Daisypath Anniversary tickers

รอบรั้ว หน้าที่พลเมือง อย่าเห็นแก่ตัว

Monday, June 6, 2011



ท่านพุทธทาสภิกขุได้เทศน์เรื่องนี้ไว้ให้เราเข้าใจแจ่มแจ้งมากๆ เรื่องเราอย่าเห็นแก่ตัว เริ่มที่ตัวเราเองเป็นอันดับแรก ถ้าเราตัดความเห็นแก่ตัวลงไปได้ สังคมจะดีขึ้นทันที เราในที่นี้หมายถึงทุกๆคน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร เป็นเด็กๆ เป็นชาวสวน ชาวไร่ เป็นข้าราชการ นักการเมือง เป็นพ่อค้าหรือยาจก ถ้าไม่มีใครเห็นแก่ตัวแล้ว สังคมก็จะดีขึ้นทันที นี่ยังไม่ได้กล่าวถึง การเป็นคนที่มีจิตสาธารณะนะคะ ถ้าเพิ่มสิ่งนี้เข้าไป ครูนึกไม่ออกเลยว่า บ้านเมืองเราจะสดใสขนาดไหน ไปทางไหนก็จะมีคนยิ้มแย้ม ช่วยเหลือกัน อะลุ่มอล่วยกัน พอพูดถึงคำว่าอะลุ่มอล่วยกันนี่ ครูอยากจะขอยกตัวอย่างที่เจอบ่อยๆ คือการจราจร ขับขี่รถยนต์ จักรยานยนต์ บนท้องถนน การแย่งกันไปข้างหน้าให้ถึงที่จุดหมาย โดยไม่คำนึงถึงคนอื่นที่ใช้ถนนร่วมกัน เลยมีการแซงซ้าย ป่ายขวา ปาดหน้าแบบไม่นึกถึงอุบัติเหตุกันเลย...นี่คือการเห็นแก่ตัวที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่าทุกๆวันค่ะ

คนที่น่ากลัวที่สุด ถ้าเขาเห็นแก่ตัว คือนักการเมือง ท่านพุทธทาสบอกเอาไว้เป็นเครื่องเตือนใจเราได้เป็นอย่างดี นักการเมืองคนนั้นมาจากไหน ก็มาจากเรานี่แหละที่เลือกเขาเข้าไป มาจากความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ของเราเอง....ตอนนี้ก็ไกล้เวลาเลือกตั้งแล้ว นักการเมืองก็ว่อนไปทั่วเมือง หาเสียง หรือบางทีก็หาซื้อเสียง น่ากลัวที่สุดค่ะ เพราะเขาเป็นนักลงทุน ที่หวังกำไร ถ้าเขาไม่เป็นนักการเมืองที่ดี หรือนักการเมืองที่เห็นแก่ตัว...หน้าที่พลเมืองที่เราต้องใส่ใจเอาไว้ในยามนี้คือ “อย่าเห็นแก่ตัว”ค่ะ

Posted by ครูพเยาว์ at 9:57 PM

รอบรั้ว หน้าที่พลเมือง


เวลามันผ่านไปอย่างรวดเร็ว...ยิ่งเดี๋ยวนี้ ยิ่งเร็วขึ้นไปอีก ทุกอย่างมันฉับพลันทันใด...ครูเขียนเว็บ “รอบรั้วโรงเรียน” มาถึงวันนี้ครบ 4 ปีเต็ม โชคดีที่มีคนคอยนับให้ทุกวัน ถ้าไม่มีครูก็ยังคงคิดว่าไม่ยาวนานถึงขนาดนี้ ช่วงปีนี้ครูยังไม่ได้เขียนอะไรเลย เพราะเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน เขียนมาครบถ้วนแล้ว ยังเหลือแค่หน้าที่พลเมือง ที่ยังต้องพูดต่อไป

หลายอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับ “หน้าที่พลเมือง” ยังไม่ได้สอนกันในบทเรียน แต่ครูอยากเกริ่นเอาไว้ก่อน ว่าสิ่งที่เราเห็น และเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของประเทศไทย เป็นประวัติของเมืองอุดรธานีของเราด้วย นั่นคือการเผาบ้านเผาเมืองที่กรุงเทพฯ เผาศาลากลางหลายจังหวัด อุดรธานีของเรา ศาลากลางก็โดนเผา สำนักงานเทศบาลนครอุดรธานีและรถยนต์อีกนับสิบคันยังนอนกองเป็นซากอยู่ เงินที่ต้องเอามาสร้างและซ่อมใหม่น่าจะเกือบ 500 ล้านบาท นี่ยังไม่นับจำนวนรถยนต์ของทางราชการนะ

เป็นหน้าที่ “พลเมือง” หรือเปล่าที่ออกมาเผาทำลายกันขนาดนั้น พลเมืองมีความหมายอย่างไรคะ ต่างจากราษฎร ประชาชน คนธรรมดาอย่างไร...ต่างกันค่ะ ในความหมายที่ลึกลงไป พลเมือง หมายถึง “พละกำลังของประเทศ” หนักแน่นกว่า ราษฎรและประชาชน ถ้าเรามีราษฎรหรือประชาชน ที่รู้ถึง “หน้าที่พลเมือง” เราจะเป็นประเทศที่ต้องก้าวหน้ามากกว่านี้...ตอนนี้เรามี คนในประเทศของเราเอง บ้านเราเอง มาจุดไฟเผาเมืองตัวเอง เนื่องมาจากความไม่พอใจของผู้ชักนำของเขาจะสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ทำลายบ้านเมืองไปแล้ว...ครูจะสอนต่อไปในเนื้อหาซึ่งคงจะไม่กล่าวถึงเรื่องนี้อีกค่ะ

แต่ก่อนที่จะเข้าบทเรียนหน้าที่พลเมือง ครูขอทำความเข้าใจ คำศัพท์เบื้องต้นที่จะต้องเจอในบทเรียนต่อไป 3 คำสั้นๆ คือ สิทธิ เสรีภาพและหน้าที่....สิทธิคือ อำนาจหรือผลประโยชน์ของบุคคลที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง เรามีสิทธิที่จะทำอะไร อย่างไร ได้แค่ไหน...เสรีภาพ หมายถึงความมีอิสระในการกระทำของบุคคลที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย เรามีเสรีภาพในการพูด การเขียน การกระทำได้แค่ไหน อย่างไรถึงจะไม่เป็นการล่วงเกินผู้อื่น และหน้าที่ หมายถึงภาระหน้าที่รับผิดชอบของบุคคลที่จะต้องปฏิบัติ.... หน้าที่ของพลเมืองที่ดีมีอะไรบ้าง และจุดประสงค์สูงสุดของการเรียนก็คือ เราทุกคนจะปฏิบัติอย่างไรต่อกัน เพื่อให้ทุกคนมีประโยชน์-สุข ร่วมกัน

รูปภาพประกอบ http://province.m-culture.go.th/phichit/cultureDemocracy.php

Posted by ครูพเยาว์ at 2:54 PM

รอบรั้ว พุทธศาสนา วันวิสาขบูชา

Monday, May 16, 2011

วันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชา ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หรือราวเดือนพฤษภาคม แต่หากตรงกับปีอธิกมาส คือ

มีเดือน ๘ สองหน วันวิสาขบูชาจะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางเดือน ๗ หรือราวเดือนมิถุนายน

วิสาขบูชา ย่อมาจากคำว่า วิสาขปุรณมีบูชา แปลว่า การบูชาพระในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ (คือเดือน ๖) ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ๓ ประการ ในวันวิสาขบูชา ดังนี้

ประสูติ

๑. เป็นวันประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ณ ลุมพินีสถาน เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ตรงกับวันศุกร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีจอ

ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี เมื่อพระนางสิริมหามายา พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระครรภ์แก่จวนจะประสูติ พระนางได้รับพระบรมราชานุญาต จากพระสวามี ให้แปรพระราชฐานไปประทับ

ณ กรุงเทวทหะ ซึ่งเป็นพระนครเดิมของพระนาง เพื่อประสูติในตระกูลของพระนางตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น ขณะเสด็จแวะพักผ่อนพระอิริยาบถใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน พระนางก็ได้ประสูติพระโอรส ณ ใต้ต้นสาละนั้น ครั้นพระกุมารประสูติได้ ๕ วัน ก็ได้รับการถวายพระนามว่า "สิทธัตถะ" ซึ่งต่อมาพระองค์ได้ออกบวช จนบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ (ญาณอันประเสริฐสูงสุด) สำเร็จเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า จึงถือว่าวันนี้เป็นวันประสูติของพระพุทธเจ้า


ตรัสรู้

๒. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อนุตตรสัมโพธิญาณ ณ ร่มพระศรีมหาโพธิบัลลังก์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี
การตรัสอริยสัจสี่ คือของจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ของพระพุทธเจ้า เป็นการตรัสรู้อันยอดเยี่ยม ไม่มีผู้เสมอเหมือน วันตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า จึงจัดเป็นวันสำคัญ เพราะเป็นวันที่ให้เกิดมีพระพุทธเจ้าขึ้นในโลกชาวพุทธทั่วไป จึงเรียกวันวิสาขบูชาว่า วันพระพุทธ(เจ้า) อันมีประวัติว่า พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญเพียรต่อไป ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น ทรงเริ่มบำเพ็ญสมาธิให้เกิดในพระทัย เรียกว่าการเข้า "ฌาน" เพื่อให้บรรลุ "ญาณ" จนเวลาผ่านไปจนถึง ...
ยามต้น : ทรงบรรลุ "ปุพเพนิวาสานุติญาณ" คือทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่น
ยามสอง : ทรงบรรลุ "จุตูปปาตญาณ" คือการรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ยามสาม : ทรงบรรลุ "อาสวักขญาณ" คือรู้วิธีกำจัดกิเลสด้วย อริยสัจสี่ ( ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ) ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน ๖ ซึ่งขณะนั้น พระพุทธองค์มีพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา

ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ อริยสัจ ๔ หรือ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ได้แก่
๑. ทุกข์ คือ ความลำบาก ความไม่สบายกายไม่สบายใจ
๒. สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
๓. นิโรธ คือ ความดับทุกข์
๔. มรรค คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์
ทั้ง ๔ ข้อนี้ถือเป็นสัจธรรม เรียกว่า อริยสัจ เพราะเป็นสิ่งที่พระอริยเจ้าทรงค้นพบ เป็นสัจธรรมชั้นสูง ประเสริฐกว่าสัจธรรมสามัญทั่วไป

ปรินิพพาน

๓. เป็นวันปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ร่มไม้รัง (ต้นสาละ) คู่ ในสาลวโนทยานของมัลลกษัตริย์ ใกล้เมืองกุสินารา เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๑ ปี วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน (ดับสังขารไม่กลับมาเกิดสร้างชาติ สร้างภพอีกต่อไป) การปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ก็ถือเป็นวันสำคัญของชาวพุทธทั่วโลกเพราะชาวพุทธทั่วโลกได้สูญเสียดวงประทีปของโลก เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่และครั้งสำคัญชาวพุทธทั่วไปมีความเศร้าสลดเสียใจและอาลัยสุดจะพรรณนา อันมีประวัติว่าเมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้และแสดงธรรมมาเป็นเวลานานถึง ๔๕ ปี ซึ่งมีพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในระหว่างนั้นทรงประชวรอย่างหนัก ครั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน ๖ พระพุทธองค์กับพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ก็ไปรับภัตตาหารบิณฑบาตที่บ้านนายจุนทะ ตามคำกราบทูลนิมนต์ พระองค์เสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะตั้งใจทำถวาย ก็เกิดอาพาธลง แต่ทรงอดกลั้นมุ่งเสด็จไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ในราตรีนั้น ได้มีปริพาชกผู้หนึ่ง ชื่อสุภัททะขอเข้าเฝ้า และได้อุปสมบทเป็นพระพุทธสาวกองค์สุดท้าย เมื่อถึงยามสุดท้ายของคืนนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันว่าสังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด" หลังจากนั้นก็เสด็จเข้าดับขันธ์ปรินิพพาน ในราตรีเพ็ญเดือน ๖ นั้น

วันวิสาขบูชา จึงนับว่าเป็นวันที่มีความสำคัญสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกคน เป็นวันที่มีการทำพิธีพุทธบูชา เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระองค์ ที่มีต่อปวงมนุษย์และสรรพสัตว์อันหาที่สุดมิได้

การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา จุดมุ่งหมายในการประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา เพื่อรำลึกถึงพระวิสุทธิคุณพระปัญญาคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์และสรรพสัตว์ อีกทั้งเพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ทั้ง ๓ ประการ ที่มาบังเกิดในวันเดียวกัน และนำหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ

พุทธกิจ ๕ ประการ

๑. ตอนเช้า เสด็จออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ คือเสด็จไปโปรดจริง เพราะทรงพิจารณาเห็นตอนจวนสว่างแล้ว ว่าวันนี้มีใครบ้างที่ควรไปโปรดทรงสนทนา หรือแสดงธรรมให้ละความเห็นผิดบ้าง เป็นต้น
๒. ตอนบ่าย ทรงแสดงธรรมเทศนาแก่ประชาชนที่มาเฝ้า ณ ที่ประทับ ซึ่งปรากฏว่าไม่ว่าพระองค์จะประทับอยู่ที่ใด ประชาชนทุกหมู่ทุกเหล่าตลอดถึง ผู้ปกครอง นครแคว้นจะชวนกันมาเฝ้าเพื่อสดับรับพระธรรมเทศนาทุกวันมิได้ขาด
๓. ตอนเย็น ทรงเเสดงโอวาทแก่ภิกษุสงฆ์ทั้งมวลที่อยู่ประจำ ณ สถานที่นั้นบางวันก็มีภิกษุจากที่อื่นมาสมทบด้วยเป็นจำนวนมาก
๔. ตอนเที่ยงคืน ทรงแก้ปัญหาหรือตอบปัญหาเทวดา หมายถึง เทพพวกต่างๆ หรือกษัตริย์ซึ่งเป็นสมมติเทพ ผู้สงสัยในปัญญาและปัญหาธรรม
๕. ตอนเช้ามืด จนสว่าง ทรงพิจารณาสัตว์โลกที่มีอุปนิสัยที่พระองค์จะเสด็จไปโปรดได้ แล้วเสด็จไปโปรดโดยการไปบิณฑบาตดังกล่าวแล้วในข้อ ๑

โดยนัยดังกล่าวมานี้พระพุทธองค์ทรงมีเวลาว่าอยู่เพียงเล็กน้อยตอนเช้าหลังเสวยอาหารเช้าแล้ว แต่ก็เป็นเวลาที่ต้องทรงต้อนรับอาคันตุกะ ผู้มาเยือนอยู่เนืองๆ เสวยน้อย บรรทมน้อย แต่ทรงบำเพ็ญพุทธกิจมาก ตลอดเวลา ๔๕ พรรษานั้นเอง ประชาชนชาวโลกระลึกถึงพระคุณของพระองค์ดังกล่าวมาโดยย่อนี้ จึงถือเอาวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระองค์เป็นวันสำคัญ จัดพิธีวิสาขบูชาขึ้นในทุกประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา

ธรรมเนียมการปฏิบัติในวันวิสาขบูชา

เมื่อวันวิสาขบูชาเวียนมาถึงในรอบปี พุทธศาสนิกชนไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต (พระสงฆ์ สามเณร) หรือ ฆราวาส (ผู้ครองเรือน) ทั่วไป จะร่วมกันประกอบพิธีเป็นการพิเศษทำการสักการบูชาเพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณา พระปัญญาคุณ และพระวิสุทธิคุณ ของพระพุทธเจ้าผู้เป็นดวงประทีปโลก เมื่อวันวิสาขบูชา ซึ่งตรงในวันเดียวกัน ได้เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่งในรอบปี คือ เวียนมาบรรจบในวันเพ็ญวิสาขบูชา กลางเดือน ๖ ประมาณเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายนของไทยเรา ชาวพุทธทั่วโลกจึงประกอบพิธีสักการบูชา การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา แบ่งออกเป็น ๓ พิธี คือ
๑.พิธีหลวง (พระราชพิธี)
๒.พิธีราษฎร์ (พิธีของประชาชนทั่วไป)
๓.พิธีของพระสงฆ์ (คือพิธีที่พระสงฆ์ประกอบศาสนกิจเนื่องในวันสำคัญวันนี้)

การประกอบพิธีและบทสวดมนต์ในวันวิสาขบูชา ก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับการประกอบพิธีในวันมาฆบูชา

๑. ทำบุญใส่บาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล
๒. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
๓. ไปเวียนเทียน ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา
๔. จัดแสดงนิทรรศการ ประวัติ หรือเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับวันวิสาขบูชา
๕. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน วัดและสถานที่ราชการ

อ้างอิง :: http://www.banfun.com/buddha/visaka.html

Posted by ครูพเยาว์ at 11:23 AM

รอบรั้ว ค่ายทหารมณฑลทหารบกที่ 24 อุดรธานี – หายห่วง

Wednesday, January 19, 2011


สิ่งที่พ่อแม่กังวลใจมากที่สุดก็คือ ลูกชายที่ต้องไปเป็นทหารเกณฑ์ อยู่ในค่ายทหาร เพราะช่วงการฝึกจะไม่มีการเข้าเยี่ยมในเดือนแรกของการฝึก มีคนส่งข่าวมาบอกเล่าให้กำลังใจกับครูอยู่เสมอว่า “ไม่เป็นไร...ลูกชายสบายดี” หรือบอกว่า “ไม่มีอะไรหรอก...เดี๋ยวนี้เขาฝึกทหารใหม่..ไม่เหมือนเมื่อก่อน ตากแดดไม่เกินครึ่งชั่วโมงหรอก” สำหรับพ่อแม่ฟังแล้วเบาใจขึ้นเยอะเลยค่ะ

แต่การฝึกก็คือการฝึก การฝึกทหารก็ไม่ใช่การสอนเด็กอนุบาล แน่นอนว่ามันก็จะมีการพลาดกันบ้าง ผิดแล้วก็ต้องลงโทษกัน ที่เรียกว่า “ซ่อม” นั่นแหละค่ะ แม้จะไม่เคยเห็นเลือด แต่เรื่องฟกช้ำดำเขียว มือซ้น เข่าบวมก็พอให้เห็น...นั่นก็ไม่เป็นไรค่ะ

เมื่อวาน (18 มกราคม 2554) เป็นวันกองทัพไทย ครูและครอบครัวก็ได้ไปชมการสวนสนามของทหาร กว่าจะเสร็จสิ้นขบวนการต่างๆก็ย่างเข้า 1 ทุ่ม....ได้พบกับลูกชาย...เข้มขึ้นเยอะ ก็ต้องขอบคุณ ร.อ.ณรงค์ฤทธ์ คำวิชา ผู้เป็นครูฝึก, ร.ต.พิมล ประดิษฐ์ด้วง ผู้ช่วยครูฝึก, จ.ส.อ.ประสงค์ บุญเรือง ผู้ช่วยครูฝึก ที่ได้ดูแลเด็กๆทหารเกณฑ์ทุกนายเป็นอย่างดี ก่อนจากกัน ยังได้ยิน ร.ต.พิมลออกมาให้โอวาทและปลอบใจว่าอย่าร้องไห้ในยามจากกัน ซึ่งก็มีนั่นแหละที่ทุกคน ที่เข้าร่วมฝึกมาด้วยกัน ลำบากมาด้วยกัน เห็นอกเห็นใจกัน หรือแม้แต่โดนทำโทษด้วยกัน อดไม่ได้ที่จะตื้นตันใจในยามจากกัน ช่วงที่กำลังจะจากกันครูได้เห็นภาพที่คิดว่าจะไม่ได้เจอในค่ายทหาร นั่นคือมีนายทหารเดินไปจับมือกับทหารเกณฑ์ทุกคน (ย้ำทุกคน)อาจอวยพรให้โชคดี หรือแสดงความยินดีที่จบเรื่องการฝึก นายทหารคนนั้นคือ ร.ต.ทัศชัย ชัยมาโย ครูว่านี่คือนิมิตใหม่ในการฝึกทหาร ที่พ่อแม่ทุกคนกลัว...ผลสุดท้ายก็ไม่น่ากลัว...อยากเขียนเรื่องนี้เอาไว้ ก็เพื่อบอกกับพ่อแม่ทุกคนที่มีลูกเข้าไปเป็นทหารเกณฑ์...อย่าได้กลัว อย่าได้ตกใจ...ควรที่จะดีใจ ที่ลูกได้เข้าไปรับใช้ชาติค่ะ และต้องขอขอบคุณ ส.ต.จักรี จันทรเขียว ที่ได้เข้ามาดูแลและให้กำลังใจกับลูกชายของครู ซึ่งก็สนใจเทคโนโลยีใหม่ๆเหมือนกัน ชอบการถ่ายภาพ มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ นับว่าเป็นประโยชน์กับกองทัพในอนาคตอย่างแน่นอนค่ะ....อาจออกในแนวขอบคุณผู้มีอุปการะคุณนะในวันนี้...ไม่พูดก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องจริง ซึ่งก็ต้องอ้างเอาไว้ ทั้งนี้ก็เพื่อ “ให้พ่อแม่ทุกคนที่มีลูกที่ต้องไปเป็นทหารเกณฑ์ได้อุ่นใจ – หายห่วง”

ขอขอบคุณ รูปภาพของ http://ikengba.exteen.com/20090207/entry

รอบรั้ว ค่ายทหารมณฑลทหารบกที่ 24 อุดรธานี

Sunday, December 26, 2010


สบายดีทหารเกณท์...กับความรัก
ลูกคนโตของครูได้ทำหน้าที่เข้าไปรับใช้ชาติ...สมัครเข้าไปเป็นทหารเกณฑ์ อยู่ที่มณฑลทหารบกที่ 24 จังหวัดอุดรธานี หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ แล้วไปรับใช้พระศาสนา บวชเข้าพรรษาอยู่ที่วัดนาหลวง (อภิญญาเทสิตธรรม) อ.บ้านผือ จ. อุดรธานี ก็ถือว่าทำหน้าที่พื้นฐานของลูกผู้ชายไทยแล้วละค่ะ

รักในหน้าที่ รักประเทศชาติ มั่นคงในศาสนา รักครอบครัว รักคนรู้ใจ...ทั้งหมดนี่กว่าจะได้มามันก็มีความทุกข์และความสุขเจือปนอยู่ตลอดไม่ว่าทำหน้าที่อันใด ยืนอยู่ตรงไหน...ความอ้างว้าง ว้าเหว่มักจะเข้ามาครอบคลุม ตอนบวชก็ต้องอยู่ในป่าบนภูอันวิเวก...มองเห็นไฟลิบๆห่างออกไป ใจก็ย่อมสะท้าน แล้วจะทำอย่างไรกับความเหงานั้น กับความทุกข์ที่ถั่งโถมเข้ามา...พระอาจารย์ไพบูลย์ อภิปุณโณ แห่งวัดดอนหายโศกเทศน์ผ่านวิทยุในตอนเช้าวันคริสต์มาสอีฟบอกว่า ให้อยู่กับลมหายใจ อย่าก้าวลงไปในความทุกข์ ซึ่งครูกำลังจะปรับปรุงมาสอนเด็กๆว่า ให้ต่อสู้กับแรงดึงดูดของ “หลุมดำแห่งความทุกข์” ถ้าทำอย่างนี้ได้ ความทุกข์ก็จะหายไปทันที มีสติอยู่กับปัจจุบัน อย่าตกเป็นเหยื่อของความคิด อย่าเผลอ เผลอเมื่อไหร่มันก็จะดูดเข้าไปลงหลุมดำแห่งความทุกข์ทันที

ทีนี้มาถึงเรื่องใหญ่ของทหารเกณฑ์ละค่ะ เรื่องรักคนรู้ใจ...รู้สึกทุกข์มากเมื่อไม่ได้เห็นหน้า...อันนี้เข้าใจดีค่ะ และจะอยู่อย่างไรในสถานการณ์นี้ที่จะไม่ต้องทุรนทุราย มีทุกปีที่ทหารหนีออกจากหน่วย เคยถามอยู่เหมือนกันว่าหนีทำไม ส่วนมากบอกว่าคิดถึงแฟน คิดถึงลูก...แล้วก็หนีออกมา นั่นคือทิ้งอนาคตเลยนะคะ กว่าคดีจะหมดอายุความนี่ต้องเข้าไปลำบากอยู่ในป่าดงกันเลย จึงมาถึงจุดที่ต้องให้คิด ว่าเมื่อมีความรักแล้วเป็นอย่างไร อยากให้ไปฟัง “ถามหาความรัก” ของภูสมิง หน่อสวรรค์ ที่ร้องเพลงรักเศร้าๆนี้ใว้ค่ะ...

เดียวดายเหมือนนกไร้รัง
สิ้นหวังร้าวโรยแรงเหนื่อยอ่อน
ร่ำไห้ดังใจจะขาดรอน
ทอดถอน สะอื้นกล้ำกลืนฝืนทน
**อ้างว้างดั่งหลงทางอยู่กลางทะเล
หว้าเหว่ดังโลกไร้ผู้คน
มองฟ้าซ่อนน้ำตาหมองหม่น
อาภัพอับจน สิ้นไร้หนทาง
ความรัก ความรักอยู่ไหน
อยู่แห่งใด ใครรู้บ้าง
ถามหาน้ำตาไหลหลั่ง
อ้างว้างไร้คนเข้าใจ
(ซ้ำ **)
ถามหาน้ำตาไหลหลั่ง
อ้างว้างไร้คนเข้าใจ

รู้สึกเศร้าๆนะคะ อย่าตกใจค่ะ หายใจเข้าไว้...หายใจเข้า...รู้สึกตัว หายใจออก...รู้สึกตัว เห็นมั๊ย...ความทุกข์ก็หายไป