ดูหนังแนวให้คิด...โครอลไลน์
Friday, June 10, 2011
ในช่วงที่กำลังสับสน การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง จะเลือกใคร เข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศ...หลายปีที่ผ่านมามีความวุ่นวายมากในบ้านเรา แม้ในจังหวัดอุดรของเรา ก็เกิดเรื่องไม่ได้หยุดยั้ง การเดินขบวน ไล่ล่าทำร้ายกันระหว่างผู้เดินขบวน ชุมนุม ที่หนองประจักษ์ จะเห็นว่า คนไทยที่เราเห็นนั้น โหดร้ายเข้าทุกวัน พร้อมที่จะเข้าไปฆ่า ไปทำร้ายใครก็ได้...เพื่อประชาธิปไตยรึ? ครูคิดว่าไม่น่าจะใช่นะ...แนวความคิดเรื่องประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องที่จะชนะคะคานกันด้วยการมุ่งร้ายต่อกัน นั่นมันเป็นพวกนักเลง พวกที่ใช้กำลังความคิดไม่เป็น เลยใช้กำลังต่อสู้ ครูมีภาพที่เขาทำร้ายกัน เผาบ้านเมืองของตัวเอง แต่ไม่อยากที่จะเอามาให้ดู ที่จริงโลกเราเปลี่ยนไปมาก จนกลายเป็นพวกใจคอโหดร้าย ถ้าเป็นฝรั่งเขาจะตกอยู่ในพวก Mean World Syndrome โหดร้ายมากค่ะ บางทีคนแก่โดนตี โดนทำร้าย เขาดูกันเฉยๆ ไม่มีใครเข้าไปช่วย ไปห้ามปราม คนถูกรถชนนอนกลิ้งอยู่บนถนน ก็ไม่มีใครสนใจ เดินผ่านไปมา นั่นเพราะใจคอของคนกลายเป็นพวกใจไม้ใส้ระกำ เรากำลังอยู่ในสังคมอย่างนี้อยู่
ในเรื่องที่ครูพูดไว้เบื้องต้น เรื่องความสับสนจะเลือกใครดี สำหรับบางคนเขาเลือกเอาไว้แล้ว ครูก็มีพรรคที่จะเลือกอยู่ในใจแล้วเหมือนกัน ทีนี้ครูจะขอเข้าเรื่องหนังที่ครูดูผ่านๆไป แต่ก็เข้ากับเรื่องประชาธิปไตย การเลือกว่าจะยืนอยู่ตรงไหนในสังคมไทย เป็นหนังเด็กๆ เรื่อง Coraline (โครอลไลน์กับโลกพิศวง) เนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กหญิง โครอลไลน์ ที่ย้ายเข้ามาอยู่ในอพาร์ทเม้นท์เก่าๆหลังหนึ่ง แบ่งกันอยู่ 3 ครอบครัว พ่อแม่ของเธอ ทำงานเกี่ยวกับการจัดสวน และที่สำคัญคือไม่ได้โอ๋เธอเท่าไหร่นัก ทำให้เธอเหมือนกับถูกทิ้งไว้โดดเดี่ยว วันหนึ่งระหว่างที่เธอไปเล่นอยู่ข้างนอก ไปเจอกับหลานชายของเจ้าของที่ดิน และไปได้ตุ๊กตาที่คล้ายๆกับเธอเข้า เขาก็เอาตุ๊กตานั้นให้โครอลไลน์ และบอกว่าเคยมีเด็กที่ได้ตุ๊กตาที่หน้าเหมือนเจ้าของอย่างนี้ แล้วเด็กผู้หญิงก็หายไปแบบไร้ร่องรอย หลังจากกลับมาที่บ้าน โครอลไลน์พบประตูเล็กๆ ที่ถูกปิดเอาไว้ด้วยวอลล์เปเปอร์ หลังจากที่เปิดประตู ก็ปรากฎว่ามีกำแพงอิฐขวางอยู่ คืนนั้นเอง โครอลไลน์ตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงของหนู เธอตามมันไปถึงประตู พบว่ากำแพงอิฐหายไปแล้ว และเป็นช่องทางเดินเข้าสู่อีกประตูหนึ่ง ในที่สุดทางนั้น โครอลไลน์ก็ได้พบกับ “อีกโลกหนึ่ง” ได้พบพ่อคนใหม่ แม่คนใหม่ ซึ่งต่างจากพ่อแม่ที่แท้จริงของเธอ คือเอาใจใส่อย่างที่สุด ที่ต่างกันอีกก็คือตาของพ่อแม่ใหม่เย็บด้วยกระดุม คืนนั้นโครอลไลน์นอนค้างอยู่กับบ้านอีกโลกหนึ่ง แต่เมื่อเธอตื่นขึ้นมาตอนเช้า กลับพบว่านอนอยู่บนเตียงที่บ้าน....โอ น่าสนุกค่ะ เธอเล่าให้พ่อแม่ฟัง แต่เขาก็บอกว่ามันเป็นแค่ฝันไปน่ะ โครอลไลน์ยังแอบไปอีกโลกหนึ่งทุกคืน อยู่ที่นั่นอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งเจอกับแมวของตัวเองที่เข้ามายังอีกโลกหนึ่งของเธอได้ แมวนี่พิเศษกว่าสัตว์ใดๆนะคะในภาพยนตร์ มักเป็นแมวที่มีความสามารถพิเศษทั้งนั้น เตือนเธอว่าที่นี่อันตรายนะ แต่เธอก็ไม่ใส่ใจ จนกระทั่งวันหนึ่งแม่ใหม่ก็ชวนโครอลไลน์ให้อยู่ที่นั่นถาวรไปเลย ซึ่งเธอก็ตื่นเต้นอยากอยู่ แต่ว่าเธอต้องเอากระดุมมาเย็บตาให้เหมือนกับพ่อแม่ใหม่ ถึงจะอยู่ได้...โครอลไลน์ปฏิเสธและขอกลับบ้าน...นั่นทำให้แม่ใหม่ไม่พอใจขึ้นมา.....จากพ่อแม่ที่ทำเป็นใจดีแต่แรก ก็กลายร่างเป็นคนร้ายไปทันที...เอาละครูจะไม่เล่าต่อ พวกเธอไปหาดูเอาเอง สนุกกว่าเป็นไหนๆ
ที่ครูอยากจะบอกก็คือ เราอยู่กันมาเป็นเวลานาน อยู่กันอย่างมีความสุข แม้จะไม่เท่าเทียมกันนัก แต่ก็พอที่จะอยู่กันอย่างมีความสุขมาตลอด ไม่เคยมีเรื่องที่จะต้องมาทำร้ายกัน เผาบ้านเผาเมืองกัน...ไม่มี มีคนเคยพูดว่าเราจะอยู่ในบ้านเมืองที่เราไม่รู้จักมาก่อนในอนาคตอันไกล้...ครูว่ามันน่ากลัว ในการเลือกรัฐบาลก็เหมือนกัน ดูแต่ละคนที่เข้ามา ทำทีเป็นพ่อแม่ใหม่กันทั้งนั้น เบื้องหลังเขาเป็นอย่างไร ถ้านั่งคิดกันสักหน่อยก็จะเห็น เดี๋ยวนี้เรามีนักการเมืองที่เป็นนายทุนเยอะ นั่นคือผลประโยชน์ พวกเธอต้องฉลาดกลับไปนั่งคิด จะเอาพ่อแม่ที่เป็นพ่อแม่เดิม ซึ่งก็ทำงานเลี้ยงดูเรามาตลอด หรือจะเอาพ่อแม่ใหม่....
Labels: ดูหนัง ฟังเพลง, ทั่วไป ตามใจคิด, หน้าที่พลเมือง
รอบรั้ว หน้าที่พลเมือง สถานภาพของบุคคลในสังคม
Thursday, June 9, 2011
| ||
Labels: หน้าที่พลเมือง
รอบรั้ว หน้าที่พลเมือง อย่าเห็นแก่ตัว
Monday, June 6, 2011
ท่านพุทธทาสภิกขุได้เทศน์เรื่องนี้ไว้ให้เราเข้าใจแจ่มแจ้งมากๆ เรื่องเราอย่าเห็นแก่ตัว เริ่มที่ตัวเราเองเป็นอันดับแรก ถ้าเราตัดความเห็นแก่ตัวลงไปได้ สังคมจะดีขึ้นทันที เราในที่นี้หมายถึงทุกๆคน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร เป็นเด็กๆ เป็นชาวสวน ชาวไร่ เป็นข้าราชการ นักการเมือง เป็นพ่อค้าหรือยาจก ถ้าไม่มีใครเห็นแก่ตัวแล้ว สังคมก็จะดีขึ้นทันที นี่ยังไม่ได้กล่าวถึง การเป็นคนที่มีจิตสาธารณะนะคะ ถ้าเพิ่มสิ่งนี้เข้าไป ครูนึกไม่ออกเลยว่า บ้านเมืองเราจะสดใสขนาดไหน ไปทางไหนก็จะมีคนยิ้มแย้ม ช่วยเหลือกัน อะลุ่มอล่วยกัน พอพูดถึงคำว่าอะลุ่มอล่วยกันนี่ ครูอยากจะขอยกตัวอย่างที่เจอบ่อยๆ คือการจราจร ขับขี่รถยนต์ จักรยานยนต์ บนท้องถนน การแย่งกันไปข้างหน้าให้ถึงที่จุดหมาย โดยไม่คำนึงถึงคนอื่นที่ใช้ถนนร่วมกัน เลยมีการแซงซ้าย ป่ายขวา ปาดหน้าแบบไม่นึกถึงอุบัติเหตุกันเลย...นี่คือการเห็นแก่ตัวที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่าทุกๆวันค่ะ
คนที่น่ากลัวที่สุด ถ้าเขาเห็นแก่ตัว คือนักการเมือง ท่านพุทธทาสบอกเอาไว้เป็นเครื่องเตือนใจเราได้เป็นอย่างดี นักการเมืองคนนั้นมาจากไหน ก็มาจากเรานี่แหละที่เลือกเขาเข้าไป มาจากความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ของเราเอง....ตอนนี้ก็ไกล้เวลาเลือกตั้งแล้ว นักการเมืองก็ว่อนไปทั่วเมือง หาเสียง หรือบางทีก็หาซื้อเสียง น่ากลัวที่สุดค่ะ เพราะเขาเป็นนักลงทุน ที่หวังกำไร ถ้าเขาไม่เป็นนักการเมืองที่ดี หรือนักการเมืองที่เห็นแก่ตัว...หน้าที่พลเมืองที่เราต้องใส่ใจเอาไว้ในยามนี้คือ “อย่าเห็นแก่ตัว”ค่ะ
Labels: หน้าที่พลเมือง
รอบรั้ว หน้าที่พลเมือง

เวลามันผ่านไปอย่างรวดเร็ว...ยิ่งเดี๋ยวนี้ ยิ่งเร็วขึ้นไปอีก ทุกอย่างมันฉับพลันทันใด...ครูเขียนเว็บ “รอบรั้วโรงเรียน” มาถึงวันนี้ครบ 4 ปีเต็ม โชคดีที่มีคนคอยนับให้ทุกวัน ถ้าไม่มีครูก็ยังคงคิดว่าไม่ยาวนานถึงขนาดนี้ ช่วงปีนี้ครูยังไม่ได้เขียนอะไรเลย เพราะเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน เขียนมาครบถ้วนแล้ว ยังเหลือแค่หน้าที่พลเมือง ที่ยังต้องพูดต่อไป
หลายอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับ “หน้าที่พลเมือง” ยังไม่ได้สอนกันในบทเรียน แต่ครูอยากเกริ่นเอาไว้ก่อน ว่าสิ่งที่เราเห็น และเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของประเทศไทย เป็นประวัติของเมืองอุดรธานีของเราด้วย นั่นคือการเผาบ้านเผาเมืองที่กรุงเทพฯ เผาศาลากลางหลายจังหวัด อุดรธานีของเรา ศาลากลางก็โดนเผา สำนักงานเทศบาลนครอุดรธานีและรถยนต์อีกนับสิบคันยังนอนกองเป็นซากอยู่ เงินที่ต้องเอามาสร้างและซ่อมใหม่น่าจะเกือบ 500 ล้านบาท นี่ยังไม่นับจำนวนรถยนต์ของทางราชการนะ
เป็นหน้าที่ “พลเมือง” หรือเปล่าที่ออกมาเผาทำลายกันขนาดนั้น พลเมืองมีความหมายอย่างไรคะ ต่างจากราษฎร ประชาชน คนธรรมดาอย่างไร...ต่างกันค่ะ ในความหมายที่ลึกลงไป พลเมือง หมายถึง “พละกำลังของประเทศ” หนักแน่นกว่า ราษฎรและประชาชน ถ้าเรามีราษฎรหรือประชาชน ที่รู้ถึง “หน้าที่พลเมือง” เราจะเป็นประเทศที่ต้องก้าวหน้ามากกว่านี้...ตอนนี้เรามี คนในประเทศของเราเอง บ้านเราเอง มาจุดไฟเผาเมืองตัวเอง เนื่องมาจากความไม่พอใจของผู้ชักนำของเขาจะสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ทำลายบ้านเมืองไปแล้ว...ครูจะสอนต่อไปในเนื้อหาซึ่งคงจะไม่กล่าวถึงเรื่องนี้อีกค่ะ
แต่ก่อนที่จะเข้าบทเรียนหน้าที่พลเมือง ครูขอทำความเข้าใจ คำศัพท์เบื้องต้นที่จะต้องเจอในบทเรียนต่อไป 3 คำสั้นๆ คือ สิทธิ เสรีภาพและหน้าที่....สิทธิคือ อำนาจหรือผลประโยชน์ของบุคคลที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง เรามีสิทธิที่จะทำอะไร อย่างไร ได้แค่ไหน...เสรีภาพ หมายถึงความมีอิสระในการกระทำของบุคคลที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย เรามีเสรีภาพในการพูด การเขียน การกระทำได้แค่ไหน อย่างไรถึงจะไม่เป็นการล่วงเกินผู้อื่น และหน้าที่ หมายถึงภาระหน้าที่รับผิดชอบของบุคคลที่จะต้องปฏิบัติ.... หน้าที่ของพลเมืองที่ดีมีอะไรบ้าง และจุดประสงค์สูงสุดของการเรียนก็คือ เราทุกคนจะปฏิบัติอย่างไรต่อกัน เพื่อให้ทุกคนมีประโยชน์-สุข ร่วมกัน
รูปภาพประกอบ http://province.m-culture.go.th/phichit/cultureDemocracy.php
Labels: หน้าที่พลเมือง


