รอบรั้ว บ้านเพื่อน ชื่อกิเลส (ตอน4/5)
Wednesday, August 18, 2010
วันนี้จะมาพูดเรื่องของนายกิเลส ที่จะเข้ามาข้องแวะกับเราเพิ่มอีก มักมาหาเราตอนที่เรากำลังหมดกำลังใจ....ทำการบ้านก็ไม่ทัน คณิตก็เยอะ วิทย์ก็แยะ แถมชั่วโมงพละก็ทำให้เหงื่อแตกท่วมตัวมา เสื้อแฉะ ยังต้องมานั่งฟังคุณครูพเยาว์สอนนั่งสมาธิอีก...โอ๊ววว เกิดอาการท้อแท้ ถดถอยในอารมณ์....น่าสงสารนะคะ... แต่รู้มั้ยคะ ตอนที่เกิดอาการอย่างนั้นขึ้นมา จะมีกิเลสตนหนึ่งขึ้นมานั่งบนบ่าเราเลยละ เราจะนั่งก้มห้ว ไหล่ห่อ ตัวงอ หน้าตาไม่ยิ้มแย้ม หน้าจะหมอง ตาจะเศร้า เรียกว่าเกิดความหดหู่ใจ ตัวกิเลสตนนั้นชื่อ “ถีนะ” นายกิเลสตัวนี้จะมาบอกว่าขอขี่คอเธอทีนะ... เขาก็ทำให้เธอหนักอกหนักใจ แต่....ต้องมีแต่อีกละค่ะ...ถ้าเราขยัน พยามยามขึ้นอีก ตั้งตัวให้ตรง เชิดหน้าขึ้น...หนูจะขยันขึ้น ตั้งใจเรียนให้มาก จะทำการบ้านให้เสร็จ ถึงไม่ต้องเอาผ้ามาโพกหัวแบบเด็กญี่ปุ่น ตอนตั้งหน้าตั้งตาตั้งใจทำงานอย่างขยันขันแข็ง...เธอก็ทำได้ ตอนที่เธอตั้งตัวตรง เชิดหน้า สัญญากับตัวเองว่าจะขยันเพิ่มขึ้นอีกนั่น นายถีนะก็ตกจากบ่าของเธอ...บาดเจ็บจนไม่สามารถขึ้นมานั่งบนเธอได้อีก...แล้วเธอก็จะสำเร็จในการเรียน เธอก็จะยิ้มออก คุณครูก็จะดีใจกับเธอ คุณพ่อคุณแม่ยิ่งจะดีใจ...
แต่อย่าเพิ่งดีใจกับความสำเร็จนี้ไปมากนัก เรายังต้องเจอกับกิเลสอีกหลายตัว ที่ทำให้เราเดินสู่จุดเป้าหมายไม่สำเร็จ ในต่างรูปแบบ อย่างเช่นเมื่อเธอทำให้นายถีนะหลุดออกไปแล้ว ก็กลับมาบ้านตั้งใจอย่างเต็มที่ ที่จะทำการบ้าน รื้อหนังสือออกมาทั้งหมด แต่จะเริ่มวิชาไหนดีน้อ....คณิต...วิทย์...แล้วก็คิดต่อ...วันก่อนไปกับคุณแม่...เห็นตุ๊กตาตัวนั้น...มันสวยนะ...อีกตัวที่อยู่ข้างๆมันก็สวย...ดูๆไปสวยกว่าตัวที่เราได้มาเสียอีก...แต่เอ๊.....มีคนแอบมองเราอยู่ด้วย...เป็นใครกันน้อ...ไปแล้วค่ะ...อย่างนี้เขาเรียกว่าความฟุ้งซ่าน เธอกำลังปล่อยให้นายกิเลสที่แอบยิ้มอยู่เข้ามาหาเธอแล้ว...ตอนที่เธอคิดว่าเป็น ใครกันน้อนั่นแหละ นายกิเลสที่ชื่อ “อุทธัจจะ” เข้ามานั่งในความคิดเธอแล้ว และจะพาเธอไปทุกที่...ผลสุดท้าย การบ้านก็ไม่เสร็จ มัวแต่ยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่อยู่กับตัวเอง เป็นใครกันน้อ...อยู่นั่น คนที่จะมาช่วยเธอได้ตอนนี้รู้มั้ยว่าใคร....สติค่ะ...ตบมือดังๆ ไล่นายอุทธัจจะออกไปจากความคิด นายคนนี้ก็หายไปแล้ว เขากลัวเสียงดัง เขามักเล่นทีเผลอกับเรา และจะทำอย่างนี้ตลอด เข้ามาหา พอตกใจแล้วหนี ถ้าจะให้หายไปเลยเราก็ทำได้...ทำอย่างไรหรือ...สมาธิค่ะ...นายอุทธัจจะจะแพ้สมาธิอย่างราบคาบ...ถ้าเธอตั้งใจเรียน ทำการบ้าน เอาสมาธิเข้ามาช่วย ใจจดจ่อกับบทเรียน ครูรับรองได้เลยค่ะว่า นายอุทธัจจะ จะไม่เดินเฉียดเข้ามาใกล้เลย... รอบรั้ว บ้านเพื่อน ชื่อกิเลส (ตอนจบ)
1)โลภะ ความยินดีพอใจในโลกียอารมณ์ต่างๆ
2) โทสะ ความโกรธ ความไม่พอใจ
3) โมหะ ความหลง ความโง่
4) มานะ ความเย่อหยิ่ง ถือตัว
5) ทิฏฐิ ความเห็นผิด
6) วิจิกิจฉา ความสงสัยลังเลใจในสิ่งที่ควรเชื่อ
7) ถีนะ ความหดหู่
8) อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
ทีนี้จะมาพูดเพิ่มอีก 2 ตัว การยกตัวอย่างจะเปลี่ยนไป เพราะพวกเธอยังเด็ก กิเลสพวกนี้ยังจะไม่กระโดดเข้ามาหาพวกเธอ ครูอยากให้ย้อนหลังไปดูเหตุการณ์ที่ผ่านมา ความวุ่นวายในทางการเมือง ความเสียหายที่เกิดขึ้น การไล่ล่า การทำร้าย ยิงกัน เผาบ้านเผาเมืองกัน แม้ในบ้านเรา อุดรธานี ก็โดนเผาไปด้วย ทั้งศาลากลางสำนักงานเทศบาล คนที่ทำการอย่างนั้นได้ ก็เกิดจากกิเลสหลายๆตัวเข้ามารวมกัน บังคับให้ทำไป เอาตัวอย่างแรกไปก่อน เผาศาลากลาง ซึ่งเป็นที่ทำงานของข้าราชการ อาคารเก่าแก่
ควรที่จะอนุรักษ์เอาไว้ คนเหล่านี้ยังกล้าเผา การเผานั้นเป็นการทำชั่ว ทำลายทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน ซึ่งก็เป็นของเราทุกคน เงินทองที่ใช้ในการก่อสร้างขึ้นมา ก็มาจากภาษี ที่เอาจากพวกเรานั่นแหละ ตัวกิเลสอะไรที่เข้าครอบงำจิตใจของคนเหล่านั้นได้ มันมาสองตัวเลยละค่ะ ตัวแรกชื่อ “อริกะ” ใครโดนนายนี้เข้าครอบงำแล้วละก้อ จะไม่มีความละอายในการกระทำบาป ทำชั่ว ไม่ละอายต่อทุจริต ในใจพวกนั้น ในขณะนั้นคือเผาอย่างเดียว ตัวกิเลสอื่นๆที่ครอบงำอยู่ ไม่ว่า โทสะ โมหะ ต่างก็ร้องใชโย สะใจอยู่อื้ออึง พวกนี้ในที่สุดก็โดนครอบงำด้วยตัวกิเลสอีกตัวที่ชื่อ “อโนตัปปะ” กิเลสตัวนี้จะทำให้เร่าร้อน ไม่เกรงกลัวผลในการกระทำบาป ทำชั่ว ไม่สะดุ้งกลัวต่อทุจริต” ไม่กลัวอะไรเลย จนในที่สุด ตำรวจก็มาไล่จับได้ แก้ตัวกันต่างๆนาๆ ซึ่งก็สายไปเสียแล้ว ครบแล้วนะคะ กิเลส 10“หมายเหตุ” ครูอยากจะหมายเหตุเอาไว้ เรื่องกิเลส 10 ที่เขียนไปนั้น อาจไม่ตรงนักสำหรับตัวอย่างที่พูดออกไป แต่นั่นก็พอที่จะให้เด็กชั้นประถมพอจะเห็นรูปร่างอย่างเลาๆ จึงขอทำความเข้าใจไว้สำหรับท่านผู้รู้ นักศึกษา
รอบรั้ว บ้านแห่งความเหลื่อมล้ำ
Friday, July 2, 2010

ครูมีโอกาสได้ไปชนบทบ่อยๆ ไปวัดที่อยู่ห่างไกล ไปในที่ๆความเจริญยังไปไม่ถึง จึงได้เห็นความแตกต่างของสังคมอย่างชัดเจน ความรุ่มรวย ฟุ้งเฟ้อของคนเมือง ความแร้นแค้นของคนบ้านนอก...มันช่างต่างกันยังกับอยู่คนละประเทศ และเรายังคงต้องอยู่กันแบบนี้อีกนาน....ไม่น่าแปลกใจที่เดี๋ยวนี้ เราจะพูดถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งแท้จริงแล้ว คงจะไม่ใช่เพียงแค่นั้น ความเหลื่อมล้ำกันในด้านการศึกษา, ในด้านจริยธรรม-คุณธรรม, ด้านสาธารณูปโภค และ ฯลฯ ล้วนแต่จะทำให้เรายิ่งแตกต่างกันออกไป
ครูอยากจะพูดถึงเรื่องการศึกษา เพราะได้ไปเจอโรงเรียนขนาดเล็ก ที่อยู่ในถิ่นกันดาร แร้นแค้นไปเสียทุกอย่าง ถึงแม้ว่าทางรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณไปให้แล้ว ก็ยังไม่พออยู่ดี เพราะที่นั่นยังขาดสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมาก ของแพงอย่างชนิดที่นึกกันไม่ถึง เพราะการขนส่งมันลำบาก ถนนหนทางไม่สะดวก ร้านค้าที่มีก็ต้องบวกค่าน้ำมันกับค่าซ่อมรถยนต์รวมเข้าไปกับค่าสินค้าไปด้วย โชคดีที่ไม่บอกว่าบวกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเติมเข้าไปอีก เพราะขายแบบไม่มีใบเสร็จ เหตุที่คนที่นั่นอยู่กันอย่างปากกัดตีนถีบอย่างนั้น ทำให้การที่จะมาคิดถึงการศึกษาของลูกๆจึงหดหายไป เด็กที่จบประถมปีที่ 6 ออกมา 16 คน จึงมีโอกาสเรียนต่อแค่ 8 คน ครูลองสอบถามดูว่าทำไมไม่เรียนต่อกัน เหตุผลของคำตอบที่สำคัญคือไม่มีเงิน ไม่มีค่ารถ เพราะต้องออกไปเรียนในอำเภอ ค่าอาหาร ค่าชุดนักเรียน ซึ่งทั้งๆที่รัฐบาลออกให้แล้ว ชาวบ้านก็ยังบอกว่าไม่พอ สรุปออกมาว่า ให้ออกจากโรงเรียนแล้วมาช่วยทำงานหาเงิน ฟังแล้วเหนื่อยใจแทนอนาคตของประเทศไทยจริงๆ นี่คือจุดๆเดียว หมู่บ้านเดียวที่มีประชากรไม่ถึง 300 ครอบครัว และไม่มีใครใส่ใจหรือเหลียวไปมองปัญหานี้ หมู่บ้านแบบนี้ ข้นแค้นอย่างนี้ ครูว่ายังมีอีกมากในเมืองไทย และตราบใด ที่หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องไม่เข้าไปสอดส่องดู หรือเอาใจใส่อย่างแท้จริง อนาคตของเมืองไทยคงจะประคองตัวไปแบบนี้ตราบนานเท่านาน
ปัญหาที่ครูพูดออกมาใช่ว่าจะเป็นความผิดของใครๆ แต่เป็นความโชคร้ายของเด็กๆ ที่เกิดมาอยู่ในที่อย่างนั้น สังคมแบบนั้น ค่านิยมแบบนั้น ครูได้เข้าไปดูสินค้าในร้านค้าซึ่งมีอยู่ไม่กี่ร้าน สินค้าหลักที่ขายเป็นหลักคือ เหล้าขาว เบียร์ บุหรี่ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ขายดี.....นั่นคือเหตุผลอย่างหนึ่งของการบั่นทอนค่าเล่าเรียนของเด็ก ผู้ปกครองซึ่งเป็นคนหารายได้เข้าครอบครัว ตกอยู่ในอบายมุข สิ่งเสพติดอย่างนี้เสียแล้ว จะมีอะไรเหลือไว้ให้กับอนาคตของลูกๆ....ครูก็ได้แต่ปลงอนิจจังค่ะ แต่ที่สำคัญคือเรามีหมู่บ้านแบบนี้อีกซักเท่าไหร่ในเมืองไทย
ภาพ// http://movie.mediathai.net/detailShow.php?mid=1185
Labels: การศึกษา, เด็กดีขยันเรียน, ทั่วไป ตามใจคิด
รอบรั้ว บ้านเมือง ยามยักษ์ย่างเยือน
Friday, May 21, 2010


ครูพูดถึงยักษ์...ยามยักษ์ย่างเยือน...อะไรคือยักษ์ในความหมายอันนี้...นายทุนค่ะ...เป็นนายทุนใหญ่ จะทำอะไรก็ต้องใหญ่ๆแบบยักษ์นั่นแหละ....เมื่อยักษ์มาเป็นนักการเมือง หรือเมื่อนายทุนมาเป็นนักการเมือง เรื่องมันจึงเกิด เพราะเขาไม่สามารถทำอะไรเล็กๆได้ เป็นปากเป็นเสียงให้เราไม่ได้หรอกค่ะ อย่าไปคิดคาดหวัง...เขาทำเพื่อตัวของเขาเองทั้งนั้น ตอนหาเสียงนั่นแหละที่เขาพูดว่า เขาทำงานให้ประชาชน ที่แท้เขาทำเพื่อตัวเอง เพื่องบประมาณแผ่นดิน เงินก้อนมาศาลนั้นมันเป็นอาหารของนักการเมือง....นักการเมืองที่เราเลือกเข้าไปนั่นแหละ เราเองต้องยอมรับความจริง นักการเมืองที่เอาเงินมาให้ 500-1000 บาท เพื่อแลกกับคะแนนเสียง เราเคยถามกันไหม ว่าเงินที่เอามาให้นั้น “ท่านได้จากใดมา”....ก็คงไม่ต้องหวังว่าเขาจะตอบ “เราโกงกินมา จึ่งให้” เพราะเราไม่สนใจ ไม่คิด บ้านนี้เมืองนี้จึงมีนักกินเมืองเข้าสภาไปมากมาย....เพราะการไม่มีศีลธรรมในเรื่องนี้ นึกไม่ถึงว่าจะกลายเป็นสนับสนุนโจร ยักษ์ นักกินเมืองเข้าปกครอง...คนส่วนหนึ่งก็เปรียบเหมือน ผีบ้าน ผีเรือนที่สนับสนุนยักษ์ให้เข้ามาครองเมือง....ผลที่ได้ เห็นกันจะๆ คือเมื่อยักษ์ไม่พอใจขึ้นมา บ้านเมืองก็พินาศ จังหวัดต่างๆที่เขามีผีบ้าน ผีเรือนก็เริ่มทำตามนายยักษ์สั่ง...ในยามนี้เราจะเห็นด้ำ....ที่เราเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่เคยพูดไว้ “ผีซ้ำ ด้ำพลอย”...นักการเมืองในคาถาของยักษ์ก็จะเข้ามาเป็นด้ำ เป็นผู้นำผีร้ายในทันที....เผาบ้าน..เผาเรือน
ครูเข้าไปดูที่เทศบาลนครอุดรธานี เห็นซากปรักหักพังแล้วก็หดหู่ใจ มันเป็นทรัพย์สินของเรา ทุกบาททุกสตางค์ที่รวบรวมกันมาจากทุกคน แล้วช่วยก่อสร้างกันขึ้น โดนทำลายไปชั่ววันเดียว จากผีบ้าน ผีเรือนที่แค่สิงอาศัยอยู่ ศาลากลางจังหวัด ครูไม่ได้เข้าไปดู เพราะเห็นทหารเอารั้วลวดหนามมากั้นไว้ทุกทิศทุกทาง คิดว่าคงจะเสียหายมากกว่าเทศบาลแน่ๆ...ฟังจากชาวบ้าน ครูและพนักงานเทศบาลที่รวมกลุ่มกันพูดคุยกัน ได้ยินว่าพวกนั้นจะไปเผาโรงเรียนอุดรพิทยาด้วย เท็จจริงอย่างไรไม่รู้ เพราะแค่ได้ยินก็สลดใจแล้วค่ะ รอบๆอาคารเทศบาลจะเห็นคนรุ่นใหม่ๆของเราเข้ามาดูแล ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ของเทศบาล เทศกิจ ตำรวจ ทหาร ดูแล้วแต่ละคนยังเป็นเด็กรุ่นใหม่ทั้งนั้น ก็ได้แต่ฝากเอาไว้ ...ฝากบ้าน ฝากเมืองด้วยค่ะ
เรื่องที่เกิดขึ้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นในอุดรธานีและจังหวัดอื่นๆ เป็นแค่เศษเสี้ยวของความเสียหายที่เกิดขึ้นในกรุงเทพ ที่นั่น ความขัดแย้งได้พรากเอาชีวิตของผู้คนไปมากมาย จนบัดนี้ครูก็ยังไม่สรุปตัวเลขลงได้ เพราะมันจะมีมาอีก เพราะเหตุการณ์ยังไม่จบ จำนวนคนบาดเจ็บก็เยอะ ทั้งประชาชน ทหาร ตำรวจ ....ถามว่าเพราะเหตุใด...รักประชาธิปไตย?....ประชาธิปไตยคืออะไร ซึ่งที่จริงคือประชาธิปไตยของใครกันแน่....มีใครที่แอบอ้างเป็นเจ้าของประชาธิปไตย..เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ต้องราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผาเมืองอย่างนั้นหรือ...นั่นคือประชาธิปไตย?
Labels: ทั่วไป ตามใจคิด, ประชาธิปไตย, เมืองอุดร
รอบรั้ว โรงเรียนคาทอลิกและวัดพุทธ
Thursday, May 6, 2010
เมื่อวานได้ขึ้นไปตักบาตรที่วัดนาหลวง และจะกลับบ้านหลังจากที่ไปอยู่ในสวนมาหลายวัน ช่วงนั้นมีเด็กนักเรียนร่วมพันคน เข้าไปอบรมคุณธรรมจริยธรรมที่วัด เป็นนักเรียนจากวิทยาลัยอาชีวะอุดรธานีส่วนหนึ่ง และจากโรงเรียนเซนต์เมรี่อุดรธานีส่วนหนึ่ง ครูเองปลื้มใจและตื้นตันใจที่เห็นนักเรียนโรงเรียนคาทอลิกเข้ามาอบรมจริยธรรม ได้เจอกับซิสเตอร์ที่ควบคุมนักเรียนมาด้วย ได้พูดคุยกับท่าน ที่ปลื้มใจเพราะท่านไม่ได้ตะขิดตะขวงใจในการที่จะคิดว่านี่คือวัดพุทธในขณะที่ท่านสวมชุดของแม่ชีของคาทอลิก ท่านทำหน้าที่คือนำเด็กนักเรียน (ชาวพุทธ) มาอบรมในวัดที่อยู่แสนห่างไกลจากตัวเมือง หนทางก็แสนจะลำบาก ผ่านทั้งถนนลาดยางที่ต้องหลบหลุมบ่อ ถนนดินแดงที่ถ้าเป็นหน้าร้อนก็ดมฝุ่นมาตลอดสาย กว่าจะผ่านได้ก็หัวแดงกันเป็นแถว ถ้าหน้าฝนก็ยิ่งแล้วใหญ่ ถนนเป็นโคลนกว่าจะผ่านแต่ละเนินเขาไปได้ บางทีก็ต้องลงจากรถ ช่วยกันดันให้รถขึ้นเนินให้ได้ ตอนนี้แม้ว่าทางจังหวัดจะเข้ามาสร้างถนนคอนกรีตช่วงขึ้นวัดให้แล้ว แต่ช่วงทางที่เข้าไปจากถนนใหญ่ก็ยังเป็นถนนดินแดงอยู่ค่ะ ครูได้เจอกับนักเรียนของโรงเรียนนี้กำลังกุลีกุจอขนสาด เสื่อไปปูตรงที่ตักบาตรพระ แต่ละคนยิ้มแย้มแจ่มใสค่ะ เห็นแล้วปลื้มใจ เดินมาเป็นกลุ่มๆ คุยกันตามประสาเด็กวัยรุ่น น่ารักดีค่ะ ครูว่าถ้าโรงเรียนทั่วๆไปพานักเรียนมาอบรมอย่างนี้บ้างน่าจะดี ดีกว่าอบรมในโรงเรียน หรืออบรมที่วัดในตัวเมือง ที่ครูคิดอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้ทำอย่างนั้นตลอดไป ทำได้ แต่...ถ้าเราเอาเด็กมายังสถานที่อย่างวัดนาหลวง...เด็กจะได้เห็นอะไรหลายๆอย่าง ความยากลำบาก ทำให้เกิดความอดทน เห็นว่าในที่ห่างไกลและกันดารนั้น ยังมีคนที่อาศัยอยู่ อยู่อย่างลำบาก จะได้มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้บ้าง จะได้เห็นธรรมชาติอย่างแท้จริง ตอนที่ครูเดินขึ้นบันไดวัด ได้เจอกับนักศึกษาของวิทยาลัยอาชีวะที่กำลังกวาดใบไม้ ทำความสะอาดบันไดอยู่ มีอยู่กลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ตรงบันได ดูฝูงกระรอกที่วิ่งไล่กัน ไต่ขึ้นลงต้นไม้อยู่ใกล้ๆกับเด็กๆกลุ่มนั้น มีอยู่คนหนึ่ง ที่ถามครูว่า “คุณยายคะ กระรอก กับกระแตต่างกันอย่างไรคะ” เด็กๆในตัวเมืองเห็นอะไรก็ตื่นเต้นไปเสียหมด แถมยังสงสัยถึงอีกอย่างที่ตัวเองไม่เห็นเสียอีก ครูก็ตอบไปว่า กระรอกตัวจะใหญ่กว่า ขนฟู หางเป็นพวง กระแตตัวจะเล็กกว่า ตรงหลังจะมีขนลายเป็นทางสีน้ำตาล (เหมือนลูกหมูป่า) แล้วการอบรมเด็กในโรงเรียน หรือในวัดที่ใกล้กับโรงเรียน ผลมันต่างกับที่อบรมในวัดที่ห่างบ้าน (และหนทางลำบาก)หรือเปล่า จริงๆแล้วเนื้อของการอบรมที่ไหนๆมันก็เหมือนๆกัน แต่บรรยากาศมันต่างกัน สิ่งที่แตกต่างกันนี้ได้เพิ่มความจูงใจในการเรียนรู้ สร้างความเข้มแข็ง การอยู่กัน การรู้จักหน้าที่และ มีจิตสาธารณะ ช่วยในการอบรมมากขึ้น อย่างน้อย เด็กจะคิดถึงพ่อถึงแม่มากที่สุด ที่ครูได้เจอและได้คุยมา เขาจะรักพ่อรักแม่มากขึ้น บางคนเคยเห็นพ่อดื่มเหล้า สูบบุหรี่ บอกว่าถ้าได้กลับไป จะบอกให้พ่อเลิกให้หมด ในอบายมุข สิ่งเสพติดเหล่านั้น คำสอนของพระอาจารย์บวกกับความคิดถึงบ้าน มันสร้างแรงจูงใจ พลังใจอย่างที่เราคิดไม่ถึงให้กับเด็กๆค่ะ ถ้าเราเอาเด็กอบรมที่โรงเรียน พอค่ำหน่อยเดี๋ยวพ่อก็แวะมาเยี่ยม เดี๋ยวแม่ก็เอาขนมมาให้ ตกลงก็เหมือนกับอยู่ที่บ้านนั่นแหละ ไม่มีแรงจูงใจอะไรมาเสริมให้เด็กเลยค่ะ
Labels: การศึกษา, พุทธศาสนา, วัดอภิญญาเทสิตธรรม


