Friday, November 30, 2007

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ครูได้ดูหนังอยู่เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ในโรงเรียนที่อยู่ในอเมริกา ที่เราเองมักลอกต้นแบบการศึกษาของเขามาใช้อยู่เป็นประจำ และจากสภาพของความสัมพันธ์ของเด็กนักเรียน และครูก็ได้ถ่ายทอดผ่านออกมา นึกไม่สบายใจเท่าไหร่นักกับสภาพอย่างนั้นนัก เพราะมันก็ยังฝืนความรู้สึกกับความเป็นคนไทย ที่ยังต้องเคารพผู้มีอาวุโสอยู่เป็นเบื้องต้น แต่อย่างน้อยกับคำพูดที่ว่าดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว ทำให้หนังเรื่องนี้สะท้อนอะไรออกมาหลายๆอย่าง เช่นระบบที่เราคิดว่าดี มันก็ไม่ใช่ดีอย่างที่ว่า เพราะคนคุมกฎก็ยังเป็นคน ที่ยังมี รัก โลภ โกรธ หลง อยู่เป็นอาวุธประจำกาย กฏที่ว่าดีๆ พังพินาศไปทันที และยังทำให้เราเห็นคนดีๆ ครูดีๆ ที่มีความพยายามช่วยเหลือเด็กให้ประสบกับความสำเร็จ ทั้งการเรียนและในการดำรงชีวิต
หนังเรื่องนี้คือเรื่อง "Freedom Writers" เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆในโรงเรียน Woodrow Wilson High School ใน เมือง Long Beach รัฐ California เป็นเรื่องของหญิงสาวคนหนึ่งที่เข้าทำหน้าที่เป็นครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียน แล้วก็เข้าไปผจญกับเด็กนักเรียนผิวสีต่างๆที่ต่างก็มีปัญหาในการดำรงชีวิตให้รอดในเมืองนั้น ซึ่งแบ่งออกเป็นพวกผิวดำ ลาติน เอเชีย และผิวขาว ที่ไม่ถูกชะตากันเลย ต้องถือพรรค ถือพวก เข้ากันไม่ได้ แล้วก็ออกมาฆ่ากัน ยิงกันตามท้องถนน ตามแต่โอกาสจะอำนวย เรื่องนี้เกิดราวปี 1999 แต่หนังที่สะท้อนเรื่องนี้ออกมา ปี 2007 ราวเดือนมกราคมค่ะ เอาละ เข้าเรื่องเลย หญิงสาวที่เข้ามาเป็นครูสอน ชื่อ Erin Gruwell เอ-ริน กรูเวล ..... ครูกรูเวลหลังจากที่เข้าสอนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กถึงเกลียดเธอ โดยเฉพาะเด็กผิวดำที่แสดงออกมานอกหน้า หลังจากที่อดทนสอนเรื่อยมา และสังเกตการรวมกลุ่มของเด็กๆในโรงเรียนก็เริ่มเข้าใจถึงการแบ่งแยกสีผิวของเด็กๆในโรงเรียน จนวันหนึ่งมีเด็กคนหนึ่งวาดรูปการ์ตูนล้อเลียนเด็กผิวดำคนหนึ่งแล้วก็ส่งต่อกันในห้อง แล้วก็หัวเราะกัน ครูกรูเวล เอารูปนั้นมาดู แล้วก็บอกว่านี่ มันไม่ถูกต้อง ในสมัยก่อนหน้าโน้น ชาวยิวก็โดนพวกนาซีเยอรมัน สร้างความดูถูกเหยียดหยาม จงเกลียดจงชังให้มีกับชาวยิว จนต้องจับชาวยิวไปฆ่าทิ้งเป็นล้านคน ก็เนื่องมาจากการ์ตูนล้อชาวยิว จมูกงุ้ม และโตรูปนั้น เหมือนกับในโรงเรียนเดี๋ยวนี้ที่ถือเชื้อชาติ สีผิว ไม่ผิดเพี้ยน แล้วครูก็พยายามให้เด็กได้อ่านประวัติของแอน แฟรงค์ ที่หนีไปสู่อิสระภาพได้ว่าต้องเจออะไรมาบ้างในช่วงวัยเด็กของเธอ แต่โรงเรียนก็ไม่ยอมให้เธอยืมหนังสือออกจากห้องสมุด ไปให้เด็กอ่าน จากตอนนี้ในหนังก็แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องของคนที่ถือกฏ กลัวว่าถ้าหนังสือไปถึงมือนักเรียนเมื่อไหร่ละก็ ไม่มีทางที่จะได้คืนมาสู่โรงเรียนอีก
แล้วจากในหนังเราก็ได้เห็นความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวของครูอีกนั่นแหละ ที่จะเอาชนะอุปสรรคให้ได้ โดยยอมทำงานล่วงเวลาอีก 2 ที่ เพื่อที่จะเอาเงินนั้นมาซื้อหนังสือให้เด็กได้อ่าน จนเด็กๆเห็นความตั้งใจของเธออย่างแท้จริง
เธอพยายามหาทุนให้เด็กๆของเธอได้ทัศนศึกษานอกสถานที่ โดยเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ที่เก็บเอาเรื่องราวของค่ายกักกัน ห้องสังหารหมู่ชาวยิว เรื่องราว รูปภาพอันทารุญโหดร้ายที่ชาวยิวได้รับในสมัยนั้นให้เด็กๆได้เข้าไปชม ซึ่งเด็กไม่เคยได้รับโอกาสรับรู้มาก่อนหน้านี้ เธอสามารถติดต่อกับคนที่มีชีวิตในช่วงสงครามที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิว ที่ยังมีชีวิตอยู่ในยุโรป ในออสเตรีย เชิญมาเล่าเหตุการณ์จริงๆให้เด็กนักเรียนฟัง หนังจบไปด้วยดีค่ะ เด็กๆทุกคนต่างก็เปลี่ยนทัศนคติในด้านร้ายๆต่อกัน และหันมาปรองดองกันได้ ตั้งใจเรียนกันทุกคน เธอได้สอนเด็กจนจบจากโรงเรียน และยังติดตามไปดูแล แม้จะไปเรียนขั้นมหาวิทยาลัยไปแล้ว เด็กนักเรียนของเธอ ก็ได้เขียนเรื่องราวของเขาสู่ชาวโลกในหัวข้อเรื่อง Freedom Writers จนเป็นที่รู้จักกันทั่ว
อย่างไรก็ตาม แม้หนังเรื่องนี้ทำให้คนดูขยาดกับสภาพของการเป็นอยู่ในมุมหนึ่งของเมืองที่คนยอมรับกันว่าเจริญแล้ว แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินไป เราอาจเคยชินการเป็นอยู่แบบเรา เขาก็ต้องเคยชินกับการอยู่แบบนั้น ดูหนังแล้ว ก็ทำให้รักเมืองไทยขึ้นมาเป็นกองค่ะ
Tuesday, November 13, 2007
การหักเหของแสงทำให้เกิด

________1. การเกิดรุ้งกินน้ำ ภาพตามธรรมชาติที่สวยๆที่ทาบลงบนท้องฟ้า ยามหลังจากฝนตกลงมา เป็นที่มาของนิทานที่น่าฟัง จากของคนรุ่นหนึ่งส่งต่อไปอีกรุ่นหนึ่ง เช่นเป็นสะพานที่ข้ามเดินไปสู่หากันของคนรักที่จากกันมานาน หรือถ้าหากเราเอาถังไปรองรับสิ่งของที่ตกลงมาจากสวรรค์ ก็จะได้เพชรนิลจินดา แท้จริงแล้วนั่นคือ การเกิดจากการหักเหของแสงและการสะท้อนของแสงในละอองไอน้ำมีแสงสี 7 สี คือ แดง, แสด , เหลือง , เขียว , น้ำเงิน , คราม , ม่วง ถ้านำสีรุ้งมาผสมกันจะได้สีขาวหรือสีเท่าอ่อนๆ
_______2. มองเห็นสิ่งของหักเหในแก้วน้ำ นี่เป็นที่สังเกตุได้ง่ายๆที่สุด ถ้าเราเอา ดินสอหรือปากกาไปใส่ลงในแก้วน้ำใสๆ ที่ใส่น้าไว้สักครึ่งแก้ว เราจะสังเกตเห็นทันทีว่า ถ้าเรามองจากด้านข้างแล้ว ดินสอหรือปากกาที่จมอยู่ในน้ำจะมีขนาดโตกว่าส่วนที่อยู่เหนือน้ำ นั่นก็เกิดจากการหักเหของแสงนั่นเอง
ประโยชน์ของการหักเหของแสง
________1. ทำแว่นตา
________2. ทำกล้องถ่ายรูปทุกชนิด เช่น กล้องถ่ายรูป , กล้องวีดีทัศน์ , กล้องส่องทางไกล , กล้องโทรทรรรศน์ , กล้องจุลทรรศน์ เป็นต้น
Monday, October 29, 2007

พุทธศาสนสุภาษิต เป็นสุภาษิตทางพระพุทธศาสนา ที่ช่วยเตือนสติชาวพุทธให้สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน การศึกษาเกี่ยวกับพุทธศาสนสุภาษิต จึงถือเป็นเครื่องช่วยให้เราเข้าใจพระพุทธศาสนามากขึ้น และมีหลักการดำเนินชีวิตที่ดีได้ยิ่งขึ้น ในชั้นนี้ พุทธศาสนสุภาษิตที่ควรศึกษาคือ
1. วิริเยน ทุกฺขขมจฺเจติ (วิ-ริ-เย-นะ-ทุก-ขะ-มัด-เจ-ติ) แปลว่า คนล่วงทุกข์ได้ เพราะความเพียร หมายความว่า ความมานะบากบั่น ความเพียรพยายาม จะช่วยให้คนเราสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ในการดำเนินชีวิตไปได้ ไม่ว่าเราจะทำสิ่งใดก็ตาม จะต้องประกอบด้วยคุณธรรม คือ ความเพียร จึงจะสามารถทำงานให้ประสบผลสำเร็จลงได้ เช่นความเพียรในการศึกษาหาความรู้ อยากเล่นกีฬาเก่งๆ ก็ต้องหมั่นฝึกซ้อม อยากหลุดพ้นจากความทุกข์ก็ต้องมีความเพียรในการฝึกอบรมตนเอง
2. ปัญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต (ปัน-ยา-โล-กัด-สะ-มิ-ปัด-โช-โต) แปลว่า ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก หมายความว่า โลกของเรามีความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ เนื่องจากคนเราได้ใช้ความรู้ความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆจนเกิดเป็นอารยธรรมสั่งสมสืบทอดต่อๆกันมา การที่โลกของเราเจริญได้ เนื่องมาจากปัญญา หรือความฉลาดรอบรู้ของคนเรา ที่ช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ใช้ปัญญาคิดสร้างสรรค์ความเจริญทางด้านวัตถุหรือเทคโนโลยีต่างๆขึ้นมา ทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า ปัญญาทางโลก ซึ่งมีความสำคัญ ต่อการประกอบสัมมาอาชีพ เพื่อการเลี้นงชีพโดยสุจริต ปัญญาทางโลกนี้ เกิดหรือมีได้จากการศึกษาเล่าเรียน แต่ปัญญาที่มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนายังไม่ใช่ปัญญาทางโลก แต่เป็น ปัญญาทางธรรม คือปัญญาที่เกิดจากการฝึกอบรมสมาธิภาวนา จนถึงขั้นเกิดญาณหยั่งรู้สภาพความเป็นไปของชีวิต ตามความเป็นจริง เป็นปัญญาที่ทำให้เกิดความดับทุกข์ และชีวิตหลุดพ้นจากการการเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์
ถ้าปัญญาทางโลกเปรียบเสมือนแสงสว่างของดวงจันทร์ฉันใด ปัญญาทางธรรมก็เปรียบเสมือนแสงสว่างของดวงอาทิตย์ฉันนั้น แสงสว่างของดวงอาทิตย์ ทำให้เราสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดเจนเพียงใด ปัญญาทางธรรมก็ทำให้เราสามารถมองเห็นสัจธรรมแห่งชีวิตได้ชัดเจนเพียงนั้น
ดังนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก"
Saturday, October 27, 2007

กาพย์ยานี 11 (แม่ ก กา)
๏ แม่ไก่อยู่ในตะกร้า..............ไข่ไข่มาสี่ห้าใบ
อีแม่กาก็มาไล่.........................อีแม่ไก่ไล่ตีกา
๘๘๘๘
๏ หมาใหญ่ก็ไล่เห่า..............หมูในเล้าแลดูหมา
ปูแสมแลปูนา.........................กะปูม้าปูทะเล
๏ เต่านาและเต่าดำ.................อยู่ในน้ำกะจระเข้
ปลาทูอยู่ทะเล.........................ปลาขี้เหร่ไม่สู้ดี ๚๛
๘๘
ครูยังจำได้อยู่เท่าทุกวันนี้ ว่าเคยอ่านท่องจำกับบทนี้มาแล้ว เมื่อมาเจอเข้าอีกครั้ง ก็ยังนึกถึงว่า มันก็สนุกดีนะ กับเรื่องที่ปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งหมดนั้น นอกจากจะสร้างจินตนาการให้เด็กๆแล้ว ยังฝึกการออกเสียงที่ถูกต้องสำหรับเด็กเล็กๆได้อย่างดี โดยเฉพาะตัว ล ลิง กับ ร เรือ ครูยังเสียดายบทท่องจำเหล่านี้อยู่ค่ะ เลยต้องเอาออกมาให้อ่านเล่นๆกันอีกครั้ง ลองถามคุณพ่อคุณแม่ดูซิคะ ว่าเคยท่องจำมาหรือเปล่า บางทีท่านจะท่องให้ฟังอีกครั้งค่ะ

ย้อนหลังไปในปี 1970 (พ.ศ.2513) คณะกรรมาธิการของรัฐบาลสหรัฐ ศึกษาถึงเรื่องการมีประสิทธิภาพของการตัดสินใจ ในรูปของกระบวนการกลุ่ม ในการศึกษาครั้งนั้น ต้องใช้ผู้ชำนาญการทางทหาร 30 นาย ไปศึกษาข้อมูลความลับและสืบหาความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงกันข้ามหรือศัตรู
ผู้ชำนาญการแต่ละคนได้วิเคราะห์ข้อมูลและรวบรวมเป็นรายงาน ส่งให้คณะกรรมาธิการเพื่อเป็นการทดสอบ คณะกรรมาธิการได้ให้ "คะแนน"ในแต่ละรายงานที่ส่งเข้าไปว่ามีคุณค่าหรือดีขนาดไหน แล้วก็พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วจาก 100 ข้อมูลงานวิเคราะห์ที่ส่งให้ มีเพียง 7 รายงานเท่านั้นที่ถูกต้องจริงๆ
จากนั้นก็ให้ผู้ชำนาญการแต่ละคนให้อ่านและพิจารณารายงานของคนอื่นๆ แล้วให้เขียนเข้ามาใหม่อีกครั้ง จากผลเฉลี่ยของความถูกต้องครั้งนี้ มีถูกต้อง 79 รายงานจาก 100 ที่ส่งเข้าไป
อะไรคือข้อแตกต่างระหว่างรายงานแรกและรายงานครั้งหลัง ทั้งๆที่ผู้ชำนาญการเหล่านั้นไม่มีข้อมูลใหม่ๆอะไรเลย ทั้งหมดที่เขารับทราบคือมุมมองของผู้ชำนาญการคนอื่นเท่านั้น เมื่อเขาเอามุมมองที่แตกต่างเหล่านั้นเข้ามารวมกับมุมมองเดิม ความถูกต้องเพิ่มเข้ามาถึง 10 เท่าตัวทีเดียว
ข้อมูลเรื่องนี้มีหลายหน้า แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการศึกษาของเราเท่าไหร่นัก เพราะมันเป็นเรื่องในวงการวิศวกรรม ที่เขามองในเรื่องกระบวนการกลุ่มอย่างไร ในการศึกษาของเราเองก็ได้ปฏิบัติในเรื่องกระบวนการกลุ่มกันอยู่เป็นปกติ อยากพูดเรื่องนี้เพื่อที่จะเน้นถึงความสำคัญในการเรียนการสอนว่าเรายังต้องเอากระบวนการกลุ่มเข้ามาจัดการ เด็กๆยังต้องการกลุ่มเพื่อนที่มาปรึกษา แนะนำและช่วยกันทำงาน สังเกตดูเวลาเด็กเล่นฟุตบอลในสนาม เขาเล่นกันเป็นทีมที่เข้ากัน เขาแบ่งหน้าที่กันอย่างไร ใครเป็นกองหน้า ใครเป็นแบ็ค ใครทำหน้าที่จ่ายลูกให้เพื่อนยิงประตู ใครเป็นคนเฝ้าประตู พวกเขาเองทั้งนั้นที่วางยุทธศาสตร์ของทีมเขา ในการเรียนก็เหมือนกัน ให้เขาเองเป็นคนวางแผนในการทำรายงานในเรื่องต่างๆทั้งหมด แล้วเราจะได้เห็นว่า ทีมที่ส่งงานเข้ามานั้น มีความสำเร็จในผลงานเขาขนาดไหน แน่นอนว่า ต้องดีกว่าทำคนเดียวแน่นอนค่ะ
Source : Jared M. Spool