Daisypath Anniversary tickers

รอบรั้ว วัดนาหลวง พระมหาวิทยาลัยแห่งชีวิตและนิพพาน

Wednesday, February 18, 2009


หลายคนที่สนใจในคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา เมื่อพูดถึงวัดที่พูดได้ว่าบุกเบิกสั่งสอนลูกศิษย์อย่างเอาจริงเอาจัง ที่จังหวัดอุดรธานี ต้องนึกถึงวัดนาหลวง หรือวัดอภิญญาเทสิตธรรม หรืออีกชื่อหนึ่ง วัดภูย่าอู่ ทั้ง 3 ชื่อนี้เป็นวัดเดียวกัน ตามแต่ใครสะดวกจะเรียกว่าชื่อวัดอะไร หรือบางคนเรียกไปว่าวัดหลวงพ่อทองใบไปเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะวัดนี้ ตั้งอยู่บนภูเขา ที่เรียกว่าภูย่าอู่ อยู่ในหมู่บ้านนาหลวง หลวงพ่อ หรือหลวงปู่ทองใบ ท่านจะสอนในเรื่องธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่อความรู้จริง อันได้แก่โพธิปักขิยธรรม 37 ชื่อเลยออกมาเป็นวัดอภิญญาเทสิตธรรมด้วยอีกชื่อหนึ่ง เห็นมั๊ยคะ แม้แต่ชื่อวัดก็เป็นเรื่องราวมาเล่าได้แล้ว

มาวันนี้ หลวงพ่อได้มีความประสงค์ที่จะสร้างวัดของท่านให้เป็น "มหาวิทยาลัยแห่งชีวิตและนิพพาน" อันสืบเนื่องมาจาก ผู้คนจากทุกสารทิศได้เข้ามาศึกษา ฟังธรรมะท่าน มากขึ้นๆทุกวัน การอบรมเหล่าพุทธศาสนิกทุกหมู่เหล่า รวมทั้งพระ-เณร ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น สถานที่จึงคับแคบลงถนัดตา

ตามใบประกาศของทางวัด ได้เขียนเอาไว้ว่า "มหาวิทยาลัยแห่งชีวิตและนิพพาน เป็นการเปิดทาง วางหลัก วิธีการ งานพุทธ ยุทธศาสตร์ ปราชญ์อริยะเป็นแผนงานของพระเดชพระคุณพระภาวนาวิสุทธาจารย์ (หลวงพ่อทองใบ ปภัสสโร) เพื่อชี้ทางสะอาด สว่าง สงบ แก่สัตว์โลกทั้งหลายให้เดินไปอย่างถูกต้องตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

มหาวิทยาลัยแห่งชีวิตและนิพพาน เป็นงานที่พระเดชพระคุณท่านได้กำหนดพิธีวางศิลาฤกษ์ ก่อสร้างตึกสามชั้น โดยใช้ชื่อว่า "บ้านอริยภูมิ" ในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธุ์ 2552 เวลาเที่ยงตรง ท่านอาจารย์ท่านตั้งชื่อได้อย่างมีความหมายมาก สำหรับผู้ที่ไปฟังธรรมจากท่าน เหมือนกับไปสู่บ้านซึ่งเป็นบ้านของผู้มีธรรม ผู้ที่หลุดพ้นจากโลกของผู้มีกรรม ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในโลกที่ยังแก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น ชิงรวย ชิงกันสร้างเวรหากรรมมาใส่ตัว การได้มานั่งอยู่ใน "บ้านอริยภูมิ" ตามความเห็นของครูนะ เท่ากับได้ตระหนักดีแล้วว่าข้างนอกนั้นล้วนแต่มีความทุกข์ ได้นั่งอยู่ต่อหน้าหลวงพ่อ ก็จะได้สดับตรับฟังหนทางที่หลวงพ่ออธิบายว่าเราต้องเดินอย่างไร ถึงจะพ้นจากกองทุกข์เหล่านั้นได้ บ้านนี้จึงเป็นบ้านที่เราทั้งหมด ควรสร้างเอาไว้ เผื่อให้ผู้อื่นที่ผ่านมาได้อาศัย ได้หลุดพ้นจากกองทุกข์ไปด้วย นับว่าเป็นบุญกุศลเป็นอย่างยิ่งค่ะ

บ้านอีกหลังหนึ่งที่หลวงพ่อได้สร้างไปแล้ว ตอนที่ครูไปดูก็จวนจะเสร็จแล้วเต็มที อีกไม่เกินอาทิตย์ก็คงจะเสร็จเรียบร้อยค่ะ เป็นตึกสองชั้น เป็นบ้านแจกภัตรชื่อ "บ้านอปัสเสนธรรม" ครูยังไม่เห็นว่ามีชื่อเขียนไว้ตรงไหนค่ะ ได้ยินแต่คนพูดกัน ว่าใช้ชื่อนี้ และก็ได้ถกกันกับพระอาจารย์ธงชัยซึ่งเป็นพระอาจารย์สอน อบรมอยู่ที่วัดด้วย ว่าชื่อนี้ถูกต้องหรือเปล่า ก็พอฟังได้ว่า ถ้าไปค้นกันในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ได้ตรงกันแล้วละก็ คงจะถูกต้องที่สุดแล้วค่ะ เลยอยากให้ดูความหมายของอปัสเสนธรรมค่ะ ว่ามีความหมายอย่างไร


[202] อปัสเสนะ หรือ อปัสเสนธรรม 4 (ธรรมดุจพนักพิง, ธรรมเป็นที่อิงหรือพึ่งอาศัย - virtues to lean on; states which a monk should rely on)


1. สงฺขาเยกํ ปฏิเสวติ (ของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วเสพ ได้แก่ สิ่งของมีปัจจัย 4 คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัช เป็นต้นก็ดี บุคคลและธรรมเป็นต้นก็ดี ที่จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องและมีประโยชน์ พึงพิจารณาแล้วจึงใช้สอยและเสวนาให้เป็นประโยชน์ - The monk deliberately follows or makes use of one thing.)

2. สงฺขาเยกํ อธิวาเสติ (ของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วอดกลั้น ได้แก่ อนิฏฐารมณ์ต่างๆ มีหนาว ร้อน และทุกขเวทนาเป็นต้น พึงรู้จักพิจารณาอดกลั้น - The monk deliberately endures one thing)

3. สงฺขาเยกํ ปริวชฺเชติ (ของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วเว้นเสีย ได้แก่ สิ่งที่เป็นโทษก่ออันตรายแก่ร่างกายก็ตาม จิตใจก็ตาม เช่น ช้างร้าย คนพาล การพนัน สุราเมรัย เป็นต้น พึงรู้จักพิจารณาหลีกเว้นเสีย - The monk deliberately avoids one thing.)

4. สงฺขาเยกํ ปฏิวิโนเทติ (ของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วบรรเทาเสีย ได้แก่ สิ่งที่เป็นโทษก่ออันตรายเกิดขึ้นแล้ว เช่น อกุศลวิตก มีกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก เป็นต้น และความชั่วร้ายทั้งหลาย พึงรู้จักพิจารณาแก้ไข บำบัดหรือขจัดให้สิ้นไป - The monk deliberately suppresses or expels one thing.)

อปัสเสน 4 นี้ เรียกอีกอย่างว่า อุปนิสัย 4 (ธรรมเป็นที่พึ่งพิง หรือธรรมช่วยอุดหนุน - supports; supporting states) เมื่อรู้จักพิจารณาปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้องด้วยปัญญาตามหลักอปัสเสนหรืออุปนิสัย 4 อย่างนี้ ย่อมเป็นเหตุให้อกุศลที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมสิ้นไป และกุศลที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็เจริญยิ่งขึ้นไป

ภิกษุผู้พร้อมด้วยธรรม 4 ประการนี้ ดำรงอยู่ในธรรม 5 คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา ท่านเรียกว่า นิสสยสัมบัน (ผู้ถึงพร้อมด้วยที่พึ่งอาศัย - fully reliant).

จาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรมพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)


ท้ายนี้ขอเชิญร่วมงานมหากุศล มหาทานบารมี พิธีวางศิลาฤกษ์ มหาวิทยาลัยแห่งชีวิตและนิพพาน และทอดผ้าป่าสามัคคี หากท่านสนใจจะสร้างมหากุศลทานบารมี แต่ไม่สะดวกไปร่วมงานสามารถโอนเงินเข้าบัญชีได้ที่

ธนาคารกรุงไทย สาขาบ้านผือ อุดรธานี ชื่อบัญชี กองทุนพระมหาวิทยาลัยแห่งชีวิตและนิพพาน วัดนาหลวง เลขที่ 431-1-12308-6

รอบรั้ว พระพุทธศาสนา เด็กกับศาสนา

Thursday, February 5, 2009


ก่อนที่จะถึงวันมาฆบูชา ซึ่งกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ "เอแบคโพล" ได้เปิดผลวิจัยเรื่อง "ความตั้งใจทำความดีของเด็กและเยาวชนไทยในโอกาสวันมาฆบูชา" กรณีศึกษาเด็กและเยาวชนไทย อายุ 12- 24 ปี ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 2,120 คน พบว่า เด็กร้อยละ 44.5 สามารถระบุได้ว่า วันมาฆบูชาปีนี้ ตรงกับวันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ แต่ ร้อยละ 55.5 ไม่ทราบ เมื่อจำแนกกลุ่มตัวอย่างตามเพศ พบว่าเด็กผู้หญิง รับทราบว่าวันมาฆบูชาปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ มากกว่าเด็กผู้ชาย คือ ร้อยละ 51.5 ต่อ ร้อยละ 36.2

นอกจากนี้ ที่สำคัญก็คือ เด็กส่วนใหญ่ ร้อยละ 63.0 ไม่ทราบว่าหลักธรรมคำสอนที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงในวันมาฆบูชาคือหลักธรรมอะไร

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่พวกเราควรที่จะเอาใจใส่ โรงเรียนซึ่งเป็นแหล่งให้ความรู้ ควรเตรียมล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่นๆ พูดเกี่ยวกับเรื่องวันมาฆบูชา บอร์ดต่างๆในโรงเรียนทุกมุม ควรที่จะแสดงผลงานของเด็ก เกี่ยวกับความสำคัญของวันมาฆบูชา ครูก็ต้องคอยให้ความรู้เท่าที่โอกาสอำนวย เช่นหน้าแถวเสาธงตอนเช้า โฮมรูม ก่อนที่จะเข้าสู่การเรียนการสอน เราไม่สามารถรอหน่วยราชการอื่นๆได้ หรือหน่วยงานอื่นที่มองเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะเท่าที่เห็นในจอทีวี แทบไม่มีทีวีช่องใดเลย ที่มีเทปออกมาพูดถึงความสำคัญของวันมาฆบูชา ถ้าจะมีก็เป็นเคเบิลทีวี หรือทีวีดาวเทียม ที่ออกอากาศให้ทุกๆชั่วโมง หรือแทบทุกเบรคของรายการ นั่นก็ช่วยเตือนได้แค่ส่วนหนึ่ง ซึ่งคนดูยังมีน้อย

การที่เราให้ความสำคัญในวันนี้ตั้งแต่เด็กๆ เพราะอย่างน้อย ในวันนี้ อบายต่างๆได้ลดจำนวนลงไปเป็นอย่างมาก การเล่นการพนัน ดื่มสุรา เสพยาเสพติด ก็ได้ลดลง เพราะบางทีการประชาสัมพันธ์ทางสื่อต่างๆนั้น ทำให้คนรู้สึกอยากทำดีขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยสักวันก็ยังรู้สึกดี แต่นั่นก็ยังไม่พอ โรงเรียนต้องทำงานให้หนักขึ้นอีก เพื่อดึงเด็กของเราให้เข้าถึงความสำคัญของคำสั่งสอนของพระศาสดาให้ได้

Posted by ครูพเยาว์ at 11:15 AM

รอบรั้ว พระพุทธศาสนา วันมาฆบูชา

Sunday, February 1, 2009


อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันมาฆะบูชาแล้ว ซึ่งทุกๆปีในวันนี้ พวกเราก็จะได้ไปทำบุญกันที่วัด ไหว้พระ ตักบาตร เวียนเทียนเพื่อรำลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า ที่ได้มาช่วยส่องสว่างให้กับทางเดินชีวิตของเรา ในเมืองไทย วันนี้ยังคงเป็นประเพณีปฏิบัติที่ดูเหมือนจะคลายความสำคัญลง แม้ว่าเราจะมีกฏระเบียบที่เข้ามาควบคุม เช่น สถานที่บันเทิงยามราตรี ต้องหยุดบริการในวันนี้ ห้ามขายสุรา แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่กฏหมายที่ทางบ้านเมืองออกมาบังคับใช้ ไม่ได้เกิดจากสามัญสำนึกของความเป็น "ชาวพุทธ" ที่มาจากใจจริงๆ ในบางประเทศที่เขายังเหนียวแน่น อย่างเช่นศรีลังกา จะเป็นงานที่สำคัญอย่างจริง เป็นชีวิตจิตใจของชาวพุทธที่ออกมาร่วมใจกันปฏิบัติบูชากันในวันนี้ ได้แต่หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ชาวพุทธเราในเมืองไทย จะหันมาให้ความสำคัญ และปฏิบัติบูชากันอย่างจริงจัง ด้วยศรัทธา เชื่อมั่นในคำสั่งสอนขององค์พระศาสดา

อยากให้เด็กๆได้เรียนรู้และจดจำประวัติความเป็นมาของวันมาฆบูชา ว่าเริ่มกันอย่างไร ตรงไหน สำคัญอย่างไรที่เราชาวพุทธควรจดจำ อ่านดูกันค่ะ

วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางเดือน ๓ หรือประมาณราวเดือนกุมภาพันธ์ แต่หากเป็นปีอธิกมาส (ปีที่มีเดือน ๘ สองหน) วันมาฆบูชาจะเลื่อนไปเป็น วันขึ้น ๑๕ ค่ำกลางเดือน ๔ หรือประมาณเดือนมีนาคม
วันมาฆบูชา ย่อมาจากคำว่า "มาฆปุรณมีบูชา" แปลว่า การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน ๓ ถือเป็น "วันจาตุรงคสันนิบาต" แปลว่า การประชุมอันประกอบด้วยองค์ ๔ ซึ่งเป็นเหตุการณ์อัศจรรย์เกิดขึ้นพร้อมกันในสมัยพุทธกาล คือ
๑. พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งจาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสถานที่ต่างๆ เดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ เวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ
๒. พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูปเหล่านี้ ล้วนเป็นพระอรหันต์ และได้รับการบวชจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา
๓. พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ต่างมาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้มีการนัดหมาย
๔. วันที่มาประชุม ตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ (วันเพ็ญกลางเดือน ๓) เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมเทศนา อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ โอวาทปาติโมกข์

โอวาทปาติโมกข์ คือ ข้อธรรมย่ออันเป็นหลักหรือหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา ๓ ประการ ได้แก่
๑. ไม่ทำความชั่วทั้งปวง เว้นจากความชั่วด้วยกาย วาจา ใจ
๒. ทำความดีให้ถึงพร้อม ด้วยกาย วาจา ใจ
๓. ทำจิตใจให้หมดจดบริสุทธิ์ผ่องใส

การปลงมายุสังขาร
หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้และสั่งสอนพระธรรมมาเป็นระยะเวลา ๔๕ ปี พระองค์ทรงปลงมายุสังขาร คือ ตั้งพระทัยว่า "ต่อแต่นี้ไปอีก ๓ เดือน เราจักเสด็จดับขันธปรินิพพาน" การปลงอายุสังขาร ตรงกับวันมาฆบูชาในปีที่พระพุทธองค์มีพระชนมายุ ๘๐ พระชันษา
ด้วยเหตุนี้ ในวันมาฆบูชา ชาวพุทธจึงถือว่าเป็นวันที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า รวม ๒ ประการ คือ เป็นวันที่แสดงโอวาทปาติโมกข์ และ เป็นวันปลงอายุสังขาร

ประวัติการประกอบพิธีมาฆบูชา
ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเรื่องราวเกี่ยวกับการประกอบราชกุศลมาฆบูชาไว้ดังนี้
การมาฆบูชานี้ แต่เดิมก็ไม่ได้เคยทำมา พึ่งเกิดขึ้นเมื่อแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตามแบบโบราณบัณฑิตนิยมไว้ว่า วันมาฆบุรณมีพระจันทร์เสวยฤกษ์มาฆะเต็มบริบูรณ์ เป็นวันที่พระอรหันต์พุทธสาวก ๑,๒๕๐ ได้ประชุมกันพร้อมด้วยองค์สี่ประการ เรียกว่าจาตุรงคสันนิบาต พระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์ เป็นการประชุมใหญ่และเป็นการอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา นักปราชญ์จึงได้ถือเอาเหตุนั้นกอบการสักการบูชาพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ พระองค์นั้น ให้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสและสังเวช
การพระราชกุศลนั้น เวลาเช้าพระสงฆ์วัดบวรนิเวศน์และวัดราชประดิษฐ์ ๓๐ รูป ฉันในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เวลาค่ำเสด็จออกทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการแล้ว พระสงฆ์สวดทำวัตรเย็นเหมือนอย่างที่วัดแล้ว จึงได้สวดมนต์ต่อไปมีสวดคาถาโอวาทปาติโมกข์ด้วย สวดมนต์จบทรงจุดเมียนรายตามราวรอบพระอุโบสถ ๑,๒๕๐ เล่ม มีประโคมด้วยอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงได้มีเทศนาโอวาทปาติโมกข์กัณฑ์ ๑ เป็นเทศนาทั้งภาษามคธและภาษาสยาม เครื่องกัณฑ์จีวรเนื้อดีผืนหนึ่ง เงิน ๓ ตำลึงและขนมต่างๆ เทศน์จบพระสงฆ์ซึ่งสวดมนต์รับสัพพีทั้ง ๓๐ รูป
การมาฆบูชานี้เป็นดือนสามบ้าง เดือนสี่บ้าง ตามวิธีปักษคณนาฝ่ายธรรมยุติกนิกาย แต่คงอยู่ในดือนสามโดยมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกทุกปีมิได้ขาด แต่ในแผ่นดินปัจจุบันนี้ (หมายถึงสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) เสด็จออกบ้างไม่ได้ออกบ้าง เพราะมักจะเป็นเวลาประสบกับที่เสด็จประพาสหัวเมืองบ่อยๆ ถ้าถูดคราวเส็จพระราชดำเนินไปประพาสบางประอินหรือพระพุทธบาท พระพุทธฉาย พระปฐมเจดีย์ พระแท่นดงรัง ก็ทรงทำมาฆบูชาในสถานที่นั้นๆ ขึ้นอีกส่วนหนึ่งต่างหากนอกจากในพระบรมมหาราชวังฯ

Posted by ครูพเยาว์ at 10:08 AM

รอบรั้ว การศึกษา

Saturday, December 6, 2008


ในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น นักการเมืองเขาเข้าไปดูกิจกรรมเรื่องต่างๆอย่างใกล้ชิด นับเวลาเป็นปี ถึงแม้ว่าเขาจะได้รับรู้นโยบายที่ทางรัฐบาลได้ออกมาดำเนินการแล้ว การที่นักการเมืองฝ่ายค้านหรือเสียงข้างน้อยได้เข้าไปสังเกตการณ์นั้น นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การที่จะปรับปรุง พัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่านโยบายเก่าที่กำลังดำเนินการ การศึกษาก็เหมือนกัน ในการหาเสียงของประธานาธิบดีโอบามา ท่านเอาใจใส่เรื่องนี้มากทีเดียว สังเกตจากการปราศรัยหลายๆครั้ง การศึกษาจะเป็นเรื่องที่อยู่ในลำดับของความสำคัญในการที่จะปรับปรุงให้ดี ยิ่งขึ้น

พูด ง่ายๆก็คือ การศึกษาของอเมริกันอ่อนด้อยลงมาก ถ้าเราติดตามข่าวในการแข่งขันทางวิชาการ เด็กอเมริกันจะแพ้เด็กทางเอเชีย แพ้จีน แพ้เกาหลี หรือแม้กระทั่งหนังสือคณิตศาสตร์บางรัฐ บางโรงเรียนของอเมริกายังต้องมาเอาของสิงคโปร์ไปใช้สอนอย่างนี้เป็นต้น และจากการที่นักการเมืองเข้าไปเจาะลึกถึงการล้มเหลวของการศึกษาของเขา พบกับความจริงแล้วก็ตกใจหนักเข้าไปอีก ในโรงเรียนมีการแบ่งเกรดทางสังคม การฟุ้งเฟ้อ เหลวแหลกทางจริยธรรม ถ้าเป็นเด็กอเมริกันสีผิวแล้วก็ยิ่งตกต่ำลงไปอีก อย่างเช่นเรียนอยู่เกรด 4 ยังอ่านหนังสือไม่ออกเลย พอๆกับบ้านเรา ที่เด็กเรียน ป. 4 ยังอ่านหนังสือไม่ออกก็มีให้เห็น

กลับ มาบ้านเรา งานด้านการศึกษาถือว่าเป็นงานที่สำคัญและด่วนที่สุดแล้ว...จะทำอะไรก็รีบทำ เสียเถอะ ขอให้ครูได้มีนโยบายที่มันเด่นชัด ที่จะปรับปรุงการศึกษาให้เราได้ก้าวหน้ายิ่งกว่านี้ ตอนนี้เด็กของเราจะอ่อนด้วยลงไปอยู่ระดับต่ำของเอเชียให้เข้าแล้ว การปรับคุณภาพการเรียนการสอน การปรับวิทยฐานะของครูก็ดูจะลักลั่น ไปไม่ถึงไหน ถ้าถามครูทุกๆคนที่กำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการส่งรายงานผลงานทางวิชาการ เพื่อเลื่อนวิทยฐานะนั้น เราดำเนินถูกทางหรือเปล่า ครู เท่าที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ทุ่มชีวิตอยู่กับการสอนเด็กที่แทบล้นห้องเรียน ใครจะคิดว่ามีโรงเรียนที่มีเด็กอยู่ในห้องหน้าสลอนอยู่ 50 คน แค่นี้ ถ้าไปดูผลสัมฤทธิ์ของเด็กแล้ว ประสบการณ์การสอนที่มีมานับสิบๆปีแล้ว จะให้ครูเหล่านั้นมานั่งทำผลงานด้านวิชาการในทำนองเดียวกันกับส่งผลงานเพื่อ ยกระดับให้เท่ากับผู้ช่วยศาสตราจารย์ มันมีเหตุผลพอไหม...มีครูบ่นเรื่องนี้ค่ะ เลยขอบ่นต่อให้ฟัง

เรา มีแนวคิดว่า ถ้าจะปรับปรุงการเรียนการสอนเด็ก ยกระดับของเด็กเราให้มีความรู้มากยิ่งขึ้น ผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้น ก็ต้องยกระดับของครูที่มีความรู้อยู่ในเกณฑ์ อยู่ในระดับที่เรียกกันว่า Bench mark หรืออะไรทำนองนี้ ก็พอมีเหตุผลอยู่ แต่ ไม่ใช่ทั้งหมด จำนวนเด็กที่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ครูสามารถเจาะจงเด็กที่มีปัญหาในการเรียนได้อย่างพอเหมาะพอควร และให้ความช่วยเหลือเด็กเหล่านั้นได้ตามกำลัง นั่นก็คือเด็กต้องไม่มาจุกอยู่ในโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง รัฐบาลต้องเข้ามาจัดการ ติดตามตามความเป็นจริงว่าเด็กนักเรียนต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ครูสามารถดูแลได้ ครูคือผู้มาสั่งสอนวิชาการ ไม่ใช่มาดูแลม๊อบ รัฐเองต้องติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง ชาวอเมริกันเขาพูดว่า When it come to education in America, we need to start holding ourselves accountable. คือทุกคนนั้นต้องเอาใจใส่อย่างแท้จริง ไม่ว่ารัฐ โรงเรียน ผู้ปกครอง ศาสนา...ไม่มีใครที่จะบอกว่าไม่ใช่หน้าที่...ไม่ได้ ทุกคนจะต้องเริ่มทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่นผู้ปกครองของเด็กนักเรียน ที่ไม่มีใครสามารถออกนโยบายว่าให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ได้ แต่ผู้ปกครองสามรถทำได้ ถ้ารักจะให้การศึกษาแก่ลูก โดยการ ปิดทีวีไม่ให้ลูกมอมเมาไปกับละครเน่าๆ ตัดเกมส์ต่างๆออกอย่าให้ลูกติดอยู่กับเกมส์เหล่านั้น ช่วยลูกในการอ่านหนังสือ ช่วยให้คำแนะนำในการทำการบ้าน ให้เข้าร่วมประชุมกับโรงเรียน อย่างนี้เป็นต้น

ทีนี้มาถึงเรื่องสำคัญเสียที...ได้ฟังปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน พูดแล้ว ก็น่าจะเป็นทางออกให้ครูได้บ้าง ท่านพูดว่า “ปัญหาของการพัฒนาครูไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย ส่วนหนึ่งมาจากการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพ ครูต้องอิงมาตรฐานหน่วยงานจากหลายองค์กร โดยเฉพาะการประเมินวิทยฐานะที่ผ่านมายังไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานของครู ซึ่งการพัฒนาครูเพื่อให้ได้วิทยาฐานะนั้น จะต้องตอบคำถามให้กับสังคมด้วยว่า เมื่อครูผ่านการประเมินวิทยฐานะนักเรียนมีคุณภาพดีขึ้นหรือไม่ แต่ทุกวันนี้ยังไม่สามารถตอบคำถามเรื่องดังกล่าวให้กับสังคมได้ ซึ่งเรื่องการพัฒนาครู การประเมินวิทยฐานะ และการเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอนจะต้องเชื่อมโยงกันได้” ก็จะคอยดูกันต่อไปว่าในการแก้ปัญหา หลังจากการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพครู ที่ได้ระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ออกมาให้ความเห็นพ้องต้องกันว่า การปฎิรูปการศึกษาตลอด 9 ปีที่ผ่านมายังไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางเอาไว้ การปฏิบัติงานที่ไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลให้การพัฒนาไม่ไปในทิศทางเดียวกัน และจะจัดทำแผนพัฒนาแบบบูรณาการให้ทุกหน่วยเข้ามาช่วยกัน ซึ่งก็จะคอยดูว่า แผนจะออกมาอย่างไรใน 3 เดือนข้างหน้า...ที่ดีก็คือ การยอมรับว่าที่ผ่านมานั้น การพัฒนาครูยังไม่สำเร็จ และถ้าจะให้สำเร็จนั้นต้องทุกคนต้องเข้าร่วมมือกัน....มันช่างเหมือนกับการ ศึกษาของอเมริกาตอนนี้จังค่ะ

Posted by ครูพเยาว์ at 8:51 AM

รอบรั้ว การเมืองใหม่

Tuesday, December 2, 2008


รัฐบาลที่เข้ามาปกครองประเทศในโลกทุนนิยมมีส่วนคล้ายกันไม่มากก็น้อย ในแนวที่จะเข้ามาครอบครองประเทศในระยะยาวแต่การที่จะเข้ามานั้น มีการวางแผนอย่างมีระบบ มีสายงาน มีมือประสานสิบทิศเข้ามาช่วย สังคมต่างประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกา เขาว่าของเขาอย่างนี้ค่ะ “systematic takeover of our democracy by high-priced lobbyists.” มือที่ประสานสิบทิศของเราก็คือ lobbyists นั่นแหละค่ะ มีผลประโยชน์ต่างตอบแทนชนิดที่เรียกว่า คุ้มค่า ค่าจ้างทีเดียว ในเมืองไทยของเรา เราจึงเห็นนักการเมืองของเราร่ำรวยอย่างชนิดที่เรียกว่า “ทันตาเห็น” รวยกันอย่างที่เรียกว่า “สามารถเรียกเงินเรียกทอง” แบบเดียวกันกับสังข์ทองเรียกปลาขึ้นมาเลย แถมยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทันเอาเสียด้วย ระบบเดียวกัน แบบเดียวกัน ที่เมืองนอกเขาก็จะเป็นแบบนี้ค่ะ “we've seen politicians resigning for taking millions of dollars in bribes.” ของเขาลาออกไปถึงจะเห็นว่ารวยขึ้น ของเรานี่ยังรวยกันไม่พอค่ะ แต่ละคนถึงพยายามทุกวิธีที่จะเข้าไปนั่งในทำเนียบ ที่บอกว่าเห็นแก่ประเทศนั่น อย่าหวังค่ะ ขนาดเขาออกมาไล่กันมืดฟ้ามัวดิน ก็ยังหน้าด้านนั่งอยู่ให้เห็นๆ


การที่จะจับนักการเมืองขี้โกงบ้านเรานั้นแสนยาก แต่เมื่อไม่นานมานี้ในสหรัฐอเมริกา เขาจับได้ค่ะ นั่นก็คือ the head of the White House procurement office arrested. นั่นมันบ้านเขา...บ้านเราอย่าหวังว่าจะได้เห็น และนอกจากนั้นมันยังมีตัวละครเพิ่มให้เราเห็นอีกในการที่จะเข้ากลุ้มรุมกันทำร้ายประเทศ คดโกงกันเป็นพวกๆ ข่าวลับๆ คนที่เราคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ว่า หน้าที่สูงๆอย่างนี้ ทำงานที่ดีกว่าคนทั่วๆไป ไม่มีความเดือดร้อนอะไรในชีวิตแล้ว ทำไมยังไปอยู่ในกลุ่มของนักการเมืองที่คดโกงประเทศได้ แสดงว่าพวกที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเพิ่มขึ้นทุกที เมืองนอกก็เช่นเดียวกัน มีคนพูดว่า “We've seen the number of registered lobbyists in Washington double since George Bush came into office.” นั่นคือสังคมทุนนิยมเต็มตัว ที่เราได้รับมาชนิดที่เรียกว่าลอกแบบกันไม่มีผิดเพี้ยน

ผลประโยชน์ที่ทำเงินหลักมากที่สุดของนักการเมือง นักธุรกิจ(การเมือง)คือพลังงาน บ้านเรา นักการเมืองถึงอยากให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ทำกำไร แปรรูปไปเป็นบริษัทมหาชน นั่นก็เพื่อที่จะเข้ามาเกาะกุมถังเงินของประเทศ ตอนนี้มันก็เป็นอย่างนั้น เมืองนอก ในอเมริกาก็เช่นเดียวกัน ของเขาว่าอย่างนี้ “When big oil companies are invited into the White House for secret energy meetings, it's no wonder they end up with billions in tax breaks while Americans still struggle to fill up their gas tanks and heat their homes.” มันก็ทำนองเดียวกัน คนที่รวยขึ้นก็อยู่ในแวดวงของนักการเมือง นักธุรกิจการเมือง ชาวบ้านอย่างเราๆ ก็ดิ้นรนหาเงินมาเติมใส่กระเป๋านักการเมืองให้โป่งขึ้น นี่ถ้านักการเมืองสามารถทำให้การไฟฟ้าเป็นบริษัทมหาชนได้ ชาวบ้านคงนอนตาไม่หลับแน่ เพราะหลังจากนั้น ไม่ว่าเรื่องอะไรๆมันก็ขึ้นอยู่กับกระแสไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้า ถ้าเผื่อว่ามันตกอยู่ในมือนักธุรกิจแล้วละก็...ลำบากกันถ้วนหน้ากันละ


ทุกวันนี้ เราก็ควรที่จะช่วยกันพัฒนา ปรับปรุงประเทศของเรา ไม่ให้ตกต่ำลงไปมากกว่านี้ การที่เราจะดูแล เลือกผู้แทนเข้ามาบริหารประเทศ เราต้องช่วยกัน คัดเลือกคนดีๆ ประวัติดีๆ ไม่มีธุรกิจที่มันจะทับซ้อนกับผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชน จากเรื่องราวต่างๆที่ฉาวโฉ่ ไม่ว่าในเรื่องการคดโกง ขาดจริยธรรม ศีลธรรม เราก็ไม่ควรที่จะให้เข้ามาปกครองประเทศ ที่เมืองนอกโน้น เขาก็ “เอาเรื่อง” ในเรื่องนี้เหมือนกัน เขาพูดกันว่า “We're here today to answer that call because let's face it - for the last few years, the people running Washington simply haven't. And while only some are to blame for the corruption that has plagued this city, all are responsible for fixing it. That's why we're asking Republicans to put an end to the pay-to-play schemes and join us in passing the Honest Leadership and Open Government Act” ไม่ต้องบอกก็เดาได้นะคะว่าเป็นคำพูดของใคร...ทั้งหมดนั้นเป็นคำพูดของประธานีธิบดีคนใหม่ ของสหรัฐค่ะ คุณบารัค โอบาม่า ผู้ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศ ผู้ที่เข้ามาให้คนทั้งประเทศมีความหวังมากขึ้น...ส่วนของเรา...ขอแค่ ให้การศึกษาแก่คนในชาติ ให้รู้ทันคนก็น่าจะกล้อมแกล้มไปได้แล้วละค่ะ


ข้อมูลบางส่วน: TOPIC: Ethics & Lobbying ReformJanuary 18, 2006Honest Leadership and Open GovernmentPodcast ของ ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า

Posted by ครูพเยาว์ at 7:24 PM