Daisypath Anniversary tickers

รอบรั้ว บ้านแห่งความเหลื่อมล้ำ

Friday, July 2, 2010



ครูมีโอกาสได้ไปชนบทบ่อยๆ ไปวัดที่อยู่ห่างไกล ไปในที่ๆความเจริญยังไปไม่ถึง จึงได้เห็นความแตกต่างของสังคมอย่างชัดเจน ความรุ่มรวย ฟุ้งเฟ้อของคนเมือง ความแร้นแค้นของคนบ้านนอก...มันช่างต่างกันยังกับอยู่คนละประเทศ และเรายังคงต้องอยู่กันแบบนี้อีกนาน....ไม่น่าแปลกใจที่เดี๋ยวนี้ เราจะพูดถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งแท้จริงแล้ว คงจะไม่ใช่เพียงแค่นั้น ความเหลื่อมล้ำกันในด้านการศึกษา, ในด้านจริยธรรม-คุณธรรม, ด้านสาธารณูปโภค และ ฯลฯ ล้วนแต่จะทำให้เรายิ่งแตกต่างกันออกไป

ครูอยากจะพูดถึงเรื่องการศึกษา เพราะได้ไปเจอโรงเรียนขนาดเล็ก ที่อยู่ในถิ่นกันดาร แร้นแค้นไปเสียทุกอย่าง ถึงแม้ว่าทางรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณไปให้แล้ว ก็ยังไม่พออยู่ดี เพราะที่นั่นยังขาดสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมาก ของแพงอย่างชนิดที่นึกกันไม่ถึง เพราะการขนส่งมันลำบาก ถนนหนทางไม่สะดวก ร้านค้าที่มีก็ต้องบวกค่าน้ำมันกับค่าซ่อมรถยนต์รวมเข้าไปกับค่าสินค้าไปด้วย โชคดีที่ไม่บอกว่าบวกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเติมเข้าไปอีก เพราะขายแบบไม่มีใบเสร็จ เหตุที่คนที่นั่นอยู่กันอย่างปากกัดตีนถีบอย่างนั้น ทำให้การที่จะมาคิดถึงการศึกษาของลูกๆจึงหดหายไป เด็กที่จบประถมปีที่ 6 ออกมา 16 คน จึงมีโอกาสเรียนต่อแค่ 8 คน ครูลองสอบถามดูว่าทำไมไม่เรียนต่อกัน เหตุผลของคำตอบที่สำคัญคือไม่มีเงิน ไม่มีค่ารถ เพราะต้องออกไปเรียนในอำเภอ ค่าอาหาร ค่าชุดนักเรียน ซึ่งทั้งๆที่รัฐบาลออกให้แล้ว ชาวบ้านก็ยังบอกว่าไม่พอ สรุปออกมาว่า ให้ออกจากโรงเรียนแล้วมาช่วยทำงานหาเงิน ฟังแล้วเหนื่อยใจแทนอนาคตของประเทศไทยจริงๆ นี่คือจุดๆเดียว หมู่บ้านเดียวที่มีประชากรไม่ถึง 300 ครอบครัว และไม่มีใครใส่ใจหรือเหลียวไปมองปัญหานี้ หมู่บ้านแบบนี้ ข้นแค้นอย่างนี้ ครูว่ายังมีอีกมากในเมืองไทย และตราบใด ที่หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องไม่เข้าไปสอดส่องดู หรือเอาใจใส่อย่างแท้จริง อนาคตของเมืองไทยคงจะประคองตัวไปแบบนี้ตราบนานเท่านาน

ปัญหาที่ครูพูดออกมาใช่ว่าจะเป็นความผิดของใครๆ แต่เป็นความโชคร้ายของเด็กๆ ที่เกิดมาอยู่ในที่อย่างนั้น สังคมแบบนั้น ค่านิยมแบบนั้น ครูได้เข้าไปดูสินค้าในร้านค้าซึ่งมีอยู่ไม่กี่ร้าน สินค้าหลักที่ขายเป็นหลักคือ เหล้าขาว เบียร์ บุหรี่ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ขายดี.....นั่นคือเหตุผลอย่างหนึ่งของการบั่นทอนค่าเล่าเรียนของเด็ก ผู้ปกครองซึ่งเป็นคนหารายได้เข้าครอบครัว ตกอยู่ในอบายมุข สิ่งเสพติดอย่างนี้เสียแล้ว จะมีอะไรเหลือไว้ให้กับอนาคตของลูกๆ....ครูก็ได้แต่ปลงอนิจจังค่ะ แต่ที่สำคัญคือเรามีหมู่บ้านแบบนี้อีกซักเท่าไหร่ในเมืองไทย

ภาพ// http://movie.mediathai.net/detailShow.php?mid=1185

รอบรั้ว บ้านเมือง ยามยักษ์ย่างเยือน

Friday, May 21, 2010






เมื่อวานซืน (19-5-53) เกิดเหตุเภทภัยมาถึงเมืองอุดรธานี สถานที่ราชการต่างๆโดนเผาจากพวกที่คลั่งแค้นใจ ไม่ได้ดั่งใจ หลังจากที่ลงทุนลงแรงประท้วงมาเป็นเวลานาน และตอนสุดท้ายก็ทำท่าว่าจะไปไม่รอด....ป้ายที่เขียนมาว่า “เราต้องการประชาธิปไตย” ก็กลายเป็นคบเพลิงเข้าไปจุดไฟเผาทุกอย่างที่ขวางหน้าให้เป็นจุลไป...ถามว่า แล้วประเทศไทยได้อะไรขึ้นมา...ไม่มีคำตอบค่ะ

ครูพูดถึงยักษ์...ยามยักษ์ย่างเยือน...อะไรคือยักษ์ในความหมายอันนี้...นายทุนค่ะ...เป็นนายทุนใหญ่ จะทำอะไรก็ต้องใหญ่ๆแบบยักษ์นั่นแหละ....เมื่อยักษ์มาเป็นนักการเมือง หรือเมื่อนายทุนมาเป็นนักการเมือง เรื่องมันจึงเกิด เพราะเขาไม่สามารถทำอะไรเล็กๆได้ เป็นปากเป็นเสียงให้เราไม่ได้หรอกค่ะ อย่าไปคิดคาดหวัง...เขาทำเพื่อตัวของเขาเองทั้งนั้น ตอนหาเสียงนั่นแหละที่เขาพูดว่า เขาทำงานให้ประชาชน ที่แท้เขาทำเพื่อตัวเอง เพื่องบประมาณแผ่นดิน เงินก้อนมาศาลนั้นมันเป็นอาหารของนักการเมือง....นักการเมืองที่เราเลือกเข้าไปนั่นแหละ เราเองต้องยอมรับความจริง นักการเมืองที่เอาเงินมาให้ 500-1000 บาท เพื่อแลกกับคะแนนเสียง เราเคยถามกันไหม ว่าเงินที่เอามาให้นั้น “ท่านได้จากใดมา”....ก็คงไม่ต้องหวังว่าเขาจะตอบ “เราโกงกินมา จึ่งให้” เพราะเราไม่สนใจ ไม่คิด บ้านนี้เมืองนี้จึงมีนักกินเมืองเข้าสภาไปมากมาย....เพราะการไม่มีศีลธรรมในเรื่องนี้ นึกไม่ถึงว่าจะกลายเป็นสนับสนุนโจร ยักษ์ นักกินเมืองเข้าปกครอง...คนส่วนหนึ่งก็เปรียบเหมือน ผีบ้าน ผีเรือนที่สนับสนุนยักษ์ให้เข้ามาครองเมือง....ผลที่ได้ เห็นกันจะๆ คือเมื่อยักษ์ไม่พอใจขึ้นมา บ้านเมืองก็พินาศ จังหวัดต่างๆที่เขามีผีบ้าน ผีเรือนก็เริ่มทำตามนายยักษ์สั่ง...ในยามนี้เราจะเห็นด้ำ....ที่เราเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่เคยพูดไว้ “ผีซ้ำ ด้ำพลอย”...นักการเมืองในคาถาของยักษ์ก็จะเข้ามาเป็นด้ำ เป็นผู้นำผีร้ายในทันที....เผาบ้าน..เผาเรือน

ครูเข้าไปดูที่เทศบาลนครอุดรธานี เห็นซากปรักหักพังแล้วก็หดหู่ใจ มันเป็นทรัพย์สินของเรา ทุกบาททุกสตางค์ที่รวบรวมกันมาจากทุกคน แล้วช่วยก่อสร้างกันขึ้น โดนทำลายไปชั่ววันเดียว จากผีบ้าน ผีเรือนที่แค่สิงอาศัยอยู่ ศาลากลางจังหวัด ครูไม่ได้เข้าไปดู เพราะเห็นทหารเอารั้วลวดหนามมากั้นไว้ทุกทิศทุกทาง คิดว่าคงจะเสียหายมากกว่าเทศบาลแน่ๆ...ฟังจากชาวบ้าน ครูและพนักงานเทศบาลที่รวมกลุ่มกันพูดคุยกัน ได้ยินว่าพวกนั้นจะไปเผาโรงเรียนอุดรพิทยาด้วย เท็จจริงอย่างไรไม่รู้ เพราะแค่ได้ยินก็สลดใจแล้วค่ะ รอบๆอาคารเทศบาลจะเห็นคนรุ่นใหม่ๆของเราเข้ามาดูแล ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ของเทศบาล เทศกิจ ตำรวจ ทหาร ดูแล้วแต่ละคนยังเป็นเด็กรุ่นใหม่ทั้งนั้น ก็ได้แต่ฝากเอาไว้ ...ฝากบ้าน ฝากเมืองด้วยค่ะ

เรื่องที่เกิดขึ้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นในอุดรธานีและจังหวัดอื่นๆ เป็นแค่เศษเสี้ยวของความเสียหายที่เกิดขึ้นในกรุงเทพ ที่นั่น ความขัดแย้งได้พรากเอาชีวิตของผู้คนไปมากมาย จนบัดนี้ครูก็ยังไม่สรุปตัวเลขลงได้ เพราะมันจะมีมาอีก เพราะเหตุการณ์ยังไม่จบ จำนวนคนบาดเจ็บก็เยอะ ทั้งประชาชน ทหาร ตำรวจ ....ถามว่าเพราะเหตุใด...รักประชาธิปไตย?....ประชาธิปไตยคืออะไร ซึ่งที่จริงคือประชาธิปไตยของใครกันแน่....มีใครที่แอบอ้างเป็นเจ้าของประชาธิปไตย..เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ต้องราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผาเมืองอย่างนั้นหรือ...นั่นคือประชาธิปไตย?

รอบรั้ว โรงเรียนคาทอลิกและวัดพุทธ

Thursday, May 6, 2010





เมื่อวานได้ขึ้นไปตักบาตรที่วัดนาหลวง และจะกลับบ้านหลังจากที่ไปอยู่ในสวนมาหลายวัน ช่วงนั้นมีเด็กนักเรียนร่วมพันคน เข้าไปอบรมคุณธรรมจริยธรรมที่วัด เป็นนักเรียนจากวิทยาลัยอาชีวะอุดรธานีส่วนหนึ่ง และจากโรงเรียนเซนต์เมรี่อุดรธานีส่วนหนึ่ง ครูเองปลื้มใจและตื้นตันใจที่เห็นนักเรียนโรงเรียนคาทอลิกเข้ามาอบรมจริยธรรม ได้เจอกับซิสเตอร์ที่ควบคุมนักเรียนมาด้วย ได้พูดคุยกับท่าน ที่ปลื้มใจเพราะท่านไม่ได้ตะขิดตะขวงใจในการที่จะคิดว่านี่คือวัดพุทธในขณะที่ท่านสวมชุดของแม่ชีของคาทอลิก ท่านทำหน้าที่คือนำเด็กนักเรียน (ชาวพุทธ) มาอบรมในวัดที่อยู่แสนห่างไกลจากตัวเมือง หนทางก็แสนจะลำบาก ผ่านทั้งถนนลาดยางที่ต้องหลบหลุมบ่อ ถนนดินแดงที่ถ้าเป็นหน้าร้อนก็ดมฝุ่นมาตลอดสาย กว่าจะผ่านได้ก็หัวแดงกันเป็นแถว ถ้าหน้าฝนก็ยิ่งแล้วใหญ่ ถนนเป็นโคลนกว่าจะผ่านแต่ละเนินเขาไปได้ บางทีก็ต้องลงจากรถ ช่วยกันดันให้รถขึ้นเนินให้ได้ ตอนนี้แม้ว่าทางจังหวัดจะเข้ามาสร้างถนนคอนกรีตช่วงขึ้นวัดให้แล้ว แต่ช่วงทางที่เข้าไปจากถนนใหญ่ก็ยังเป็นถนนดินแดงอยู่ค่ะ ครูได้เจอกับนักเรียนของโรงเรียนนี้กำลังกุลีกุจอขนสาด เสื่อไปปูตรงที่ตักบาตรพระ แต่ละคนยิ้มแย้มแจ่มใสค่ะ เห็นแล้วปลื้มใจ เดินมาเป็นกลุ่มๆ คุยกันตามประสาเด็กวัยรุ่น น่ารักดีค่ะ ครูว่าถ้าโรงเรียนทั่วๆไปพานักเรียนมาอบรมอย่างนี้บ้างน่าจะดี ดีกว่าอบรมในโรงเรียน หรืออบรมที่วัดในตัวเมือง ที่ครูคิดอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้ทำอย่างนั้นตลอดไป ทำได้ แต่...ถ้าเราเอาเด็กมายังสถานที่อย่างวัดนาหลวง...เด็กจะได้เห็นอะไรหลายๆอย่าง ความยากลำบาก ทำให้เกิดความอดทน เห็นว่าในที่ห่างไกลและกันดารนั้น ยังมีคนที่อาศัยอยู่ อยู่อย่างลำบาก จะได้มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้บ้าง จะได้เห็นธรรมชาติอย่างแท้จริง ตอนที่ครูเดินขึ้นบันไดวัด ได้เจอกับนักศึกษาของวิทยาลัยอาชีวะที่กำลังกวาดใบไม้ ทำความสะอาดบันไดอยู่ มีอยู่กลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ตรงบันได ดูฝูงกระรอกที่วิ่งไล่กัน ไต่ขึ้นลงต้นไม้อยู่ใกล้ๆกับเด็กๆกลุ่มนั้น มีอยู่คนหนึ่ง ที่ถามครูว่า “คุณยายคะ กระรอก กับกระแตต่างกันอย่างไรคะ” เด็กๆในตัวเมืองเห็นอะไรก็ตื่นเต้นไปเสียหมด แถมยังสงสัยถึงอีกอย่างที่ตัวเองไม่เห็นเสียอีก ครูก็ตอบไปว่า กระรอกตัวจะใหญ่กว่า ขนฟู หางเป็นพวง กระแตตัวจะเล็กกว่า ตรงหลังจะมีขนลายเป็นทางสีน้ำตาล (เหมือนลูกหมูป่า) แล้วการอบรมเด็กในโรงเรียน หรือในวัดที่ใกล้กับโรงเรียน ผลมันต่างกับที่อบรมในวัดที่ห่างบ้าน (และหนทางลำบาก)หรือเปล่า จริงๆแล้วเนื้อของการอบรมที่ไหนๆมันก็เหมือนๆกัน แต่บรรยากาศมันต่างกัน สิ่งที่แตกต่างกันนี้ได้เพิ่มความจูงใจในการเรียนรู้ สร้างความเข้มแข็ง การอยู่กัน การรู้จักหน้าที่และ มีจิตสาธารณะ ช่วยในการอบรมมากขึ้น อย่างน้อย เด็กจะคิดถึงพ่อถึงแม่มากที่สุด ที่ครูได้เจอและได้คุยมา เขาจะรักพ่อรักแม่มากขึ้น บางคนเคยเห็นพ่อดื่มเหล้า สูบบุหรี่ บอกว่าถ้าได้กลับไป จะบอกให้พ่อเลิกให้หมด ในอบายมุข สิ่งเสพติดเหล่านั้น คำสอนของพระอาจารย์บวกกับความคิดถึงบ้าน มันสร้างแรงจูงใจ พลังใจอย่างที่เราคิดไม่ถึงให้กับเด็กๆค่ะ ถ้าเราเอาเด็กอบรมที่โรงเรียน พอค่ำหน่อยเดี๋ยวพ่อก็แวะมาเยี่ยม เดี๋ยวแม่ก็เอาขนมมาให้ ตกลงก็เหมือนกับอยู่ที่บ้านนั่นแหละ ไม่มีแรงจูงใจอะไรมาเสริมให้เด็กเลยค่ะ

รอบรั้ว บ้านเมือง ตื่นเถิดชาวไทย

Friday, April 16, 2010


ทำไมคนไทยแตกแยกกันเป็นเสี่ยงๆคะ มันไม่ใช่เรื่องการขายชาติ ทรยศต่อประเทศชาติ เปิดประตูให้ศัตรูต่างชาติหรืออะไรทำนองนั้น แต่เรามุ่งฆ่ากันเพื่อผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆ ของนักการเมือง ซึ่งโน้มน้าว เป่าหู ชวนเชื่อกัน 24 ชั่วโมง โดยนักปลุกระดม ซึ่งใครก็ตามที่ไม่มีสติ ไม่มีหิริโอตัปปะ และมีอคติ 4 ก็พร้อมที่จะเชื่อโดยไม่มีข้อโต้แย้ง จะทำอย่างไรดีค่ะ คงจะต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อเพิ่มพูนจิตสำนึกของนักการเมือง ให้เห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง แล้วประโยชน์ตนก็จะตามมา หรือจะปล่อยไปตามกฎธรรมชาติ กฎอิทัปปัจจยตา ซึ่งฟังดูแล้วน่าจะยากอยู่นะคะ นักการเมืองมักมาด้วยผลประโยชน์ทั้งนั้น ดูซิคะ นักการเมืองคนไหนบ้างที่ไม่รวย บ้านแต่ละหลัง ประตูแต่ละบาน ไม่รู้ว่าจะอวดความมั่งมีกันถึงไหน มีบางคนอาจรวยมาก่อน โฆษณาล่วงหน้าด้วยว่า “รวยแล้วไม่โกง” ผลสุดท้ายก็ “โกง”อยู่ดี และนี่ก็คือผลที่จะตามมา เมื่อรวยก็ย่อมมีบริวาร รวยมากมีบริวารมาก ทีนี้ก็คุมสติไม่อยู่แล้ว ถ้าเป็นหนังจีนกำลังภายในก็ต้องบอกว่า “มารเข้าสิง”แล้วละค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วก็คือความ “โลภ”เข้าสิง มีเงิน มีบริวาร มีอำนาจ เมื่อรวม 3 สิ่งนี้เข้าด้วยกันก็สามารถที่จะทำอะไรๆได้....อีกละค่ะ ถ้าเป็นหนังจีนกำลังภายใน ก็อยากเป็นเจ้ายุทธจักร เป็นแค่จอมยุทธนั้นไม่พอ บ้านเราเดี๋ยวนี้ก็ตกอยู่ในเรื่องนี้ มีคนอยากเป็นเจ้ายุทธจักร แล้วก็ส่งบริวารมาป่วนประเทศ

ครูเคยคิดว่าแล้วเราจะก้าวพ้นเรื่องเหล่านี้ไปได้อย่างไร เคยสำคัญผิดว่าการศึกษาจะช่วยได้ ถ้าเราให้การศึกษาอย่างเต็มที่ ให้คนของเรารู้เท่าเทียม เท่าทันกันหมด เรื่องร้ายๆจะหายไป เราจะเจริญเหมือนๆสิงคโปร์ ครูเคยคิดอย่างนั้นจริงๆ แต่ว่าตอนนี้ชักไม่แน่ใจ เพราะคนที่มีความรู้ระดับปริญญาตรีตั้งมากมาย ยกตัวอย่างก็ได้ เพื่อนๆของครูเอง ในร้อยกว่าคน ...90 เปอร์เซ็นต์ อยู่ฝั่งที่จะเอาผลประโยชน์อันน้อยนิดของนักการเมือง การศึกษาช่วยไม่ได้เลย แล้วอะไรล่ะที่มามาช่วยได้...สติค่ะ มีสติที่จะช่วยยั้งคิด อะไรผิด อะไรถูก หิริ ความละอายต่อตัวเอง แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีกัน เพราะถ้ามี ป่านนี้บ้านเมืองก็คงจะสงบไปแล้ว...ครูได้แต่มอง แล้วก็ภาวนาในใจ...ตื่นเถิดชาวไทย...อย่ามัวหลับใหลลุ่มหลง.......

รอบรั้ว บ้านเมืองในวันสงกรานต์

Wednesday, April 14, 2010


เมื่อวานเป็นวันสงกรานต์ หลังจากที่ครูและเหล่าญาติๆที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ไปทำบุญให้คุณยายแล้ว ก็ขึ้นไปสรงน้ำหลวงพ่อทองใบที่วัดนาหลวง น้องสาวของครูก็ขึ้นไปด้วย เพราะน้องเขาอยากขึ้นไปฟังธรรม และตั้งใจอย่างยิ่งที่จะ “เดินขึ้นวัด” ถ้าใครที่ไม่แข็งแรง ก็เหนื่อยละค่ะ เดินขึ้นบันไดสองร้อยกว่าขั้น กว่าจะถึงยอดภูเขา หายใจหอบแฮ่กที่เดียว ตลอดรายทางที่ขึ้นวัด จะมีป้ายเขียนธรรมะ เตือนใจตลอดทาง แต่ที่มากที่สุดก็คือ “อย่าโกรธ” หลวงพ่อจะสอนให้เราประคองจิตตลอดเวลา อย่าโกรธ และอย่าอะไรๆอีกหลายอย่าง

เหตุการณ์ทางการเมืองของเรา ช่วงสงกรานต์มีหลายเรื่องที่ชวนให้เราโกรธ หดหู่ใจ เสียใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น คนเจ็บ คนตาย เกิดขึ้นมาอีกทั้งๆที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้นอีก แต่เราก็ไม่สามารถประคองประเทศให้รอดพ้นมาได้ คนที่ต้องการอำนาจมันมีมาก พยายามกันทุกวิถีทางที่จะเอาอำนาจนั้นมาเป็นของตัวเอง คนที่ล้มตายก็มีแต่คนตัวเล็กตัวน้อย ที่กลายเป็นเหยื่อของคนที่มีความโลภ โลภในอำนาจ โลภในทรัพย์สินเงินทอง ครูว่าเขาเป็นแค่เบี้ยในตาหมากรุก ผลักให้เดินทางไหนก็ผลักไปได้ ให้ไปตายก็ได้ เพราะเบี้ยมันไม่มีค่า สามารถที่จะเดินไปชนกับขุน กับโคนได้ แม้รู้ว่าต้องให้ไปตาย คนที่เดินหมากเกมนี้ก็ต้องเสียสละค่ะ.....แต่นี่ชีวิตคน....น่าเสียใจนะคะ สงกรานต์ปีนี้ต้องมาหดหู่ใจอีก....ครูเองก็ไม่ได้เล่นสงกรานต์ค่ะปีนี้...อยากอยู่สงบๆกับครอบครัวมากกว่า

“ถามว่าโกรธหรือไม่ บอกได้เลยว่า ไม่โกรธ ไม่แค้น แต่เสียใจ อยากจะบอกกับทุกฝ่ายว่า ให้มองถึงอนาคตของชาติบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร เมื่อทุกคนเห็นประโยชน์แต่ของตัวเองเป็นที่ตั้ง โดยไม่คิดถึงประโยชน์ของชาติ ชาติบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร หากไม่มีคนเสียสละเพื่อชาติ อย่างพี่เปาก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ อยากขอร้องว่า อย่าอ้างทำเพื่อประชาธิปไตย หรือประเทศชาติมาเป็นข้ออ้าง จะทำให้เกิดความเสียหายของบ้านเมือง เราทั้งสองตกกันว่า ไม่อยากมีลูกและอายุทั้งคู่ก็มากแล้ว อีกทั้งพี่เปาพูดเสมอว่า อยากจะเอาเวลาทั้งหมดทำงานให้แผ่นดิน” นี่คือคำกล่าวของ นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ภรรยาของ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รองเสนาธิการ พล.ร.2 รอ. นายทหารที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายผู้ชุมนุมที่ถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา

ที่ครูต้องยกเอาคำพูดของคุณนิชา ธุวธรรม ขึ้นมาเขียนด้วย เพราะถึงแม้ว่าท่านจะไม่เคยมาวัดที่ครูไปฟังธรรมบ่อยๆ แต่คำพูดของท่านนั้นถือว่าเป็นพุทธศาสนิกอย่างเต็มภาคภูมิ “ไม่โกรธ ไม่แค้น” คำพูดทุกคำที่ออกมาจากปาก ย่อมกลั่นมาจากจิตใจของท่านอย่างแท้จริงแล้ว ครูก็ได้แต่เสียดาย เสียดายคนที่มีความรู้ ความสามารถ ที่มาจบชิวิตลงด้วยมือของใครก็ไม่รู้ ไม่อยากพูดเลยว่าเขาจะเป็นชาวพุทธ หรือคนไทยด้วยกัน เพราะใจของคนเหล่านั้นล้วนมืดมน หลงอยู่ในอบายภูมิ ดูในทีวีซิคะ ฟังเสียงเขาที่เขาพูดกันบนเวที คำพูดเหล่านั้นมันบ่งบอกถึงจิตใจของเขาทุกอย่างเลยค่ะ ศีลข้อแรก ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั่น แทบไม่มีความหมายอะไร ไม่สะทกสะท้านอะไร ชวนกันไปฆ่า ไปทำบาป ไปสร้างกรรมได้ทุกเวลา เพื่อนครูหลายๆคนอาจไม่เห็นด้วยกับครูในเรื่องนี้ อาจเพราะเขาอาจมองต่างมุม ครูมีแค่มุมเดียว คือมุมศีลธรรม มองทุกๆคน ทุกๆด้านแล้วเอาศีลเอาธรรมมาเปรียบเทียบ ว่าที่คนเหล่านั้นทำไป ถูกต้อง มีศีลมีธรรมหรือไม่ เท่านั้นเอง

อยากให้ฟังเพลงสักเพลงค่ะ เป็นเพลงที่สอนเราได้เป็นอย่างดี เป็นเพลงที่ร้องโดย อ้น ธวัชชัย ชูเหมือน เพลง “ปล่อย”

ใครจะชิงใครจะชังมันก็ช่างหัวเขา แค่ตัวเรารู้เราช่างเค้าประไร
ใครจะชักใครจะแช่งใครจะแกล้งใครจะหยัน ก็ให้ช่างหัวมันก็ให้ปล่อยเค้าไป
ใครจะชมใครจะเชิดว่าประเสริฐเลิศหรู ตัวเรารู้เราอยู่ปล่อยเค้าชมไป
ใครจะรักใครจะเกลียดใครจะเสียด ใครจะสีก็เรารู้ตัวดีปล่อยเค้าทำไป..

เกิดเป็นมนุษย์สิ้นสุดแค่ตาย เอาอะไรมากมายในความอนัตตา
โลภไปทำไมช่วงชิงแข่งขัน สุดท้ายเหมือนกันต้องไปป่าช้า
จะเอาอะไรแค่รักโลภโกรธหลง ไม่มีความมั่นคงบนกิเลสตัณหา
เกิดแก่เจ็บตายใยจะไปยึดมั่น สรรพสังขารล้วนอนิจจา
ปล่อยวางมันเสีย ทุกโขติณณา...

ใครจะเมินใครจะมองใยจะต้องไหวหวั่น ใครจะใส่ร้ายกันใยจะต้องสนใจ
ใครจะดีใครจะเลวมันก็เรื่องของเขา ใครจะนินทาเราใยจะต้องทุกข์ใจ
ใครจะล้อใครจะด่าใยจะต้องว่าตอบ ใครไม่สนใครไม่ชอบใยจะต้องใส่ใจ
ใครจะคิดใส่ความใยจะต้องวุ่นจิต หากตัวเราไม่ผิดจะไปคิดทำไม...

เกิดเป็นมนุษย์สิ้นสุดแค่ตาย ประดุจดังต้นไม้ล้มทับโลกา
หมดลมเมื่อไรหาประโยชน์ใดเล่า ล้วนต้องถูกเผาหามไปป่าช้า
ชีวิตยังมีสร้างความดีไว้เถิด ได้ไม่เสียชาติเกิด ได้ไม่ต้องอายหมา
อันว่าความตายคือสัจธรรมความเที่ยง สิ้นสรรพสำเนียงเน่าเหม็นขึ้นมา
จะเอาอะไร...จะเอาอะไรกันนักหนา...

นั่นแหละค่ะ จะเอาอะไรกันนักหนา......ขอให้ธรรมะอยู่ในใจตลอดเวลา และขอให้มีความสุขตลอดไปนะคะ