รอบรั้ว ถนนสายแห่งศรัทธา วัดนาหลวง
Wednesday, July 15, 2009
ก่อนที่จะถึงวันเข้าพรรษาแค่คืนเดียว ทำให้เราเห็นสัจธรรมอย่างหนึ่งของชาวพุทธได้ นั่นคือ “ศรัทธา” ความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงวัดที่ตัวเองตั้งใจจะไปร่วมทำบุญ ฟังเทศน์ ฟังธรรม คืนนั้น ฝนตกลงมาทั้งคืน ครูอยู่ที่วัด เพราะต้องไปช่วยวัดทำงาน ส่วนที่รับผิดชอบก็คือจัดจีบผ้าประดับตกแต่งโต๊ะล่วงหน้าก่อนวันงาน ฝนที่ตกลงมาแทบบอกว่าเทลงมา แบบไม่หยุดหย่อน กว่าฝนจะซาลงก็ถึงเช้าพอดี แต่ก็ยังโปรยลงมาเป็นระยะๆ ทำให้ถนนที่เข้าสู่”วัดนาหลวง-อภิญญาเทสิตธรรม” ต.คำด้วง อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี ซึ่งเป็นถนนดินแดง กลายเป็นถนนโคลนแดงไปทันที และเมื่อมีรถยนต์นับพันเคลื่อนเข้ามา ก็ทำให้ถนนนั้นแปรเปลี่ยนไปเป็นบ่อโคลน ช่วงถนนเรียบ และเป็นถนนลื่นไถล ช่วงขึ้นเนิน และคนขับรถจะต้องบังคับรถให้อยู่บนพื้นถนนให้ได้ เพราะพื้นถนนนั่นเป็นพื้นแข็ง อย่างเก่งก็แค่ล้อหมุนฟรี ลื่นอย่างเดียว แต่ถ้ารถเอียงออกนอกถนนไปก็จะไปเจอขอบถนน นี่แหละคือจุดอันตราย ขอบถนน นอกจากจะลื่นแล้ว ดินก็อ่อน ทำให้รถไถลตกคูข้างถนน ตอนนี้แหละที่ทำให้รถติดอยู่กับที่ ไปหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ และในตอนสายๆรถที่เข้าวัดไปก่อน รู้ตัวแล้วว่าไม่สามารถขึ้นไปถึงวัดได้ ก็ขับออกมา สวนกับรถที่เดินทางเข้าไปสู่วัด ทำให้ต้องหลบหลีกกัน และทำให้รถที่ทั้งเข้า ทั้งออกจากวัด ต้องตกถนนกันนับสิบคัน แต่เรื่องนี้แค่เป็นเรื่องรอง เรื่องสำคัญคือ “ศรัทธา” ที่ทุกคนที่ร่วมกันอยู่บนถนนสายศรัทธานั้น ต่างก็ร่วมแรงร่วมใจกัน พากันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย หน้าตายิ้มแย้ม ถ้าใครได้เห็นแล้ว ก็จะปลื้มใจที่ทุกคนต่างก็ร่วมกัน “ทำบุญ” ก่อนที่จะถึงวัดเสียอีก
วันนั้นทั้งวัน ถนนที่เข้าสู่วัด กลายเป็นถนนโคลน และเป็นงานของชาวพุทธได้ฉลองศรัทธา ด้วยการทำบุญ “เข็นรถเข้าวัด”กันแทบทั้งวัน จวบจนบ่ายๆรถเข้าวัดก็ซาลง รถที่เข้าไปไม่ได้ ก็ต้องจอดรอญาติธรรมที่เข้าวัดไปได้ โดยวิธีการเดินไป อาศัยรถคันอื่นไป หรือเดินไปครึ่งทางก็จะมีรถมารับไปถึงวัด ซึ่งก็ไม่ใช่ใกล้ๆ นั่นคือเหตุการณ์ในวันเข้าพรรษา และแรงศรัทธาของญาติธรรม จากภาพที่ได้เก็บเอาไว้ ส่วนหนึ่งท่านจะได้เห็นความยากลำบาก ของคนที่นั่น การที่จะต้องสัญจรไปมา ในหมู่บ้านที่ห่างไกล ยากเย็นแค่ไหน งบประมาณเรื่องการขยายเส้นทางให้ได้มาตรฐานนั้น เรายังต้องการอยู่ แต่ว่า งบส่วนที่จะเอามาใช้นั้น ยังต้องเจียดไปในการซ่อมแซมถนน สายที่สำคัญกว่า และน่าเจ็บใจ ที่ถนนสายเหล่านั้น ล้วนแต่ต่ำกว่ามาตรฐานเท่าที่เราควรจะได้รับ น่าเสียดายนะคะ
Labels: ทั่วไป ตามใจคิด, พุทธศาสนา, วัดอภิญญาเทสิตธรรม
รอบรั้ว ผู้ก่อการร้ายแบบไทยไทย
Tuesday, July 14, 2009

ช่วงหัวค่ำวันก่อนได้ยินอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง มาพูดเรื่องตำรวจของเรากำลังเรียกตัวแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรวม 36 คน ในฐานะ “ผู้ก่อการร้าย” ให้มารายงานตัว แล้วท่านก็เปรียบเทียบให้เห็นว่า ภาพของผู้ก่อการร้าย ที่โลกกำลังตัองการตัวอยู่นั้น มีลักษณะเช่นไร การส่งกองกำลังทหารทั้งกองทัพเข้าไปค้นหา ไปรุกทุกเขตพื้นที่ ที่จะจับตัวให้ได้ แล้วก็เกิดการลอบยิง การฆ่าเกิดขึ้นตลอดเวลา และดูว่า แม้ลงทุนลงแรงไปถึงขนาดนั้น จนป่านนี้ก็ยังจับตัวไม่ได้ เมื่อมาเทียบกับผู้ก่อการร้าย แบบไทยไทย ที่ตำรวจไทยต้องการตัว เพียงแค่ออกหมาย เรียกตัวมา เขาก็พร้อมที่จะเดินเข้าไปหา แล้วก็ยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ ก็ให้สงสัยว่า นี่เป็นผู้ก่อการร้ายแบบไหน ซึ่งทุกคนที่บ้านนั่งฟังไปแล้วก็อดหัวเราะไปกับมุกขำขันของอาจารย์เจิมศักดิ์ไม่ได้ ที่เปรียบเทียบให้เห็นภาพได้
ที่จริงเรื่องในทำนองนี้ดูเหมือนจะมีมาตรฐานในการเรียกหาที่ต่างกัน เพราะในขณะที่ฝ่ายพรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้นายกษิต ภิรมย์ หนึ่งในผู้ปราศรัยของพันธมิตรฯ ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในทันที เพื่อเป็นการแสดงสปิริตทางการเมือง รับผิดชอบกับความผิดที่ตามที่ตำรวจกล่าวหาว่า แต่พรรคประชาธิปัตย์ตอบโต้ว่า คนชื่อ "ทักษิณ ชินวัตร" ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินให้จำคุก 2 ปี แต่กลับหนีไปโน่นไปนี่ได้ทั่วโลก ได้แสดงความรับผิดชอบอะไรบ้าง ที่สำคัญยังปล่อยให้ลิ่วล้อล่ารายชื่อประชาชนมา 1 ล้านชื่อ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ กดดันสถาบันเบื้องสูง ทั้งๆที่หน่วยราชการที่มีหน้าที่โดยตรงเรื่องนี้ คือกรมราชทัณฑ์ได้ออกมาแถลงแล้ว ว่าไม่สามารถทำได้ เพราะนักโทษยังหนีอยู่เลย ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่วางไว้ คือต้องมาเข้าคุกก่อน แล้วจึงขอพระราชทานอภัยโทษ และต้องยื่นผ่านส่วนราชการ ไม่ใช่เดินไปหน้าประตูวังค่ะ
นี่คือความแตกต่างที่ยังปรากฏให้เห็น ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองถูกต้อง ส่วนอีกฝ่ายคือผู้ผิดและเป็นผู้ที่ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ในขณะที่กระบวนการที่นำไปสู่ความถูกต้องกลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรจะเป็น นั่นคือกระบวนการยุติธรรม การพิจารณาคดีที่ผู้ก่อการร้ายแบบไทยไทยโดนยิง โดนระเบิด โดนแก๊สน้ำตา ทั้งที่ตายไปนับสิบศพ พิการและบาดเจ็บอีกร่วมพัน ยังหาคำตอบไม่ได้เลย ว่าตายไปฟรีๆ หรือว่าตายไปแบบวีรชน กลุ่มคนที่สู้กับระบบคอรัปชั่น แล้วก็มาโดนข้อหาผู้ก่อการร้าย ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีเงินล้นฟ้า สามารถเข้ามาก่อกวนได้ไม่สิ้นสุด แถมศาลตัดสินแล้วด้วย ว่าหัวหน้า ตัวการใหญ่นั่น มีความผิด ตัดสินจำคุกไปแล้ว และการหนีไปได้นั่นก็เป็นที่คลางแคลงใจ ว่าหนีไปได้อย่างไร ทั้งๆที่คนธรรมดาอย่างเราๆไม่สามารถทำได้แน่ ไม่มีใครทำหน้าที่ และไม่มีใครอาย เพราะแม้แต่ชาวบ้านก็เดาออก ว่าหนีแน่นอน ซึ่งก็ไม่ใช่คนแรก นักการเมืองหนีไปคนแล้วคนเล่า ระบบราชการแบบไทยไทยเรา ปล่อยให้เป็นไป แล้วค่อยมาแก้กันภายหลัง แล้วก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ย้ำอีกครั้งค่ะ ต้นตอเรื่องราวต่างๆที่วุ่นวายและปล่อยให้เราต้องตามแก้อยู่เดี๋ยวนี้ คือ กระบวนการยุติธรรม และตำรวจที่เป็นต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม ที่ไม่ใส่ใจอย่างจริงจัง และต้องขอโทษตำรวจดีๆ ตำรวจน้ำดีที่ยังมี มีแต่ท่านเองเท่านั้นที่จะกอบกู้ภาพลักษณ์ขององค์กร ไม่มีใครหรอกที่จะกู้ชื่อแทนท่านได้นะคะ
Labels: ทั่วไป ตามใจคิด, ประชาธิปไตย
รอบรั้ว เพื่อนบ้าน เขาสร้างชาติอย่างไร
Tuesday, June 30, 2009

เมื่อวานได้เขียนเรื่องคอร์รัปชั่นเอาไว้ เพราะเมื่อเห็นข่าวทำนองนี้แล้ว ยังอดใจไม่ไหวที่จะพูด ประเทศของเราน่าจะไปไกลกว่านี้มาก ถ้านักการเมืองและประชาชนของเรา ไม่ร่วมกันฉ้อฉล คดโกงประเทศชาติ เป็นพวกที่เห็นแก่ตัวมากที่สุด ไม่ได้นึกถึงส่วนรวม หรือประเทศชาติเลย การพัฒนาก็ไปไม่ถึงไหน ดูแค่การขนส่งอย่างเดียว การรถไฟไทย ไม่ได้มีความก้าวหน้าอะไรเลย ว่ากันว่า รางมีเท่าไหร่ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสร้างไว้ มาบัดนี้ก็ยังเท่าเดิม นี่แค่พูดเปรียบเทียบให้เห็น ว่ายังไม่เจริญไปกว่านั้น
นี่ถ้าเราขยายทางรถไฟทางภาคใต้ ฝั่งอันดามันให้เพิ่มอีกสาย ขนานไปกับฝั่งอ่าวไทย ครูว่าเศรษฐกิจของเราน่าจะไปไกลกว่านี้อีก นักท่องเที่ยวที่ยังแบกเป้ไปเป็นกลุ่มๆ ต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน ประเทศอื่นแถบนี้ยังคิดขยายกิจการ เพิ่มเป็นรถไฟความเร็วสูง อย่างเวียดนาม ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นสงครามมาเพียงไม่กี่สิบปี กว่าจะตั้งตัวหลังสงครามได้ก็นับสิบปีแล้ว มาบัดนี้ คิดก้าวหน้ากว่าไทยเสียอีก เราเองมัวหลงอยู่กับวังวนแย่งอำนาจของนักการเมือง นักโกงเมือง เป็นเบี้ยให้นักการเมืองหลอกใช้ ประเทศเราก็ไปไม่ถึงไหน สามัญสำนึกเรื่องความก้าวหน้าของประเทศชาติไม่เกิด เพราะมัวหลงลมปากของนักการเมือง ที่มีสัญญาสารพัดจะมอบให้
เรื่องนี้หยุดแค่นี้เอาไว้ก่อน มาต่อเรื่องคอร์รัปชั่นอีกสักตอน เมื่อวานได้พูดเอาไว้ว่าทำไมสิงคโปร์เขาถึงรักษาบ้านเมืองของเขาให้ปลอดเรื่องคอร์รัปชั่นเอาไว้ได้ ทั้งๆที่เมื่อก่อนโน้น สิงคโปร์ก็มีเรื่องแบบนี้ไม่ได้น้อยหน้าใครเลย จากบทความของ BOI บางตอน เขียนเอาไว้ว่า
“เมื่อนายลีกวนยูเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะปราบปรามคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง โดยได้ดำเนินการในรูปแบบต่างๆ อย่างเข้มงวด ทำให้สถานการณ์ปรับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ประการแรก ผู้นำประเทศ รวมถึงคณะรัฐมนตรี ต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่คอร์รัปชั่นเสียเอง มิฉะนั้น ข้าราชการและประชาชนทั่วไปจะหัวเราะเยาะและไม่เชื่อถือกับมาตรการปราบปรามคอร์รัปชั่น โดยเขาเคยกล่าวปราศรัยเมื่อปี 2522 ว่าประเทศสิงคโปร์จะอยู่รอดได้ก็ต่อเมื่อบรรดารัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงต้องไม่คอร์รัปชั่น ทั้งนี้ จากรัฐบาลที่ดำเนินการอย่างจริงจัง ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อถือ และกระตือรือร้นในการส่งเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายคอร์รัปชั่นให้แก่รัฐบาล
นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ได้เคยกล่าวให้ทัศนะเปรียบเทียบกับไทยและสิงคโปร์ในประเด็นนี้เมื่อเดือนธันวาคม 2544 ว่ากรณีของประเทศไทย “ผมแปลกใจที่ไม่มีการตรวจสอบบ้านของคนใหญ่คนโตที่หรูหรา มีที่หลายสิบไร่ มีที่จอดรถได้ 18 - 20 คัน ซึ่งมองไม่ออกเลยว่ามีมาได้อย่างไร ไปได้เงินทองมากมายมาจากไหน ... สังคมของสิงคโปร์ที่พ้นภาวะคอรัปชั่นได้เพราะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคนไม่กิน รวมถึงข้าราชการด้วย เขาใช้วิธีกำจัดออกไป”
ประการที่สอง มอบอำนาจอย่างเต็มที่ให้แก่หน่วยงาน Corrupt Practices Investigation Bureau (CPIB) ซึ่งขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี มีอำนาจที่จะสอบสวนการกระทำผิดอย่างจริงจัง สามารถเรียกบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาให้ปากคำ ไม่ว่าบุคคลนั้นๆ จะมีตำแหน่งใหญ่โตเพียงใดก็ตาม และดำเนินการสอบสวนอย่างรวดเร็ว ไม่ดำเนินการสอบสวนแบบชักช้า หรือแบบลูบหน้าปะจมูกเป็นมวยล้มต้มคนดู
อนึ่ง นอกจากดำเนินคดีภายหลังคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นแล้ว หน่วยงานแห่งนี้ยังมีอำนาจในการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาคอร์รัปชั่นที่ต้นเหตุ ตามกฎหมายป้องกันคอร์รัปชั่น Prevention of Corruption Act (POCA) กล่าวคือ หน่วยราชการบางแห่ง เช่น หน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง หน่วยงานศุลกากร กรมสรรพากร หน่วยงานตำรวจจราจร ฯลฯ เดิมมีปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นอย่างมาก และสาเหตุของปัญหาอยู่ที่ขั้นตอนและระบบการทำงาน
ดังนั้น หน่วยงาน CPIB ได้เข้าไปตรวจสอบกระบวนการทำงาน รวมถึงตรวจสอบระยะเวลาการอนุมัติอนุญาตต่างๆ เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานเสียใหม่ให้มีโอกาสเกิดคอร์รัปชั่นลดลง นับว่าเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้ปัญหาคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นที่ต้นเหตุอย่างได้ผล
ประการที่สาม ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย โดยกำหนดว่าการที่ข้าราชการที่ร่ำรวยผิดปกติ หรือมิฉะนั้น ก็มีวิถีชีวิตใช้จ่ายเงินจำนวนมากเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ที่ได้รับแล้ว เป็นต้นว่า มีเงินเดือนเพียงแค่นิดเดียว ไม่ได้เกิดมาร่ำรวย แต่กลับขับรถยนต์หรูหราราคาแพงมาทำงาน อาศัยอยู่ในบ้านราคาหลายสิบล้านบาท ถือว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ว่าบุคคลนั้นๆ ประพฤติมิชอบในการปฏิบัติราชการ พนักงานสอบสวนไม่ต้องไปหาหลักฐานใบเสร็จให้เหนื่อยยาก ดังนั้น เว้นแต่ข้าราชการคนนั้นๆ สามารถอธิบายถึงแหล่งที่มาของเงินดังกล่าวแล้ว จะถูกดำเนินคดี ส่วนบรรดาทรัพย์สินดังกล่าวจะถูกริบเป็นของทางราชการด้วย
ประการที่สี่ กำหนดโทษระดับสูง โดยกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 2.5 ล้านบาท รวมถึงต้องจ่ายค่าปรับเท่ากับเงินสินบนที่ได้รับ ยิ่งไปกว่านั้น หากคอร์รัปชั่นเกี่ยวข้องกับสัญญาของรัฐบาลหรือเป็นสมาชิกรัฐสภาแล้ว โทษจำคุกเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 7 ปี
ประการที่ห้า ขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการให้พอเพียงต่อการดำรงชีพและอยู่ระดับใกล้เคียงกับเงินเดือนในภาคเอกชน เนื่องจากข้าราชการบางคนนั้น แม้จะมีทัศนคติที่ดีไม่ต้องการคอร์รัปชั่น แต่อาจจะถูกสถานการณ์บีบบังคับ
ประการที่หก รณรงค์ประชาชนให้ตระหนักว่าคอร์รัปชั่นเป็นเชื้อโรคร้ายที่บั่นทอนการพัฒนาประเทศผ่านสื่อต่างๆ
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นในอดีตว่ากระทบต่อประเทศสิงคโปร์มากน้อยเพียงใด หน่วยงาน CPIB ได้เปิดพิพิธภัณฑ์คอร์รัปชั่นขึ้นที่สำนักงานใหญ่เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เยี่ยมชม โดยกำหนดลูกค้าเป้าหมายเป็นเด็กนักเรียนสิงคโปร์ที่เป็นคนรุ่นใหม่ของประเทศ ที่เกิดภายหลังรัฐบาลปราบปรามคอร์รัปชั่นแล้ว ส่วนใหญ่จึงไม่เคยมีประสบการณ์ในด้านคอร์รัปชั่นมาก่อน ต้องมาทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์ว่าในอดีตคอร์รัปชั่นเป็นไปอย่างไร รวมถึงลูกค้าเป้าหมายเป็นบรรดาข้าราชการต่างประเทศที่เดินทางมาดูงานเพื่อต้องการเรียนรู้ถึงเคล็ดลับความสำเร็จในการปราบปรามคอร์รัปชั่นของสิงคโปร์ด้วย
พิพิธภัณฑ์ได้แสดงคดีดังคดีเด่นให้ประชาชนได้รับทราบ โดยเฉพาะ “เกียรติประวัติ” บุคคลสำคัญหลายคน เป็นต้นว่า คดีที่นาย Teh Cheang Wan ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาประเทศ ซึ่งได้ฆ่าตัวตายเมื่อปี 2529 ขณะอยู่ระหว่างถูกสอบสวนคดีคอร์รัปชั่นโดยหน่วยงาน CPIB รวมถึงนิทรรศการเกี่ยวกับคดีของนาย Wee Toon Boon อดีตรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ที่ถูกพิพากษาว่ากระทำผิดในด้านคอร์รัปชั่นเมื่อปี 2518 ซึ่งถูกพิพากษาให้จำคุก 4 ปี 6 เดือน ซึ่งต่อมาเขาอุทธรณ์ จึงได้ลดโทษจำคุกลงเหลือ 3 ปี”
เรื่องนี้ครูต้องพูดกันบ่อยๆ เพราะหวังเอาไว้ว่า เด็กนักเรียนรุ่นใหม่ของเรา จะได้รับทราบถึงโทษภัยของการคดโกง ว่าได้บั่นทอนศักยภาพของประเทศไปอย่างไร เงินภาษีที่เราได้จ่ายลงไปนั้น จะต้องกลับมาพัฒนาประเทศ คืนมาสู่สังคม ไม่ใช่ไปตกอยู่ในมือของนักการเมืองและพวกพ้องของเขา
ขอบคุณเจ้าของบทความค่ะ คุณยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ในหัวข้อเรื่อง ทำไมสิงคโปร์แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นผลสำเร็จ? และเว็บไซท์ www.boi.go.th
Labels: ทั่วไป ตามใจคิด, ประชาธิปไตย, วัฒนธรรม
รอบรั้ว เมืองไทย ร่วมกันโกงชาติ
Monday, June 29, 2009

เมื่อวานกลับมาจากสวน เมื่อมาถึงก็ได้ฟังข่าว ที่พูดถึงประเด็นที่สำคัญ คือการคอร์รัปชั่นของนักการเมือง ว่าคนไทยมีความคิดเห็นอย่างไร เนื้อข่าวลงรายละเอียดว่า สำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเรื่องชีวิตที่พอเพียงกับความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนและประเด็นสำคัญอื่นๆของประเทศในขณะนี้ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 17 จังหวัดของประเทศ จำนวน 1,228 ครัวเรือน พบว่าประชาชนร้อยละ 73.9 เห็นด้วยว่าการใช้ชีวิตพอเพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และประชาชนส่วนใหญ่พยายามรักษาสิ่งของเครื่องใช้ให้คงสภาพใช้งานได้ยาวนาน และมุ่งทำงานให้พออยู่พอกินและมีเงินเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น ทั้งนี้ ในการสำรวจความเห็นกรณีการทุจริตคอร์รัปชั่นมีประชาชนถึงร้อยละ 84.5 มองว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการทำธุรกิจ และส่วนใหญ่ร้อยละ 51.2 ยังยอมรับได้ที่รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น โดยคิดว่าทุกรัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชั่นถ้าทุจริตแล้วทำให้ประเทศรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดีก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้
ที่น่าตกใจก็คือ มีคนเห็นด้วยกับการทุจริตถึงร้อยละ 84.5 มองเป็นเรื่องธรรมดาเสียอีก และถ้าการทุจริตนั้นถ้าตัวเองได้รับผลประโยชน์ด้วย นี่พูดกันแบบง่ายๆเลย ก็เห็นด้วยกับการทุจริตนั้นถึง 51.2 เปอร์เซ็นต์ เกินครึ่งของคนที่สำรวจมา!!!! นี่มันอะไรกัน!!!!! เดี๋ยวนี้สังคมของเราก้าวไปสู่ยุคโจรครองเมืองแล้วหรืออย่างไร หลังจากที่มีนักการเมืองที่ฉ้อฉลเข้าไปสู่แหล่งเงินแหล่งทอง โกงเอาสมบัติชาติออกมา แล้วมาแจกจ่ายส่วนหนึ่งให้ ก็มีประชาชนออกมาเห็นด้วยกับการกระทำนั้น ทำให้มีข้อสงสัยเบื้องต้นขึ้นมาในใจทันที ข้อแรก ศาสนาของเราที่พร่ำสอนกันอยู่ สอนศาสนิกกันแบบไหน ทำไมจึงตาลปัตรกลับหน้ากลับหลังได้ถึงเพียงนี้ ข้อที่สอง โรงเรียนของเรา สอนกันแบบไหน คุณธรรมจริยธรรมถึงหายไปได้ถึงเพียงนี้ และภูมิความรู้การศึกษาของคนไทยมีเท่าไหร่กันแน่ หลังจากปฏิรูปกันมาเป็นเวลานาน
การสำรวจนี้มันสอดคล้องจากรายงานการศึกษาล่าสุดของสถาบัน Political and Economic Risk Consultancy (PERC) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ฮ่องกง ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อต้นเดือนเมษายน 2552 โดยสำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจระดับผู้บริหารทั้งของบริษัทในท้องถิ่นและบริษัทต่างชาติประมาณ 1,750 คน โดยจัดอันดับคอร์รัปชัน 16 ประเทศ จำแนกเป็น 14 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศภายนอกภูมิภาคอีก 2 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา
ผลการสำรวจพบว่าอินโดนีเซียครองแชมป์อันดับ 1 โดยได้รับคะแนน 8.32 ส่วนประเทศไทยได้รับตำแหน่งรองแชมป์ คือ 7.63 คะแนน ในเอเชียนี่ การโกงเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด เราอยู่ในลำดับที่ไม่น่าแปลกใจสักนิด จากสายตาของชาวต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นการเสริมได้เลย ว่าผลสำรวจของเอแบค ถูกต้อง!!!!! เรารับได้กับการโกงทุกรูปแบบ และรับได้แบบหน้าชื่นตาบาน และให้ดูทุกประเทศได้เลยว่ามีประเทศไหนบ้างที่มีการโกงกันแบบเราบ้าง และอยากให้เปรียบเทียบว่า ประเทศที่ไม่มีการโกงเกิดขึ้น เขาเจริญไปแบบไหน เชิญอ่านค่ะ
กัมพูชาอันดับ 3 ได้รับ 7.25 คะแนน อินเดียอันดับ 4 ได้รับ 7.21 คะแนน และเวียดนามอันดับ 5 ได้รับ 7.11 คะแนน สำหรับอันดับ 6 ถึงอันดับที่ 12 เรียงตามลำดับ คือ ฟิลิปปินส์ 7.0 คะแนน มาเลเซีย 6.70 คะแนน ไต้หวัน 6.47 คะแนน จีน 6.16 คะแนน มาเก๊า 5.84 คะแนน เกาหลีใต้ 4.64 คะแนน และญี่ปุ่น 3.99 คะแนน ส่วนประเทศที่ครองอันดับบ๊วย ซึ่งแสดงว่ามีความใสสะอาดระดับสูงสุด คือ สิงคโปร์ 1.01 คะแนน สำหรับรองบ๊วยอันดับ 2 – 4 คือ ฮ่องกง 1.89 คะแนน ออสเตรเลีย 2.40 คะแนน และสหรัฐฯ 2.89 คะแนน
ทั้งหมดนี้ เราแทบไม่ได้ยินข่าวเรื่องการคอร์รัปชั่นเลยก็คือ สิงคโปร์ มีแค่ครั้งเดียวก็คือการซื้อกิจการของอดีตนายกทักษิณแล้วทำให้บริษัทของสิงคโปร์ขาดทุนไปเป็นจำนวนมาก แล้วก็ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารของบริษัท นั่นก็คือบริษัทเทมาเซคของรัฐบาลสิงคโปร์ แต่นั่นก็มีเบื้องหลังเบื้องลึกอะไรอีก และอีก 2- 3 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง ถ้าเราได้ยินว่าถ้าเกิดนักการเมืองเขาโกง เขาจะลาออกทันที และบางครั้ง “อับอาย ขายหน้า เสียเกียรติภูมิ ทำให้ตระกูลด่างพร้อย” เลย ฆ่าตัวตาย ได้ยินบ่อยใช่มั๊ยคะ และถ้าไม่ถึงขั้นนั้น ไปสู่ศาล ผลสุดท้าย ก็เข้าคุก บางคนถึงตายในคุก มีมาแล้วทั้งนั้น นั่งไงคะ เขาถึงรักษาบ้านเมืองเอาไว้ได้ และเจริญก้าวหน้าจนอยู่แถวหน้าของประเทศที่เจริญแล้ว
อยากยกตัวอย่างของเราให้ดูซักตัวอย่างค่ะ ถนนบ้านเราที่สร้างเสร็จใหม่ๆ ใช้ไปเถอะ ไม่ถึง 6 เดือน รับประกันได้เลยค่ะ เป็นหลุมเป็นบ่อให้เห็นจะจะได้เลย ครูนี่เดินทางไปต่างอำเภอบ่อย เห็นเป็นประจำ นี่คือผลงานของนักการเมือง ข้าราชการของเราร่วมกับบริษัทรับเหมาก่อสร้าง พ่อค้า ร่วมกันค่ะ ร่วมกันโกงประเทศไทย
ยอมรับค่ะ ว่าเขียนเรื่องนี้ด้วยความเสียใจ เสียใจกับอนาคตของประเทศ เสียใจกับลูกหลานว่าจะอยู่กันอย่างไรกับคนรอบข้างที่พร้อมจะโกงกันทุกวินาที!!!!
ภาพจากอินเทอร์เนต
Labels: ทั่วไป ตามใจคิด, ประชาธิปไตย, วัฒนธรรม
รอบรั้ว ประวัติศาสตร์ที่ยังดำเนินอยู่
Thursday, June 25, 2009
ตอนท้ายสุดในตอนจบ ชาวมุสลิมสามารถควบคุมการต่อสู้ไว้ได้ ได้เปรียบทุกด้าน มีทหารมากกว่าเป็นจำนวนมาก แม้ชาวคริสต์มีจำนวนน้อยกว่ารวมทั้งมีทั้งผู้หญิง เด็กและคนชราอยู่ในเมือง แต่พวกนักสู้ก็ได้ต่อสู้จนสุดความสามารถ จนซาลาดินแม่ทัพของมุสลิมต้องเจรจาด้วย และจบลงด้วยการให้คริสเตียนออกจากเมืองไป โดยจะไม่ทำร้ายใคร ตอนที่ออกจากเมืองก็จากไปโดยไม่มีคำกล่าวเยาะเย้ย ถากถาง ต่างก็ยิ้มแย้ม ถ้อยทีถ้อยอาศัย นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ และอยู่ในเรื่องของศาสนา การยึดพื้นที่ของศาสนจักร เรื่องอย่างนี้แม้ในประเทศของเรา ครูก็คลับคล้ายคลับคลาว่า เคยเกิดขึ้น ในสมัยที่เรายังรบพุ่งกันอยู่กับพม่า น่าจะสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ต่อสู้กันจนสุดความสามารถ ยังเอาชนะกันไม่ได้ ก็ขอดูตัวแม่ทัพ พักรบกัน ทหารทั้งสองฝ่ายก็สามารถเดินเข้าหากัน พูดคุยกันได้ นั่นคือเรื่องของอาณาจักร เขตแดนของประเทศในแถบนี้
ในยุโรปก็มีเรื่องทำนองนี้อยู่เหมือนกัน เมื่อต่อสู้ก็ต้องต่อสู้กันไป เมื่อพักรบก็เข้าไปมาหาสู่กันได้ นั่นคือเรื่องการเมือง การเศรษฐกิจ การขยายเขตพื้นที่ทางการค้า และการปกครองของเขา
ทีนี้มาย้อนดูเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านเรา การเมือง การสงครามในอดีตในประวัติศาสตร์เกิดเหตุการณ์อย่างไร เดี๋ยวนี้ก็ยังเกิดขึ้นอยู่เหมือนเดิม การแก่งแย่ง แสวงหาอำนาจ ทรัพย์สมบัติยังคงมีอยู่เหมือนเดิม แต่มาในรูปที่ใหม่กว่า ไม่ได้ยกกองทัพมาเต็มรูปแบบเหมือนในสมัยก่อน แต่มาในรูปการแสวงหาในหน่วยงานต่างๆ ความคิดที่จะปฏิวัติ ความคิดที่จะขับไล่ผู้มีอำนาจการปกครอง ยังคงดำเนินอยู่ทุกวัน อาวุธที่ใช้คือเงิน ใครมีเงินทองมาก คนนั้นได้เปรียบในการยึดพื้นที่ ในการทำสงคราม ส่วนเบื้องหลังการได้ทรัพย์สินเงินทองนั้น ได้มาอย่างไร ไม่มีใครสนใจ จะโกง จะเลี่ยงภาษี จะใช้แบบแก้กฎหมายให้ตัวเองได้ผลประโยชน์ แบบที่เขาพูดกันว่า “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ก็ทำกันเข้าไป เงินส่วนหนึ่งไหลออกมาซื้อเสียง ซื้อใจประชาชน ซื้อทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งซื้ออำนาจ เงินสามารถซื้ออะไรได้หมด เราจึงเห็นคนจำนวนมากออกมาเดินบนท้องถนน ใส่เสื้อสีต่างๆเหมือนกับแบ่งฝ่ายกันเต็มตัว ทำสงครามเป็นตัวแทนเจ้าของเงิน เป็นตัวแทนความเชื่อในเรื่องการเมือง ฯลฯ ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นการขยายอำนาจเขตการปกครองของนักการเมือง ที่ยังต้องแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรส่วนรวมของเรา พวกนี้หารายได้จากเงินภาษีที่ต้องเอามาบำรุงประเทศ ลองอ่านดูจากหน้าหนังสือพิมพ์ ทำไมต้องเสนอโครงการโน้น โครงการรี้ด้วยจำนวนเงินมหาศาล เขาทำเพื่อประชาชนจริงๆหรือ
อยากทบทวนอีกครั้ง เรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านเราเดี๋ยวนี้ เหมือนกับในหนังไม่มีผิด ทหารในรูปของชาวบ้านที่เดินออกมาสู้รบกัน แม้ไม่ถึงกับตายเลือดนองท้องช้างเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ได้แสดงออกมาให้เห็นว่า มันจะเกิดขึ้นจริงๆ ถ้าคนที่มีอำนาจ นักการเมือง ไม่ลดราวาศอกกัน เหมือนคนในสมัยโบราณ เดี๋ยวนี้จะมีคนพูดเรื่องการศึกษามากขึ้น ข่าวสารที่ถูกต้อง ครบด้านมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้พูดถึงด้านศีลธรรม จริยธรรมกันซักเท่าไหร่ ครูคิดว่า ถ้าเราเอาเรื่องศีลธรรม จริยธรรมนำหน้า เรื่องเลวร้ายอย่างที่เราเห็น ทั้งบนท้องถนนหรือในรัฐสภา คงจะเกิดขึ้นยากค่ะ
Labels: ดูหนัง ฟังเพลง, ทั่วไป ตามใจคิด, ประชาธิปไตย, ประวัติศาสตร์

