รอบรั้ว วัดนาหลวง พระมหาวิทยาลัยแห่งชีวิตและนิพพาน
Wednesday, February 18, 2009
มาวันนี้ หลวงพ่อได้มีความประสงค์ที่จะสร้างวัดของท่านให้เป็น "มหาวิทยาลัยแห่งชีวิตและนิพพาน" อันสืบเนื่องมาจาก ผู้คนจากทุกสารทิศได้เข้ามาศึกษา ฟังธรรมะท่าน มากขึ้นๆทุกวัน การอบรมเหล่าพุทธศาสนิกทุกหมู่เหล่า รวมทั้งพระ-เณร ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น สถานที่จึงคับแคบลงถนัดตา
ตามใบประกาศของทางวัด ได้เขียนเอาไว้ว่า "มหาวิทยาลัยแห่งชีวิตและนิพพาน เป็นการเปิดทาง วางหลัก วิธีการ งานพุทธ ยุทธศาสตร์ ปราชญ์อริยะเป็นแผนงานของพระเดชพระคุณพระภาวนาวิสุทธาจารย์ (หลวงพ่อทองใบ ปภัสสโร) เพื่อชี้ทางสะอาด สว่าง สงบ แก่สัตว์โลกทั้งหลายให้เดินไปอย่างถูกต้องตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มหาวิทยาลัยแห่งชีวิตและนิพพาน เป็นงานที่พระเดชพระคุณท่านได้กำหนดพิธีวางศิลาฤกษ์ ก่อสร้างตึกสามชั้น โดยใช้ชื่อว่า "บ้านอริยภูมิ" ในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธุ์ 2552 เวลาเที่ยงตรง ท่านอาจารย์ท่านตั้งชื่อได้อย่างมีความหมายมาก สำหรับผู้ที่ไปฟังธรรมจากท่าน เหมือนกับไปสู่บ้านซึ่งเป็นบ้านของผู้มีธรรม ผู้ที่หลุดพ้นจากโลกของผู้มีกรรม ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในโลกที่ยังแก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น ชิงรวย ชิงกันสร้างเวรหากรรมมาใส่ตัว การได้มานั่งอยู่ใน "บ้านอริยภูมิ" ตามความเห็นของครูนะ เท่ากับได้ตระหนักดีแล้วว่าข้างนอกนั้นล้วนแต่มีความทุกข์ ได้นั่งอยู่ต่อหน้าหลวงพ่อ ก็จะได้สดับตรับฟังหนทางที่หลวงพ่ออธิบายว่าเราต้องเดินอย่างไร ถึงจะพ้นจากกองทุกข์เหล่านั้นได้ บ้านนี้จึงเป็นบ้านที่เราทั้งหมด ควรสร้างเอาไว้ เผื่อให้ผู้อื่นที่ผ่านมาได้อาศัย ได้หลุดพ้นจากกองทุกข์ไปด้วย นับว่าเป็นบุญกุศลเป็นอย่างยิ่งค่ะ
บ้านอีกหลังหนึ่งที่หลวงพ่อได้สร้างไปแล้ว ตอนที่ครูไปดูก็จวนจะเสร็จแล้วเต็มที อีกไม่เกินอาทิตย์ก็คงจะเสร็จเรียบร้อยค่ะ เป็นตึกสองชั้น เป็นบ้านแจกภัตรชื่อ "บ้านอปัสเสนธรรม" ครูยังไม่เห็นว่ามีชื่อเขียนไว้ตรงไหนค่ะ ได้ยินแต่คนพูดกัน ว่าใช้ชื่อนี้ และก็ได้ถกกันกับพระอาจารย์ธงชัยซึ่งเป็นพระอาจารย์สอน อบรมอยู่ที่วัดด้วย ว่าชื่อนี้ถูกต้องหรือเปล่า ก็พอฟังได้ว่า ถ้าไปค้นกันในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ได้ตรงกันแล้วละก็ คงจะถูกต้องที่สุดแล้วค่ะ เลยอยากให้ดูความหมายของอปัสเสนธรรมค่ะ ว่ามีความหมายอย่างไร
[202] อปัสเสนะ หรือ อปัสเสนธรรม 4 (ธรรมดุจพนักพิง, ธรรมเป็นที่อิงหรือพึ่งอาศัย - virtues to lean on; states which a monk should rely on)
1. สงฺขาเยกํ ปฏิเสวติ (ของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วเสพ ได้แก่ สิ่งของมีปัจจัย 4 คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัช เป็นต้นก็ดี บุคคลและธรรมเป็นต้นก็ดี ที่จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องและมีประโยชน์ พึงพิจารณาแล้วจึงใช้สอยและเสวนาให้เป็นประโยชน์ - The monk deliberately follows or makes use of one thing.)
2. สงฺขาเยกํ อธิวาเสติ (ของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วอดกลั้น ได้แก่ อนิฏฐารมณ์ต่างๆ มีหนาว ร้อน และทุกขเวทนาเป็นต้น พึงรู้จักพิจารณาอดกลั้น - The monk deliberately endures one thing)
3. สงฺขาเยกํ ปริวชฺเชติ (ของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วเว้นเสีย ได้แก่ สิ่งที่เป็นโทษก่ออันตรายแก่ร่างกายก็ตาม จิตใจก็ตาม เช่น ช้างร้าย คนพาล การพนัน สุราเมรัย เป็นต้น พึงรู้จักพิจารณาหลีกเว้นเสีย - The monk deliberately avoids one thing.)
4. สงฺขาเยกํ ปฏิวิโนเทติ (ของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วบรรเทาเสีย ได้แก่ สิ่งที่เป็นโทษก่ออันตรายเกิดขึ้นแล้ว เช่น อกุศลวิตก มีกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก เป็นต้น และความชั่วร้ายทั้งหลาย พึงรู้จักพิจารณาแก้ไข บำบัดหรือขจัดให้สิ้นไป - The monk deliberately suppresses or expels one thing.)
อปัสเสน 4 นี้ เรียกอีกอย่างว่า อุปนิสัย 4 (ธรรมเป็นที่พึ่งพิง หรือธรรมช่วยอุดหนุน - supports; supporting states) เมื่อรู้จักพิจารณาปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้องด้วยปัญญาตามหลักอปัสเสนหรืออุปนิสัย 4 อย่างนี้ ย่อมเป็นเหตุให้อกุศลที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมสิ้นไป และกุศลที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็เจริญยิ่งขึ้นไป
ภิกษุผู้พร้อมด้วยธรรม 4 ประการนี้ ดำรงอยู่ในธรรม 5 คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา ท่านเรียกว่า นิสสยสัมบัน (ผู้ถึงพร้อมด้วยที่พึ่งอาศัย - fully reliant).
จาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรมพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
ท้ายนี้ขอเชิญร่วมงานมหากุศล มหาทานบารมี พิธีวางศิลาฤกษ์ มหาวิทยาลัยแห่งชีวิตและนิพพาน และทอดผ้าป่าสามัคคี หากท่านสนใจจะสร้างมหากุศลทานบารมี แต่ไม่สะดวกไปร่วมงานสามารถโอนเงินเข้าบัญชีได้ที่
ธนาคารกรุงไทย สาขาบ้านผือ อุดรธานี ชื่อบัญชี กองทุนพระมหาวิทยาลัยแห่งชีวิตและนิพพาน วัดนาหลวง เลขที่ 431-1-12308-6
Labels: พุทธศาสนา, วัดอภิญญาเทสิตธรรม
รอบรั้ว พระพุทธศาสนา เด็กกับศาสนา
Thursday, February 5, 2009
รอบรั้ว พระพุทธศาสนา วันมาฆบูชา
Sunday, February 1, 2009
วันมาฆบูชา ย่อมาจากคำว่า "มาฆปุรณมีบูชา" แปลว่า การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน ๓ ถือเป็น "วันจาตุรงคสันนิบาต" แปลว่า การประชุมอันประกอบด้วยองค์ ๔ ซึ่งเป็นเหตุการณ์อัศจรรย์เกิดขึ้นพร้อมกันในสมัยพุทธกาล คือ
๑. พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งจาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสถานที่ต่างๆ เดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ เวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ
๒. พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูปเหล่านี้ ล้วนเป็นพระอรหันต์ และได้รับการบวชจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา
๓. พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ต่างมาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้มีการนัดหมาย
๔. วันที่มาประชุม ตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ (วันเพ็ญกลางเดือน ๓) เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมเทศนา อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ โอวาทปาติโมกข์
โอวาทปาติโมกข์ คือ ข้อธรรมย่ออันเป็นหลักหรือหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา ๓ ประการ ได้แก่
๑. ไม่ทำความชั่วทั้งปวง เว้นจากความชั่วด้วยกาย วาจา ใจ
๒. ทำความดีให้ถึงพร้อม ด้วยกาย วาจา ใจ
๓. ทำจิตใจให้หมดจดบริสุทธิ์ผ่องใส
การปลงมายุสังขาร
หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้และสั่งสอนพระธรรมมาเป็นระยะเวลา ๔๕ ปี พระองค์ทรงปลงมายุสังขาร คือ ตั้งพระทัยว่า "ต่อแต่นี้ไปอีก ๓ เดือน เราจักเสด็จดับขันธปรินิพพาน" การปลงอายุสังขาร ตรงกับวันมาฆบูชาในปีที่พระพุทธองค์มีพระชนมายุ ๘๐ พระชันษา
ด้วยเหตุนี้ ในวันมาฆบูชา ชาวพุทธจึงถือว่าเป็นวันที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า รวม ๒ ประการ คือ เป็นวันที่แสดงโอวาทปาติโมกข์ และ เป็นวันปลงอายุสังขาร
ประวัติการประกอบพิธีมาฆบูชา
ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเรื่องราวเกี่ยวกับการประกอบราชกุศลมาฆบูชาไว้ดังนี้
การมาฆบูชานี้ แต่เดิมก็ไม่ได้เคยทำมา พึ่งเกิดขึ้นเมื่อแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตามแบบโบราณบัณฑิตนิยมไว้ว่า วันมาฆบุรณมีพระจันทร์เสวยฤกษ์มาฆะเต็มบริบูรณ์ เป็นวันที่พระอรหันต์พุทธสาวก ๑,๒๕๐ ได้ประชุมกันพร้อมด้วยองค์สี่ประการ เรียกว่าจาตุรงคสันนิบาต พระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์ เป็นการประชุมใหญ่และเป็นการอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา นักปราชญ์จึงได้ถือเอาเหตุนั้นกอบการสักการบูชาพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ พระองค์นั้น ให้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสและสังเวช
การพระราชกุศลนั้น เวลาเช้าพระสงฆ์วัดบวรนิเวศน์และวัดราชประดิษฐ์ ๓๐ รูป ฉันในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เวลาค่ำเสด็จออกทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการแล้ว พระสงฆ์สวดทำวัตรเย็นเหมือนอย่างที่วัดแล้ว จึงได้สวดมนต์ต่อไปมีสวดคาถาโอวาทปาติโมกข์ด้วย สวดมนต์จบทรงจุดเมียนรายตามราวรอบพระอุโบสถ ๑,๒๕๐ เล่ม มีประโคมด้วยอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงได้มีเทศนาโอวาทปาติโมกข์กัณฑ์ ๑ เป็นเทศนาทั้งภาษามคธและภาษาสยาม เครื่องกัณฑ์จีวรเนื้อดีผืนหนึ่ง เงิน ๓ ตำลึงและขนมต่างๆ เทศน์จบพระสงฆ์ซึ่งสวดมนต์รับสัพพีทั้ง ๓๐ รูป
การมาฆบูชานี้เป็นดือนสามบ้าง เดือนสี่บ้าง ตามวิธีปักษคณนาฝ่ายธรรมยุติกนิกาย แต่คงอยู่ในดือนสามโดยมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกทุกปีมิได้ขาด แต่ในแผ่นดินปัจจุบันนี้ (หมายถึงสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) เสด็จออกบ้างไม่ได้ออกบ้าง เพราะมักจะเป็นเวลาประสบกับที่เสด็จประพาสหัวเมืองบ่อยๆ ถ้าถูดคราวเส็จพระราชดำเนินไปประพาสบางประอินหรือพระพุทธบาท พระพุทธฉาย พระปฐมเจดีย์ พระแท่นดงรัง ก็ทรงทำมาฆบูชาในสถานที่นั้นๆ ขึ้นอีกส่วนหนึ่งต่างหากนอกจากในพระบรมมหาราชวังฯ
รอบรั้ว การศึกษา
Saturday, December 6, 2008
ในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น นักการเมืองเขาเข้าไปดูกิจกรรมเรื่องต่างๆอย่างใกล้ชิด นับเวลาเป็นปี ถึงแม้ว่าเขาจะได้รับรู้นโยบายที่ทางรัฐบาลได้ออกมาดำเนินการแล้ว การที่นักการเมืองฝ่ายค้านหรือเสียงข้างน้อยได้เข้าไปสังเกตการณ์นั้น นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การที่จะปรับปรุง พัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่านโยบายเก่าที่กำลังดำเนินการ การศึกษาก็เหมือนกัน ในการหาเสียงของประธานาธิบดีโอบามา ท่านเอาใจใส่เรื่องนี้มากทีเดียว สังเกตจากการปราศรัยหลายๆครั้ง การศึกษาจะเป็นเรื่องที่อยู่ในลำดับของความสำคัญในการที่จะปรับปรุงให้ดี ยิ่งขึ้น
พูด ง่ายๆก็คือ การศึกษาของอเมริกันอ่อนด้อยลงมาก ถ้าเราติดตามข่าวในการแข่งขันทางวิชาการ เด็กอเมริกันจะแพ้เด็กทางเอเชีย แพ้จีน แพ้เกาหลี หรือแม้กระทั่งหนังสือคณิตศาสตร์บางรัฐ บางโรงเรียนของอเมริกายังต้องมาเอาของสิงคโปร์ไปใช้สอนอย่างนี้เป็นต้น และจากการที่นักการเมืองเข้าไปเจาะลึกถึงการล้มเหลวของการศึกษาของเขา พบกับความจริงแล้วก็ตกใจหนักเข้าไปอีก ในโรงเรียนมีการแบ่งเกรดทางสังคม การฟุ้งเฟ้อ เหลวแหลกทางจริยธรรม ถ้าเป็นเด็กอเมริกันสีผิวแล้วก็ยิ่งตกต่ำลงไปอีก อย่างเช่นเรียนอยู่เกรด 4 ยังอ่านหนังสือไม่ออกเลย พอๆกับบ้านเรา ที่เด็กเรียน ป. 4 ยังอ่านหนังสือไม่ออกก็มีให้เห็น
กลับ มาบ้านเรา งานด้านการศึกษาถือว่าเป็นงานที่สำคัญและด่วนที่สุดแล้ว...จะทำอะไรก็รีบทำ เสียเถอะ ขอให้ครูได้มีนโยบายที่มันเด่นชัด ที่จะปรับปรุงการศึกษาให้เราได้ก้าวหน้ายิ่งกว่านี้ ตอนนี้เด็กของเราจะอ่อนด้วยลงไปอยู่ระดับต่ำของเอเชียให้เข้าแล้ว การปรับคุณภาพการเรียนการสอน การปรับวิทยฐานะของครูก็ดูจะลักลั่น ไปไม่ถึงไหน ถ้าถามครูทุกๆคนที่กำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการส่งรายงานผลงานทางวิชาการ เพื่อเลื่อนวิทยฐานะนั้น เราดำเนินถูกทางหรือเปล่า ครู เท่าที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ทุ่มชีวิตอยู่กับการสอนเด็กที่แทบล้นห้องเรียน ใครจะคิดว่ามีโรงเรียนที่มีเด็กอยู่ในห้องหน้าสลอนอยู่ 50 คน แค่นี้ ถ้าไปดูผลสัมฤทธิ์ของเด็กแล้ว ประสบการณ์การสอนที่มีมานับสิบๆปีแล้ว จะให้ครูเหล่านั้นมานั่งทำผลงานด้านวิชาการในทำนองเดียวกันกับส่งผลงานเพื่อ ยกระดับให้เท่ากับผู้ช่วยศาสตราจารย์ มันมีเหตุผลพอไหม...มีครูบ่นเรื่องนี้ค่ะ เลยขอบ่นต่อให้ฟัง
เรา มีแนวคิดว่า ถ้าจะปรับปรุงการเรียนการสอนเด็ก ยกระดับของเด็กเราให้มีความรู้มากยิ่งขึ้น ผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้น ก็ต้องยกระดับของครูที่มีความรู้อยู่ในเกณฑ์ อยู่ในระดับที่เรียกกันว่า Bench mark หรืออะไรทำนองนี้ ก็พอมีเหตุผลอยู่ แต่ ไม่ใช่ทั้งหมด จำนวนเด็กที่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ครูสามารถเจาะจงเด็กที่มีปัญหาในการเรียนได้อย่างพอเหมาะพอควร และให้ความช่วยเหลือเด็กเหล่านั้นได้ตามกำลัง นั่นก็คือเด็กต้องไม่มาจุกอยู่ในโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง รัฐบาลต้องเข้ามาจัดการ ติดตามตามความเป็นจริงว่าเด็กนักเรียนต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ครูสามารถดูแลได้ ครูคือผู้มาสั่งสอนวิชาการ ไม่ใช่มาดูแลม๊อบ รัฐเองต้องติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง ชาวอเมริกันเขาพูดว่า When it come to education in America, we need to start holding ourselves accountable. คือทุกคนนั้นต้องเอาใจใส่อย่างแท้จริง ไม่ว่ารัฐ โรงเรียน ผู้ปกครอง ศาสนา...ไม่มีใครที่จะบอกว่าไม่ใช่หน้าที่...ไม่ได้ ทุกคนจะต้องเริ่มทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่นผู้ปกครองของเด็กนักเรียน ที่ไม่มีใครสามารถออกนโยบายว่าให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ได้ แต่ผู้ปกครองสามรถทำได้ ถ้ารักจะให้การศึกษาแก่ลูก โดยการ ปิดทีวีไม่ให้ลูกมอมเมาไปกับละครเน่าๆ ตัดเกมส์ต่างๆออกอย่าให้ลูกติดอยู่กับเกมส์เหล่านั้น ช่วยลูกในการอ่านหนังสือ ช่วยให้คำแนะนำในการทำการบ้าน ให้เข้าร่วมประชุมกับโรงเรียน อย่างนี้เป็นต้น
ทีนี้มาถึงเรื่องสำคัญเสียที...ได้ฟังปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน พูดแล้ว ก็น่าจะเป็นทางออกให้ครูได้บ้าง ท่านพูดว่า “ปัญหาของการพัฒนาครูไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย ส่วนหนึ่งมาจากการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพ ครูต้องอิงมาตรฐานหน่วยงานจากหลายองค์กร โดยเฉพาะการประเมินวิทยฐานะที่ผ่านมายังไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานของครู ซึ่งการพัฒนาครูเพื่อให้ได้วิทยาฐานะนั้น จะต้องตอบคำถามให้กับสังคมด้วยว่า เมื่อครูผ่านการประเมินวิทยฐานะนักเรียนมีคุณภาพดีขึ้นหรือไม่ แต่ทุกวันนี้ยังไม่สามารถตอบคำถามเรื่องดังกล่าวให้กับสังคมได้ ซึ่งเรื่องการพัฒนาครู การประเมินวิทยฐานะ และการเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอนจะต้องเชื่อมโยงกันได้” ก็จะคอยดูกันต่อไปว่าในการแก้ปัญหา หลังจากการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพครู ที่ได้ระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ออกมาให้ความเห็นพ้องต้องกันว่า การปฎิรูปการศึกษาตลอด 9 ปีที่ผ่านมายังไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางเอาไว้ การปฏิบัติงานที่ไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลให้การพัฒนาไม่ไปในทิศทางเดียวกัน และจะจัดทำแผนพัฒนาแบบบูรณาการให้ทุกหน่วยเข้ามาช่วยกัน ซึ่งก็จะคอยดูว่า แผนจะออกมาอย่างไรใน 3 เดือนข้างหน้า...ที่ดีก็คือ การยอมรับว่าที่ผ่านมานั้น การพัฒนาครูยังไม่สำเร็จ และถ้าจะให้สำเร็จนั้นต้องทุกคนต้องเข้าร่วมมือกัน....มันช่างเหมือนกับการ ศึกษาของอเมริกาตอนนี้จังค่ะ
Labels: การศึกษา, ทั่วไป ตามใจคิด
รอบรั้ว การเมืองใหม่
Tuesday, December 2, 2008
Labels: การศึกษา, ทั่วไป ตามใจคิด




