Daisypath Anniversary tickers

รอบรั้ว วันลอยกระทง

Thursday, October 29, 2009


ตอนนี้ครูกำลังสร้างบ้านสวนอยู่ค่ะ เมื่อวานมีเวลาว่างอยู่บ้าง เลยออกไปดูราคาวัสดุก่อสร้าง ก็ได้ยินเสียงเพลงลอยกระทงแว่วๆมา ก็ทำให้คิดย้อนหลังปีก่อนๆ วันลอยกระทงนี่ไม่ว่าลูกหรือหลานล้วนมีกิจกรรมทางโรงเรียน ทำกระทงออกไปขาย ใกล้ๆกับบริเวณที่ลอยกระทง จะเจอเด็กนักเรียนวัยรุ่นรวมกลุ่มกันขายกระทงกัน เป็นที่สนุกสนาน
พ่อบ้านเล่าให้ฟังว่า เพื่อนของพ่อบ้านได้แต่งงานก็เพราะไปลอยกระทงด้วยกันนี่แหละ ตอนที่กำลังอธิษฐานขออะไรๆก่อนลอยกระทงไป เขาได้เอาเข็มหมุดมัดด้าย แอบเสียบต่อกับกระทงของแฟน ให้ต่อกับกระทงของเขาตอนที่เอากระทงมาวางคู่กันในน้ำ แล้วก็พุ้ยน้ำให้กระทงลอยไป...แล้วก็บอกว่ากระทงยังอยู่คู่กันตลอด ไม่แยกจากกันเลย สื่อให้เห็นว่า เขากับแฟนนั้นเป็นเนื้อคู่แน่แท้ แหม!!! หลอกกันตั้งแต่ต้นเลยนะนี่ แต่เขาก็ได้แต่งงานกัน อยู่ด้วยกันจนบัดนี้
เดือนสิบสองของไทย เป็นเดือนที่คนไทยได้สนุกกันอีกครั้งในการลอยเคราะห์ ลอยบาป ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อแม่พระคงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำ นัมมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก ในวันเพ็ญเราก็จะได้เห็นกระทงในทุกที่ ลอยในแหล่งน้ำ แม่น้ำ ลำคลอง บางทีมองไปบนท้องฟ้ายังเห็นแสงไฟลอยลิบๆ เขาลอยกระทงอากาศกัน บางปีไม่ได้ออกไป ลอยกันในอ่างเลี้ยงปลา ที่สวยจริงๆคือการลอยกระทงสาย ที่กระทงเรียงตามกันมาตลอดสายแม่น้ำ มองไกลไปสุดสายตา สวยงามประดับแม่น้ำ รู้สึกว่าครั้งหนึ่งเหล่าราชวงศ์ทั่วโลกที่มาร่วมงานฉลองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ต่างก็ตลึงกับความงามนี้ จากกระทงสายของเรา
ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องวันลอยกระทงของเรา
เป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่เราได้ใช้น้ำ ตลอดจนถึงการทิ้งสิ่งปฏิกูลลงแม่น้ำ
เป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่พระพุทธบาทไว้บนหาดทรายแม่น้ำนัมมทามหานทีในประเทศอินเดีย
เป็นการลอยทุกข์ ลอยโศก รวมทั้งโรคภัยต่างๆไปกับแม่น้ำ
ชาวไทยภาคเหนือมีความเชื่อว่า การลอยกระทงเป็นการบูชาพระอุปคุต ที่ตำนานเล่าเอาไว้ว่าสามารถปราบพระยามารได้

รอบรั้ว หมู่มาร


เคยสังเกตบ้างไหมคะ ว่าบางครั้งที่เราจะทำอะไร มักมีสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรืออะไรสักอย่างมาขัดขวาง ไม่ให้เราทำได้สำเร็จ แล้วเราก็บอกว่า แหม มันช่างมีมารมาขวางเสียจริงๆ ในทางกลับกัน ถ้าเราจะทำอะไรที่มันผิด ก็จะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ด้วยเหมือนกัน คือมาขวางไม่ให้เราทำได้สำเร็จ หรืออย่างน้อยก็ทำให้เราได้คิด ว่าสิ่งที่เราจะทำไปนั้น มันไม่ถูกต้อง อย่างนี้เราบอกว่า ผีบ้านผีเรือนเข้ามาขวางหรือเตือน หรือถ้าเกี่ยวกับความเสียหายของชาติแล้วละก็ต้องพูดว่า พระสยามเทวาธิราชเข้าไปขัดขวาง เหตุการณ์แบบนี้เราเห็นบ่อยค่ะ
ทีนี้มารที่ว่ามาตอนต้น ในคติของเรามาเป็นหมู่เลย เรียกว่าหมู่มารค่ะ มารตัวสำคัญ ที่เราต้องต่อสู้กันอย่างจริงจังคือ กิเลสมาร มารนี้มาหาเราอยู่ทุกวี่วัน ไม่เคยหยุด เป็นกระแสของความโลภ โกรธ หลง และเป็นตัวที่จับสรรพสัตว์ทั้งหลายให้วนเวียนในภพ 3 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้เราเอาชนะกิเลสนี้เป็นสำคัญ เมื่อชนะแล้วก็สามารถตัดกระแสกิเลสและบรรลุพระนิพพานได้ ขันธมาร คือ ขันธ์ 5 หรือก็คือ ร่างกายของสัตว์โลกที่เป็นภาระอันหนัก ต้องคอยบำรุง ดูแล รักษา ทำความสะอาด มีความเสื่อมเป็นปกติ ที่เราต้องมานวดขา นวดคอ ไปหาหมอนั่นเพราะขันธมารมาเยี่ยมเราค่ะ อภิสังขารมาร คือ วิบากหรือผลของกรรมที่เราจะต้องก้มหน้าก้มตาชดใช้ ถ้าไปทำผิดพลาด ก่อบาปกรรมขึ้น โดยมีกิเลสมารบีบคั้นให้สรรพสัตว์ไปก่อกรรมขึ้น หรือ ก็คือ กิเลสมารบังคับ บีบคั้นให้สร้างกรรม และต้องมารับผลของวิบากกรรม ซึ่งก็คือ อภิสังขารมาร นี่ถ้าเราเอาชนะกิเลสมารตั้งแต่ต้น มารนี้ก็จะไม่มาเยี่ยมกรายเราได้เลยละค่ะ ทีนี้มารที่ทุกคนกลัว และท่านพุทธทาสบอกนักบอกหนาว่าเตรียมตัวเตรียมใจกันตั้งแต่เนิ่นๆ อย่าไปกลัวนั่นคือ มัจจุมาร คือ ความตาย ที่ครอบคลุมสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ต้องถอดกายตายลง แล้วไปแสวงหาที่เกิดใหม่ตามกำลังแห่งกรรม ซึ่งก็คือ ผลของอภิสังขารมารนั่นเอง เมื่อเกิดใหม่แล้วก็ปิดบังภพชาติ ไม่ให้สรรพสัตว์ทั้งหลายรู้ความจริงของชีวิต ไม่ให้รู้เรื่องกฎแห่งกรรม แล้วเมื่อมัจจุมารทำให้มนุษย์ตายได้แล้ว ก็เอาไปตรึงไว้ที่อบายภูมิบ้าง สวรรค์และพรหมโลกบ้าง เพื่อให้เสียเวลาในการสร้างบารมีให้ ติดใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันเป็นทิพย์ ทำให้ไม่มีความคิดหาทางเลิกเกิด และเทวบุตรมาร คือ มารที่มีตัวตน จริงๆ มีตัวเป็นๆ เช่น มารที่เคยมาทูลให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน หรือ แม้แต่เทวดาบางพวกที่ถูกมิจฉาครอบงำ หรือ ก็คือโดนกิเลสมารบีบคั้นนั้นเองให้มีความคิดผิดเพี้ยนไป แล้วคอยขวางบุคคลอื่นไม่ให้ทำความดี ว่ากันว่าพระยามารนี่เคยต่อสู้กับเจ้าชายสิทธัตถะมาหลายครั้ง เช่นออกมาห้ามไม่ให้ออกบวช ส่งธิดามารสวยๆออกมาขัดขวาง และเมื่อเห็นว่าพระพุทธเจ้าจะสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ยกมาทั้งกองทัพทีเดียว เพื่อมาขัดขวาง การต่อสู้ของพระยามารกับพระพุทธเจ้านั้นน่าตื่นเต้นค่ะ ถ้าเรามานึกเอาแบบในทางโลก คือการต่อสู้ที่เอาจริงเอาจัง ถึงตาย ถ้าเกิดแพ้ขึ้นมา และผลสุดท้ายพระยามารก็พ่ายแพ้ไป เมื่อพระแม่ธรณีออกมาช่วยพระพุทธเจ้าเอาไว้โดยการบีบมวยผม เพื่อบอกกับพระยามารว่า บัลลังก์ที่พระพุทธเจ้าประทับนั้น เป็นของพระพุทธเจ้าโดยแท้ และน้ำที่ไหลออกมาจากมวยผมนั้น มาจากการหยาดน้ำทุกครั้งที่ พระพุทธองค์ ทรงกระทำความดี ตั้งแต่ครั้นอดีตหลายแสนหมื่นล้านภพชาติ พระยามารตนนั้นคือ พระวสวัตตีมาร หรือพระสหัสพาหุ หรือ พระยามาราธิราช ที่เรียกกันทั่วไปว่า พระยามาร บนสวรรค์เรียกท่านว่า ท้าวมาลัยค่ะ
เราเองก็เอาชนะมารได้เหมือนกันค่ะ นั่งสมาธิทับมารเอาไว้ เดินจงกรมเหยียบมารเอาไว้ไม่ให้ขึ้นมาตีเสมอเรา หายใจเข้าออกรดต้นคอมารเอาไว้ บอกกับมารว่าฉันรู้ทันแกนะ แค่นี้มารมันก็ได้แต่ดูเราอยู่ห่างๆแล้วละค่ะ จะสรุปได้ง่ายๆ ก็คือให้รามี ”สติ”นั่นเองค่ะ

รอบรั้ว ถนนสายแห่งศรัทธา วัดนาหลวง

Wednesday, July 15, 2009

ก่อนที่จะถึงวันเข้าพรรษาแค่คืนเดียว ทำให้เราเห็นสัจธรรมอย่างหนึ่งของชาวพุทธได้ นั่นคือ “ศรัทธา” ความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงวัดที่ตัวเองตั้งใจจะไปร่วมทำบุญ ฟังเทศน์ ฟังธรรม คืนนั้น ฝนตกลงมาทั้งคืน ครูอยู่ที่วัด เพราะต้องไปช่วยวัดทำงาน ส่วนที่รับผิดชอบก็คือจัดจีบผ้าประดับตกแต่งโต๊ะล่วงหน้าก่อนวันงาน ฝนที่ตกลงมาแทบบอกว่าเทลงมา แบบไม่หยุดหย่อน กว่าฝนจะซาลงก็ถึงเช้าพอดี แต่ก็ยังโปรยลงมาเป็นระยะๆ ทำให้ถนนที่เข้าสู่”วัดนาหลวง-อภิญญาเทสิตธรรม” ต.คำด้วง อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี ซึ่งเป็นถนนดินแดง กลายเป็นถนนโคลนแดงไปทันที และเมื่อมีรถยนต์นับพันเคลื่อนเข้ามา ก็ทำให้ถนนนั้นแปรเปลี่ยนไปเป็นบ่อโคลน ช่วงถนนเรียบ และเป็นถนนลื่นไถล ช่วงขึ้นเนิน และคนขับรถจะต้องบังคับรถให้อยู่บนพื้นถนนให้ได้ เพราะพื้นถนนนั่นเป็นพื้นแข็ง อย่างเก่งก็แค่ล้อหมุนฟรี ลื่นอย่างเดียว แต่ถ้ารถเอียงออกนอกถนนไปก็จะไปเจอขอบถนน นี่แหละคือจุดอันตราย ขอบถนน นอกจากจะลื่นแล้ว ดินก็อ่อน ทำให้รถไถลตกคูข้างถนน ตอนนี้แหละที่ทำให้รถติดอยู่กับที่ ไปหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ และในตอนสายๆรถที่เข้าวัดไปก่อน รู้ตัวแล้วว่าไม่สามารถขึ้นไปถึงวัดได้ ก็ขับออกมา สวนกับรถที่เดินทางเข้าไปสู่วัด ทำให้ต้องหลบหลีกกัน และทำให้รถที่ทั้งเข้า ทั้งออกจากวัด ต้องตกถนนกันนับสิบคัน แต่เรื่องนี้แค่เป็นเรื่องรอง เรื่องสำคัญคือ “ศรัทธา” ที่ทุกคนที่ร่วมกันอยู่บนถนนสายศรัทธานั้น ต่างก็ร่วมแรงร่วมใจกัน พากันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย หน้าตายิ้มแย้ม ถ้าใครได้เห็นแล้ว ก็จะปลื้มใจที่ทุกคนต่างก็ร่วมกัน “ทำบุญ” ก่อนที่จะถึงวัดเสียอีก

วันนั้นทั้งวัน ถนนที่เข้าสู่วัด กลายเป็นถนนโคลน และเป็นงานของชาวพุทธได้ฉลองศรัทธา ด้วยการทำบุญ “เข็นรถเข้าวัด”กันแทบทั้งวัน จวบจนบ่ายๆรถเข้าวัดก็ซาลง รถที่เข้าไปไม่ได้ ก็ต้องจอดรอญาติธรรมที่เข้าวัดไปได้ โดยวิธีการเดินไป อาศัยรถคันอื่นไป หรือเดินไปครึ่งทางก็จะมีรถมารับไปถึงวัด ซึ่งก็ไม่ใช่ใกล้ๆ นั่นคือเหตุการณ์ในวันเข้าพรรษา และแรงศรัทธาของญาติธรรม จากภาพที่ได้เก็บเอาไว้ ส่วนหนึ่งท่านจะได้เห็นความยากลำบาก ของคนที่นั่น การที่จะต้องสัญจรไปมา ในหมู่บ้านที่ห่างไกล ยากเย็นแค่ไหน งบประมาณเรื่องการขยายเส้นทางให้ได้มาตรฐานนั้น เรายังต้องการอยู่ แต่ว่า งบส่วนที่จะเอามาใช้นั้น ยังต้องเจียดไปในการซ่อมแซมถนน สายที่สำคัญกว่า และน่าเจ็บใจ ที่ถนนสายเหล่านั้น ล้วนแต่ต่ำกว่ามาตรฐานเท่าที่เราควรจะได้รับ น่าเสียดายนะคะ







รอบรั้ว ผู้ก่อการร้ายแบบไทยไทย

Tuesday, July 14, 2009


ช่วงหัวค่ำวันก่อนได้ยินอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง มาพูดเรื่องตำรวจของเรากำลังเรียกตัวแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรวม 36 คน ในฐานะ “ผู้ก่อการร้าย” ให้มารายงานตัว แล้วท่านก็เปรียบเทียบให้เห็นว่า ภาพของผู้ก่อการร้าย ที่โลกกำลังตัองการตัวอยู่นั้น มีลักษณะเช่นไร การส่งกองกำลังทหารทั้งกองทัพเข้าไปค้นหา ไปรุกทุกเขตพื้นที่ ที่จะจับตัวให้ได้ แล้วก็เกิดการลอบยิง การฆ่าเกิดขึ้นตลอดเวลา และดูว่า แม้ลงทุนลงแรงไปถึงขนาดนั้น จนป่านนี้ก็ยังจับตัวไม่ได้ เมื่อมาเทียบกับผู้ก่อการร้าย แบบไทยไทย ที่ตำรวจไทยต้องการตัว เพียงแค่ออกหมาย เรียกตัวมา เขาก็พร้อมที่จะเดินเข้าไปหา แล้วก็ยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ ก็ให้สงสัยว่า นี่เป็นผู้ก่อการร้ายแบบไหน ซึ่งทุกคนที่บ้านนั่งฟังไปแล้วก็อดหัวเราะไปกับมุกขำขันของอาจารย์เจิมศักดิ์ไม่ได้ ที่เปรียบเทียบให้เห็นภาพได้

ที่จริงเรื่องในทำนองนี้ดูเหมือนจะมีมาตรฐานในการเรียกหาที่ต่างกัน เพราะในขณะที่ฝ่ายพรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้นายกษิต ภิรมย์ หนึ่งในผู้ปราศรัยของพันธมิตรฯ ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในทันที เพื่อเป็นการแสดงสปิริตทางการเมือง รับผิดชอบกับความผิดที่ตามที่ตำรวจกล่าวหาว่า แต่พรรคประชาธิปัตย์ตอบโต้ว่า คนชื่อ "ทักษิณ ชินวัตร" ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินให้จำคุก 2 ปี แต่กลับหนีไปโน่นไปนี่ได้ทั่วโลก ได้แสดงความรับผิดชอบอะไรบ้าง ที่สำคัญยังปล่อยให้ลิ่วล้อล่ารายชื่อประชาชนมา 1 ล้านชื่อ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ กดดันสถาบันเบื้องสูง ทั้งๆที่หน่วยราชการที่มีหน้าที่โดยตรงเรื่องนี้ คือกรมราชทัณฑ์ได้ออกมาแถลงแล้ว ว่าไม่สามารถทำได้ เพราะนักโทษยังหนีอยู่เลย ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่วางไว้ คือต้องมาเข้าคุกก่อน แล้วจึงขอพระราชทานอภัยโทษ และต้องยื่นผ่านส่วนราชการ ไม่ใช่เดินไปหน้าประตูวังค่ะ

นี่คือความแตกต่างที่ยังปรากฏให้เห็น ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองถูกต้อง ส่วนอีกฝ่ายคือผู้ผิดและเป็นผู้ที่ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ในขณะที่กระบวนการที่นำไปสู่ความถูกต้องกลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรจะเป็น นั่นคือกระบวนการยุติธรรม การพิจารณาคดีที่ผู้ก่อการร้ายแบบไทยไทยโดนยิง โดนระเบิด โดนแก๊สน้ำตา ทั้งที่ตายไปนับสิบศพ พิการและบาดเจ็บอีกร่วมพัน ยังหาคำตอบไม่ได้เลย ว่าตายไปฟรีๆ หรือว่าตายไปแบบวีรชน กลุ่มคนที่สู้กับระบบคอรัปชั่น แล้วก็มาโดนข้อหาผู้ก่อการร้าย ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีเงินล้นฟ้า สามารถเข้ามาก่อกวนได้ไม่สิ้นสุด แถมศาลตัดสินแล้วด้วย ว่าหัวหน้า ตัวการใหญ่นั่น มีความผิด ตัดสินจำคุกไปแล้ว และการหนีไปได้นั่นก็เป็นที่คลางแคลงใจ ว่าหนีไปได้อย่างไร ทั้งๆที่คนธรรมดาอย่างเราๆไม่สามารถทำได้แน่ ไม่มีใครทำหน้าที่ และไม่มีใครอาย เพราะแม้แต่ชาวบ้านก็เดาออก ว่าหนีแน่นอน ซึ่งก็ไม่ใช่คนแรก นักการเมืองหนีไปคนแล้วคนเล่า ระบบราชการแบบไทยไทยเรา ปล่อยให้เป็นไป แล้วค่อยมาแก้กันภายหลัง แล้วก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ย้ำอีกครั้งค่ะ ต้นตอเรื่องราวต่างๆที่วุ่นวายและปล่อยให้เราต้องตามแก้อยู่เดี๋ยวนี้ คือ กระบวนการยุติธรรม และตำรวจที่เป็นต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม ที่ไม่ใส่ใจอย่างจริงจัง และต้องขอโทษตำรวจดีๆ ตำรวจน้ำดีที่ยังมี มีแต่ท่านเองเท่านั้นที่จะกอบกู้ภาพลักษณ์ขององค์กร ไม่มีใครหรอกที่จะกู้ชื่อแทนท่านได้นะคะ

รอบรั้ว เพื่อนบ้าน เขาสร้างชาติอย่างไร

Tuesday, June 30, 2009


เมื่อวานได้เขียนเรื่องคอร์รัปชั่นเอาไว้ เพราะเมื่อเห็นข่าวทำนองนี้แล้ว ยังอดใจไม่ไหวที่จะพูด ประเทศของเราน่าจะไปไกลกว่านี้มาก ถ้านักการเมืองและประชาชนของเรา ไม่ร่วมกันฉ้อฉล คดโกงประเทศชาติ เป็นพวกที่เห็นแก่ตัวมากที่สุด ไม่ได้นึกถึงส่วนรวม หรือประเทศชาติเลย การพัฒนาก็ไปไม่ถึงไหน ดูแค่การขนส่งอย่างเดียว การรถไฟไทย ไม่ได้มีความก้าวหน้าอะไรเลย ว่ากันว่า รางมีเท่าไหร่ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสร้างไว้ มาบัดนี้ก็ยังเท่าเดิม นี่แค่พูดเปรียบเทียบให้เห็น ว่ายังไม่เจริญไปกว่านั้น

นี่ถ้าเราขยายทางรถไฟทางภาคใต้ ฝั่งอันดามันให้เพิ่มอีกสาย ขนานไปกับฝั่งอ่าวไทย ครูว่าเศรษฐกิจของเราน่าจะไปไกลกว่านี้อีก นักท่องเที่ยวที่ยังแบกเป้ไปเป็นกลุ่มๆ ต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน ประเทศอื่นแถบนี้ยังคิดขยายกิจการ เพิ่มเป็นรถไฟความเร็วสูง อย่างเวียดนาม ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นสงครามมาเพียงไม่กี่สิบปี กว่าจะตั้งตัวหลังสงครามได้ก็นับสิบปีแล้ว มาบัดนี้ คิดก้าวหน้ากว่าไทยเสียอีก เราเองมัวหลงอยู่กับวังวนแย่งอำนาจของนักการเมือง นักโกงเมือง เป็นเบี้ยให้นักการเมืองหลอกใช้ ประเทศเราก็ไปไม่ถึงไหน สามัญสำนึกเรื่องความก้าวหน้าของประเทศชาติไม่เกิด เพราะมัวหลงลมปากของนักการเมือง ที่มีสัญญาสารพัดจะมอบให้

เรื่องนี้หยุดแค่นี้เอาไว้ก่อน มาต่อเรื่องคอร์รัปชั่นอีกสักตอน เมื่อวานได้พูดเอาไว้ว่าทำไมสิงคโปร์เขาถึงรักษาบ้านเมืองของเขาให้ปลอดเรื่องคอร์รัปชั่นเอาไว้ได้ ทั้งๆที่เมื่อก่อนโน้น สิงคโปร์ก็มีเรื่องแบบนี้ไม่ได้น้อยหน้าใครเลย จากบทความของ BOI บางตอน เขียนเอาไว้ว่า

“เมื่อนายลีกวนยูเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะปราบปรามคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง โดยได้ดำเนินการในรูปแบบต่างๆ อย่างเข้มงวด ทำให้สถานการณ์ปรับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ประการแรก ผู้นำประเทศ รวมถึงคณะรัฐมนตรี ต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่คอร์รัปชั่นเสียเอง มิฉะนั้น ข้าราชการและประชาชนทั่วไปจะหัวเราะเยาะและไม่เชื่อถือกับมาตรการปราบปรามคอร์รัปชั่น โดยเขาเคยกล่าวปราศรัยเมื่อปี 2522 ว่าประเทศสิงคโปร์จะอยู่รอดได้ก็ต่อเมื่อบรรดารัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงต้องไม่คอร์รัปชั่น ทั้งนี้ จากรัฐบาลที่ดำเนินการอย่างจริงจัง ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อถือ และกระตือรือร้นในการส่งเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายคอร์รัปชั่นให้แก่รัฐบาล

นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ได้เคยกล่าวให้ทัศนะเปรียบเทียบกับไทยและสิงคโปร์ในประเด็นนี้เมื่อเดือนธันวาคม 2544 ว่ากรณีของประเทศไทย “ผมแปลกใจที่ไม่มีการตรวจสอบบ้านของคนใหญ่คนโตที่หรูหรา มีที่หลายสิบไร่ มีที่จอดรถได้ 18 - 20 คัน ซึ่งมองไม่ออกเลยว่ามีมาได้อย่างไร ไปได้เงินทองมากมายมาจากไหน ... สังคมของสิงคโปร์ที่พ้นภาวะคอรัปชั่นได้เพราะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคนไม่กิน รวมถึงข้าราชการด้วย เขาใช้วิธีกำจัดออกไป”

ประการที่สอง มอบอำนาจอย่างเต็มที่ให้แก่หน่วยงาน Corrupt Practices Investigation Bureau (CPIB) ซึ่งขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี มีอำนาจที่จะสอบสวนการกระทำผิดอย่างจริงจัง สามารถเรียกบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาให้ปากคำ ไม่ว่าบุคคลนั้นๆ จะมีตำแหน่งใหญ่โตเพียงใดก็ตาม และดำเนินการสอบสวนอย่างรวดเร็ว ไม่ดำเนินการสอบสวนแบบชักช้า หรือแบบลูบหน้าปะจมูกเป็นมวยล้มต้มคนดู

อนึ่ง นอกจากดำเนินคดีภายหลังคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นแล้ว หน่วยงานแห่งนี้ยังมีอำนาจในการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาคอร์รัปชั่นที่ต้นเหตุ ตามกฎหมายป้องกันคอร์รัปชั่น Prevention of Corruption Act (POCA) กล่าวคือ หน่วยราชการบางแห่ง เช่น หน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง หน่วยงานศุลกากร กรมสรรพากร หน่วยงานตำรวจจราจร ฯลฯ เดิมมีปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นอย่างมาก และสาเหตุของปัญหาอยู่ที่ขั้นตอนและระบบการทำงาน

ดังนั้น หน่วยงาน CPIB ได้เข้าไปตรวจสอบกระบวนการทำงาน รวมถึงตรวจสอบระยะเวลาการอนุมัติอนุญาตต่างๆ เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานเสียใหม่ให้มีโอกาสเกิดคอร์รัปชั่นลดลง นับว่าเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้ปัญหาคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นที่ต้นเหตุอย่างได้ผล

ประการที่สาม ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย โดยกำหนดว่าการที่ข้าราชการที่ร่ำรวยผิดปกติ หรือมิฉะนั้น ก็มีวิถีชีวิตใช้จ่ายเงินจำนวนมากเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ที่ได้รับแล้ว เป็นต้นว่า มีเงินเดือนเพียงแค่นิดเดียว ไม่ได้เกิดมาร่ำรวย แต่กลับขับรถยนต์หรูหราราคาแพงมาทำงาน อาศัยอยู่ในบ้านราคาหลายสิบล้านบาท ถือว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ว่าบุคคลนั้นๆ ประพฤติมิชอบในการปฏิบัติราชการ พนักงานสอบสวนไม่ต้องไปหาหลักฐานใบเสร็จให้เหนื่อยยาก ดังนั้น เว้นแต่ข้าราชการคนนั้นๆ สามารถอธิบายถึงแหล่งที่มาของเงินดังกล่าวแล้ว จะถูกดำเนินคดี ส่วนบรรดาทรัพย์สินดังกล่าวจะถูกริบเป็นของทางราชการด้วย

ประการที่สี่ กำหนดโทษระดับสูง โดยกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 2.5 ล้านบาท รวมถึงต้องจ่ายค่าปรับเท่ากับเงินสินบนที่ได้รับ ยิ่งไปกว่านั้น หากคอร์รัปชั่นเกี่ยวข้องกับสัญญาของรัฐบาลหรือเป็นสมาชิกรัฐสภาแล้ว โทษจำคุกเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 7 ปี

ประการที่ห้า ขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการให้พอเพียงต่อการดำรงชีพและอยู่ระดับใกล้เคียงกับเงินเดือนในภาคเอกชน เนื่องจากข้าราชการบางคนนั้น แม้จะมีทัศนคติที่ดีไม่ต้องการคอร์รัปชั่น แต่อาจจะถูกสถานการณ์บีบบังคับ

ประการที่หก รณรงค์ประชาชนให้ตระหนักว่าคอร์รัปชั่นเป็นเชื้อโรคร้ายที่บั่นทอนการพัฒนาประเทศผ่านสื่อต่างๆ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นในอดีตว่ากระทบต่อประเทศสิงคโปร์มากน้อยเพียงใด หน่วยงาน CPIB ได้เปิดพิพิธภัณฑ์คอร์รัปชั่นขึ้นที่สำนักงานใหญ่เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เยี่ยมชม โดยกำหนดลูกค้าเป้าหมายเป็นเด็กนักเรียนสิงคโปร์ที่เป็นคนรุ่นใหม่ของประเทศ ที่เกิดภายหลังรัฐบาลปราบปรามคอร์รัปชั่นแล้ว ส่วนใหญ่จึงไม่เคยมีประสบการณ์ในด้านคอร์รัปชั่นมาก่อน ต้องมาทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์ว่าในอดีตคอร์รัปชั่นเป็นไปอย่างไร รวมถึงลูกค้าเป้าหมายเป็นบรรดาข้าราชการต่างประเทศที่เดินทางมาดูงานเพื่อต้องการเรียนรู้ถึงเคล็ดลับความสำเร็จในการปราบปรามคอร์รัปชั่นของสิงคโปร์ด้วย

พิพิธภัณฑ์ได้แสดงคดีดังคดีเด่นให้ประชาชนได้รับทราบ โดยเฉพาะ “เกียรติประวัติ” บุคคลสำคัญหลายคน เป็นต้นว่า คดีที่นาย Teh Cheang Wan ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาประเทศ ซึ่งได้ฆ่าตัวตายเมื่อปี 2529 ขณะอยู่ระหว่างถูกสอบสวนคดีคอร์รัปชั่นโดยหน่วยงาน CPIB รวมถึงนิทรรศการเกี่ยวกับคดีของนาย Wee Toon Boon อดีตรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ที่ถูกพิพากษาว่ากระทำผิดในด้านคอร์รัปชั่นเมื่อปี 2518 ซึ่งถูกพิพากษาให้จำคุก 4 ปี 6 เดือน ซึ่งต่อมาเขาอุทธรณ์ จึงได้ลดโทษจำคุกลงเหลือ 3 ปี”

เรื่องนี้ครูต้องพูดกันบ่อยๆ เพราะหวังเอาไว้ว่า เด็กนักเรียนรุ่นใหม่ของเรา จะได้รับทราบถึงโทษภัยของการคดโกง ว่าได้บั่นทอนศักยภาพของประเทศไปอย่างไร เงินภาษีที่เราได้จ่ายลงไปนั้น จะต้องกลับมาพัฒนาประเทศ คืนมาสู่สังคม ไม่ใช่ไปตกอยู่ในมือของนักการเมืองและพวกพ้องของเขา

ขอบคุณเจ้าของบทความค่ะ คุณยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ในหัวข้อเรื่อง ทำไมสิงคโปร์แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นผลสำเร็จ? และเว็บไซท์ www.boi.go.th