกอีกเลย
กิจการของร้านฮอกไกดีมาก เรียกว่าดีวันดีคืนเลยทีเดียว ภายในร้านมีการตกแต่งใหม่
โต๊ะเก้าอี้ก็มีการเปลี่ยนใหม่ จะมีก็แต่โต๊ะเบอร์สองที่เก็บรักษาไว้เหมือนเดิม
“นี่มันเรื่องอะไรกัน” ลูกค้าหลายคนต่างก็ถามด้วยความกังขา
เถ้าแก่เนี้ยก็เลยเล่าเรื่องบะหมี่หนึ่งชามให้แก่ลูกค้าฟัง
โต๊ะเก่าตัวนั้นวางอยู่กลางร้านเหมือนกับว่าเป็นการให้กำลังใจตัวเองอย่างหนึ่ง
และก้อไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งลูกค้าทั้งสามอาจจะกลับมาอีก
พวกเขาหวังว่าจะใช้โต๊ะเก่าตัวนั้นในการต้อนรับลูกค้าทั้งสามของเขา
โต๊ะเบอร์สองตัวนั้นเปลี่ยนเป็นชื่อว่า “โต๊ะแห่งความสุข”
ลูกค้าต่างก็พูดต่อๆ กันไป มีนักเรียนหลายคนอยากเห็นโต๊ะตัวนี้
ถึงขนาดที่ว่านั่งรถมาจากที่ไกลแสนไกลมากินบะหมี่ และเจาะจงที่จะนั่งโต๊ะตัวนี้
ผ่านวันที่ 31 ธันวาคม ไปอีกหลาย ๆ ปี พอถึงวันสิ้นปีหลังจากปิดร้านแล้ว
เจ้าของร้านค้าในระแวกใกล้เคียงร้านฮอกไก ก็มักจะมารวมตัวฉลองโดยการกินบะหมี่ที่ร้านฮอกไก
กินไปพลางก็รอเสียงระฆังส่งท้ายวันสิ้นปีเก่าไปพลาง แล้วทุกคนก็ไปวัดเพื่อไหว้พระด้วยกัน
เป็นธรรมเนียมมา 5-6 ปีแล้ว ในวันนี้พอเลย 21.30 น. ไปแล้ว
เจ้าของร้านขายปลามาถึงก่อนพร้อมทั้งนำซาซิมิมาด้วย ต่อจากนั้นก็มีคนมาเรื่อยๆ เป็นระยะ
บ้างก็เอาเหล้ามา บ้างก็เอาอาหารกับแกล้มมา ปกติแล้วก็จะรวมตัวกันได้ประมาณ 30-40 คน ต่างก็คึกคักกันมาก
ทุกคนที่มานั้นต่างก็รู้ตำนานเกี่ยวกับโต๊ะเบอร์สอง
ทุกคนก็พยายามไม่เอ่ยถึงมันแต่ในใจต่างก็คิดกันว่า วันนี้”โต๊ะจอง”
ตัวนั้นไม่มีคนที่พวกเขาเฝ้ารอมานั่ง มันคงจะว่างเปล่าเพื่อส่งท้ายปีเก่าอีกเช่นเดิม
พวกเขาบ้างก็กินเหล้า บ้างก็กินบะหมี่ บ้างก็เข้า ๆ ออก ๆ พอเตรียมกับข้าวกับแกล้ม
ต่างก็กินกันไปคุยกันไป พูดเรื่องการค้าบ้าง คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ แม้แต่น้ำทะเลขึ้นลง
ในระยะนี้บ้านไหนมีเด็กเกิดใหม่ ก็นำมาพูดคุยในวงสนทนา คุยมันทุก ๆ เรื่อง
จนเหมือนกับว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน
เวลาผ่านไปจนถึง 22.30 น. ทันใดนั้นเองประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ ทุกคนในร้านหยุดพูดคุยกัน
สายตาทุกคู่มองตรงไปยังประตูร้าน
ชายหนุ่มสองคนยืนสง่าในชุดสูทสากล พาดโอเวอร์โค้ทไว้บนแขน
พอเห็นว่าผู้ที่มาเป็นใครทุกคนก็รู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง และเริ่มสนทนากันต่อไปอย่างคึกคัก
ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะพูดว่า “ขอโทษค่ะ ที่นั่งเต็มหมดแล้วค่ะ”
เพื่อปฏิเสธลูกค้าที่ไม่ได้รับเชิญอยู่นั้น
ก็มีหญิงคนหนึ่งสวมชุดกิโมโนเดินเข้ามายืนระหว่างกลางของชายหนุ่มทั้งสองคน
ทุกคนในร้านแทบจะหยุดหายใจเมื่อได้ยินคุณนายผู้นั้นพูดว่า
“เอ้อ…รบกวน…รบกวนช่วยทำบะหมี่ให้สามชามได้ไหมคะ”
ทันทีที่เถ้าแก่เนี้ยได้ยินสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที แม้เวลาผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว
ภาพของสามแม่ลูกในความทรงจำ
กับภาพของสามแม่ลูกตรงหน้า เธอพยายามจะนำทั้งสองภาพมาวางซ้อนกัน เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ที่โต๊ะทำบะหมี่
ชี้นิ้วไปยังทั้งสามแม่ลูก “พวกคุณ .. พวกคุณ” เขาพูดได้เพียงแค่นั้น คำพูดทุกคำจุกอยู่ที่คอ
ชายหนุ่มหนึ่งในสองคนเห็นท่าทีของเถ้าแก่เนี้ยที่ทำอะไรไม่ถูก ก็เลยพูดกับเถ้าแก่เนี้ยว่า
“พวกเราสามคนแม่ลูก ที่เมื่อสิบสี่ปีก่อนในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
มาสั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามทานกันสามคนไงครับ
และพวกเราก็ได้รับกำลังใจจากบะหมี่น้ำชามนั้น พวกเราจึงได้สามารถยืนหยัดมาถึงวันนี้ได้”
“หลังจากนั้นก็อพยพครอบครัวไปอาศัยอยู่กับยายที่อำเภอชิกะ ปีนี้ผมสอบผ่านได้เป็นนายแพทย์แล้ว
ตอนนี้ผมเป็นแพทย์ฝึกหัดแผนกกุมารเวชที่โรงพยาบาลเกียวโต
ปีหน้าเดือนเมษายนก็จะย้ายมาประจำโรงพยาบาลกลางของซัปโปโรแล้ว”
“วันนี้พวกเราก็เลยแวะมาที่โรงพยาบาลเพื่อทำความรู้จักและฝากเนื้อฝากตัว
แล้วเลยไปไหว้สุสานของคุณพ่อ และน้องชายที่ครั้งหนึ่งเคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นเจ้าของกิจการร้านบะหมี่นั้น
ขณะนี้ได้ทำงานในธนาคารเกียวโต ได้เสนอความคิดที่เลิศเลออย่างหนึ่งก็คือ ปีนี้ในวันส่งท้ายปีเก่า
พวกเราสามคนแม่ลูกจะมาเยี่ยมคารวะเจ้าของร้านบะหมี่ฮอกไกที่ซัปโปโร
และทานบะหมี่น้ำสามชามของร้านฮอกไกด้วย”
สองตายายฟังไปพลาง พยักหน้าไปพลางด้วยน้ำตาคลอเบ้า เถ้าแก่ร้านขายผักที่นั่งอยู่ตรงหน้าประตู
พยายามใช้แรงอย่างเต็มที่ที่จะกลืนบะหมี่คำที่คาอยู่ในปากลงไปในคอ แล้วลุกขึ้นยืนพูดว่า
“อ้าว…เถ้าแก่… เป็นอะไรไปล่ะ อุตส่าห์เตรียมการมาตลอดสิบปีเพื่อเฝ้าคอยวันนี้ “โต๊ะจอง”
ตัวนั้นไงที่พวกเถ้าแก่จองให้ลูกค้าที่จะมาตอนหลังสิบโมงของคืนวันสิ้นปีไง รีบๆ ต้อนรับพวกเขาสิ
เร็วเข้า”
ในที่สุดเถ้าแก่เนี้ยก็ได้สติ ตบไหล่ของเถ้าแก่ร้านขายผัก แล้วพูดว่า
“ยินดีต้อนรับค่ะ…เชิญนั่งข้างในค่ะ…นี่ตาเฒ่า…บะหมี่น้ำสามชามโต๊ะสอง”
เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ก็รีบปาดน้ำตาแล้วรับคำว่า
“ครับ..บะหมี่น้ำสามชาม”
หากดูกันตามจริงแล้ว สิ่งที่เถ้าแก่ร้านบะหมี่ทั้งสองได้ให้ไปมันไม่ได้มีค่ามากมายอะไรเลย
มันเป็นแค่เพียงบะหมี่ไม่กี่ก้อน
คำพูดที่จริงใจและให้กำลังใจเพียงไม่กี่คำ รวมทั้งคำอวยพรว่า “ขอบคุณค่ะ(ครับ)
สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)”ก็เท่านั้นเอง
แต่มันกลับให้ผู้ที่ถูกความจริงอันโหดร้ายบีบให้จมอยู่ในสถานการณ์คับขับได้สามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า —
อย่าพยายามมองข้ามตัวเอง
ตัวเราเองสามารถมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ได้
บางทีมันอาจจะเป็นแค่เพียงความใส่ใจความห่วงใยอันจริงใจ
ของคุณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ก็สามารถนำพาเอาแสงสว่างอันเจิดจรัสอย่างไม่มีขีดจำกัดมาสู่โลกได้
ด้วยเหตุนี้ความหวังความใฝ่ฝันที่แรงกล้าของพวกเรา …เพื่อนพ้องทั้งหลาย …
อย่ามัวเห็นแก่ตัวกันหรือเสียดายมันอยู่เลย
หวังว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป
พวกเราจะสามารถมอบหัวใจแห่งความรักและความเมตตาที่เราอัดเก็บ
ไว้ในใจมาเป็นเวลานานแสนนานนั้นมอบให้กับคนอื่นด้วยความเต็มใจ
จุดประกายแห่งความสว่างแก่โลก ….
ถึงแม้จะเป็นแสงเพียงริบหรี่เท่านั้น
แต่สำหรับคืนอันหนาวเหน็บอันเย็นยะเยือกของฤดูหนาว
มันเป็นประกายแห่งความอบอุ่นและแสงสว่างอันสุกสกาวจริงๆ
เรื่องนี้ตอนที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น
ทำให้คนญี่ปุ่นรู้สึกประทับใจมานับไม่ถ้วนแล้ว
ดังนั้นจึงมีคนพูดกันว่า
“ใครที่อ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว
ไม่มีใครเลยที่จะไม่หลั่งน้ำตาให้”
ถึงแม้คำพูดนี้ออกจะเกินจริงไปบ้าง
แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ได้อ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว
รู้สึกประทับใจจริง ๆ
จนน้ำตาร่วง และน้ำตาที่ร่วงรินเหล่านั้น
มันไม่ใช่น้ำตาจากความรันทดใจ
แต่เป็นน้ำตาที่หลั่งให้แก่ความประทับใจต่อความห่วงใยอย่างจริงใจ
และน้ำใจไมตรีอันกว้างขวางที่มอบให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

รอบรั้ว โรงพยาบาลอุดรธานี

Thursday, October 29, 2009





มีเสียงดังที่หน้าบ้านมากเลยค่ะ ออกไปดูที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เห็นรถของโรงพยาบาลอุดรธานีคันใหญ่จอดอยู่ เป็นรถรับบริจาคเลือดค่ะ เห็นป้ายของธนาคารบอกว่า กิจกรรมงานครบรอบวันสถาปนาธนาคารปีที่ 43 “สุขภาพดี กับ กองทุนทวีสุข” สำนักงาน ธกส.อุดรธานี วันที่ 29 ตุลาคม 2552 หน้าธนาคารมวลหมู่แม่ค้าจากอำเภอต่างๆเอาของมาขายกันมาก ของกิน ของใช้ ซึ่งตามธรรมดาแล้ว วันพฤหัสจะเป็นวันที่จะมีตลาดนัด ธกส. แต่ก็เอาแน่นอนไม่ได้ บางทีก็มี บางทีก็ไม่มีค่ะ

เดินไปข้างหลังธนาคารก็จะเห็นพนักงานธนาคารทำงานกันวุ่น ลูกค้าธนาคารก็เยอะที่มารอกันบริจาคเลือดให้กับโรงพยาบาล ตอนที่เข้าไปก็มีคนรอเข้าคิวบริจาคกันแล้ว เห็นแล้วก็ปลื้มใจค่ะ ที่เรายังมีคนใจบุญกุศล ทำบุญทำทานด้วยการ “ให้” บริจาคเลือดแก่คนที่รอรับอยู่ด้วยความเจ็บปวด เจ็บป่วย บุญนี้ครูว่ามากค่ะ ยิ่งกว่าเงินทองเสียอีก ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ

เมื่อวันก่อนพ่อบ้านได้มาส่งคนเจ็บมาจากบ้านผือ อายุ 67 ปี แล้ว ตกบ้านไหล่ทรุดไปข้างหนึ่ง ครั้งแรกส่งไปที่โรงพยาบาลบ้านผือ เอ๊กเรย์ดูแล้ว เหมือนกับว่ากระดูกจะร้าว เลยส่งต่อมาที่โรงพยาบาลอุดรธานี ถือว่าโชคดีมากค่ะ ที่เขาไม่เป็นอะไรมาก เกือบ 5 โมงเย็นแล้ว ยังเจอหมอกระดูกที่โรงพยาบาล คุณหมอยังเด็กอยู่เลยค่ะ ถ้าจำไม่ผิดชื่อคุณหมอธารทิพย์ ใจดีมากพูดให้กำลังใจตลอด แต่อย่างไรก็ตาม ครูก็ยังคิดอยู่ว่าหมอบ้านเรายังไม่พออยู่ค่ะ บ้านนอกห่างไกล ไม่ใช่แค่ห่างไกลจากตัวเมือง ยังห่างไกลหมอเสียเหลือเกิน วันนั้นกว่าจะนำคนป่วยมาถึงมือหมอได้ เดินทางนับ 100 กิโลเมตรทีเดียวค่ะ หมอและพยาบาลที่มีอยู่ล้วนต้องทำงานหนักกันทั้งนั้น มองดูแล้วก็ได้แต่ให้กำลังใจกันอย่างเดียว และขอชื่นชมกับความเสียสละของเขาค่ะ