Wednesday, April 2, 2008

“ในหมู่โจร โจรเลือกโจร ได้คนดี...ในหมู่คนดี คนดีเลือกคนดี ได้โจร” เป็นคำพูดที่แปลกๆสำหรับคนทั่วไป แต่ในหมู่ชาวใต้แล้ว...เป็นคำพูดที่..คนรุ่นก่อนๆเขาพูดกัน แล้วหมายถึงอะไร....ก่อนที่จะขยาย คำพูดที่ออกแปลกๆนี้ อยากให้ฟัง คำพูดของพระสงฆ์องคเจ้า ก่อน...ท่านพุทธทาส ก็เคยพูดคำทำนองนี้ออกมา ประโยคนี้ ทุกคนก็คงจะเคยได้ผ่านหูมาบ้าง จากรายการธรรมะในทีวี หรือไม่ก็จากหนังสือ ที่เกี่ยวกับการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่ท่านพุทธทาส เคยเทศน์เอาไว้เยอะ ท่านพูดเอาไว้ว่า
“ ประชาธิปไตย....ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่ ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ... ให้ประชาชนได้รับประโยชน์จริง อย่างนี้จึงจะเป็นประชาธิปไตย ถ้าประชาชนเป็นใหญ่แล้วมันไม่แน่ ประชาชนบ้าบอก็ได้ ของประชาชน โดยประชาชน ถ้าประชาชนเห็นแก่ตัวแล้ว...ฉิบหายหมด”
เห็นมั้ยคะ ว่าท่านพุทธทาส ท่านมองเรื่องประชาธิปไตยไว้อย่างไร ประโยคนี้ ไม่ใช่เพิ่งจะพูด ท่านพูดมานานแล้ว มาเดี๋ยวนี้ เราก็ยังคงมองเห็นอยู่ว่า เป็นความจริง แทบไม่ต้องตีความอะไรอีกเลย
ทีนี้มาถึงประโยคที่ว่า “ในหมู่โจร...โจรเลือกโจร ได้คนดี” ทำไมถึงเป็นคนดีได้ล่ะ ที่จริงแล้ว คนที่ได้ก็คือ “คนดีของโจร” แล้วเป็นคนดีมั้ยคะคนๆนี้...คำตอบคือ ไม่ค่ะ เขายังเป็นโจรอยู่นั่นเอง แถมเป็นโจรที่เก่งเหนือโจรเสียอีก สามารถใช้วิธีต่างๆที่ชนะใจโจรได้ เป็นผู้แทนโจร...ปล้นได้เท่าไหร่ เอาไปแจกในชุมโจร เอาไปแจกชาวบ้าน รักษาน้ำใจชาวบ้านเอาไว้ คอยเป็นหูเป็นตาให้ ไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปจับได้ เราเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ ที่ตำรวจไม่สามารถจับโจรได้ เพราะชาวบ้านช่วยเป็นหูเป็นตาให้โจร นั่นเพราะโจร รู้จักเอาชาวบ้านเข้ามาเป็นพวก ในทางการเมืองก็เหมือนๆกันแหละค่ะ นักการเมืองที่ทำตัวเป็นโจร คอยคอรัปชั่นเอาเงินจากภาษีของประชาชน จากเงินงบประมาณที่รัฐจะต้องลงทุน ไปสร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติ เราก็คงจะได้ยินจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ โกงกันที่นั่น ที่นี่ ในโครงการใหญ่ๆ โจรใส่สูท รวยไปเยอะแล้วค่ะ
แล้ว “ในหมู่คนดี...คนดีเลือกคนดี ได้โจร” หมายความว่าอย่างไร ก็ทำนองเดียวกันนั่นแหละค่ะ คนที่ได้มาก็ยังเป็นคนดีอยู่นั่นเอง...แต่เก่ง เหนือคนดีเหล่านั้น ช่วยเหลือชาวบ้าน ช่วยเหลือคนเดือดร้อน เห็นมั้ยคะ ว่าไม่ได้แตกต่างกันเลย คนดีกับคนเลว ห่างกันนิดเดียว...ตัวอย่างง่ายๆ คนขับแท๊กซี่ เจอเงินที่ผู้โดยสารวางลืมไว้ในรถ..อาจเลยไปนานแล้ว เงินวางอยู่ตรงหน้า...ความเป็นโจรกับความเป็นคนดี มันก็วางอยู่ตรงนั้นเหมือนกัน จะเลือกเอาด้านไหน...คิดจะเอามาเป็นของตัวมั้ย ไม่มีใครรู้นี่ ถือว่าเป็นโชค คิดอย่างนี้มันก็ต้องเก็บเงินนั้นไว้เอง แต่จะคิดถึงคนที่ลืมเอาไว้บ้างไหม ว่าเขาต้องเดือดร้อนแน่ๆ ที่ทำเงินหายไป โจรจะไม่มองจุดนี้ ไม่มองความเดือดร้อนของคนอื่น แต่ถ้าเป็นคนดี เขาคิดค่ะ อย่างน้อย มันไม่ใช่สมบัติของตัว อย่างนี้ต้องคืนเจ้าของเดิม จิตใจมันต่างกันค่ะ ระหว่างโจรกับคนดี
เราเป็นคนเลือกผู้แทนราษฎร เราเองต้องศึกษาค่ะ ว่าผู้แทนของเราที่จะเลือกเข้าไปนั้น เป็นอย่างไร พรรคของเขามีแนวคิดอย่างไร เขาถือว่าประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ หรือว่าประโยชน์ของตัว ของพรรคพวกตัวเป็นใหญ่ อ่านข่าวตามหนังสือพิมพ์ ฟังนักวิชาการเขาวิจารณ์อย่างไร เอามาคิด เอามาวิเคราะห์ แล้วถึงจะลงคะแนนให้ได้ค่ะ คะแนนของเราแต่ละคะแนนมีค่านะคะ ลงผิดกลายเป็นลงคะแนนให้โจรค่ะ
Tuesday, April 1, 2008

มีเด็กหลายคน เรียนอะไรไปแล้ว เรียนไม่รู้เรื่อง..ไม่เข้าใจ..พาลต่อไปข้างหน้า ไม่ชอบวิชาที่เรียน แล้วก็วันหนึ่ง ต้องเข้าห้องสอบ แน่นอน...ว่าหนักหนาสาหัสเอามากๆ ไม่เฉพาะเด็กไทยเท่านั้น เด็กทั่วโลกก็เหมือนๆกัน ครูเอง อ่านหลายบทความเกี่ยวกับเรื่องการกลัวห้องสอบ เด็กฝรั่งก็มี พูดเหมือนกับเด็กบ้านเรานี่แหละ...ยกตัวอย่างวิชา ที่เด็กๆกลัวได้เลย "แคลคูลัส" ส่วนมากจะบ่นว่า เรียนไปทำไม ไม่เห็นต้องใช้ตรงไหน ไม่ใช่เรียนวิศวะสักหน่อย
แต่ถ้ามันอยู่ในหลักสูตร ก็ต้องเรียนค่ะ บ้านเรา ม.ปลายก็เรียนแล้ว...บ้านเขา ประถมก็เริ่มเรียน เพราะโลกข้างหน้า การคำนวณ บวก ลบ คูณ หาร มันไม่พอ..คณิตศาสตร์ชั้นสูงมันต่อยอดไปเรื่อยๆ บางทีเริ่มตอนเด็กๆน่าจะดีกว่า มีเวลาเตรียมตัวได้นาน เตรียมตามหลังให้ทันความเจริญของมนุษยชาติ ที่ส่วนหนึ่งก้าวไปในอวกาศแล้ว
พูดถึงความกลัว ครูมีบทความที่อ่านแล้ว ก็ชอบใจ เพราะว่าความกลัวนี่แหละ ที่จะทำให้เราพบกับความพ่ายแพ้ ทั้งๆที่ไม่น่าจะแพ้ ถ้าเราเอาชนะความกลัวได้ ศัตรูจะใหญ่ขนาดไหน เราก็สามารถต่อกรได้ เรื่องที่ครูว่าก็คือ "ต้นไม้ใบหญ้าล้วนเป็นกองทหารทั้งสิ้น" จากหนังสือพิมพ์ "ผู้จัดการ"
เฉ่ามู่เจียปิง (草木皆兵 ) : ต้นไม้ใบหญ้าล้วนเป็นกองทหารทั้งสิ้น
草 อ่านว่า เฉ่า แปลว่า หญ้า
木 อ่านว่า มู่ แปลว่า ไม้
皆 อ่านว่า เจีย แปลว่า ทั้งหมด
兵 อ่านว่า ปิง แปลว่า ทหาร
คริสต์ศตวรรษที่ 383 รัฐเฉียนฉิน (ฉินยุคก่อน) ภายใต้การปกครองของอ๋องฝูเจียน ซึ่งควบรวมดินแดนทางตอนเหนือเกือบทั้งหมด ได้นำกองทัพทหารและม้าราว 9 แสนลงใต้เพื่อโจมตีรัฐตงจิ้น(จิ้นตะวันออก) อ๋องแห่งตงจิ้น แต่งตั้งเซี่ยสือและเซี่ยเสวียน 2 พี่น้องเป็นแม่ทัพ นำกำลังพลราว 8 หมื่นเข้าต้าน
อ๋องฝูเจียน เชื่อมั่นว่าทัพของตนต้องได้ชัยชนะแน่นอน เนื่องจากกองทัพจิ้นขณะนั้นทั้งอ่อนแอ และมีจำนวนทหารน้อยกว่ารัฐฉินมากนัก อ๋องฝูเจียนตั้งทัพอยู่ที่เมืองโซ่วหยัง (ปัจจุบันคือเมืองโซ่วในมณฑลอันฮุย) และได้ส่งคนผู้หนึ่ง นามว่าจูซี่ว์เดินทางไปยังรัฐจิ้นเพื่อส่งข่าวข่มขวัญแม่ทัพเซี่ยสือ
จูซี่ว์นั้นเดิมเป็นชาวตงจิ้น อดีตมีตำแหน่งถึงเจ้าเมืองนายทัพรักษาการเมืองโซ่วหยังซึ่งเป็นอดีตเชลยศึกของเฉียนฉิน ปัจจุบันถูกชุบเลี้ยงเป็นขุนนางในพระราชสำนักในตำแหน่งอาลักษณ์ แต่ด้วยความภักดีต่อรัฐตงจิ้น ดังนั้นเมื่อเขาพบกับแม่ทัพเซี่ย และรายงานความตามที่อ๋องรัฐฉินสั่งมาเรียบร้อยแล้ว จึงแนะนำให้กองทัพจิ้น ถือโอกาสตอนที่กำลังหนุนของทัพฉินยังไม่มา เข้าจู่โจมเมืองลั่วเจี้ยนก่อน แม่ทัพเซี่ยเห็นด้วยจึงนำกองกำลังจู่โจม ผลคือได้ชัยชนะกลับมาทำให้กองทหารจิ้นคึกคักอักโข ดังนั้นจึงเดินทัพมาตั้งค่าย ณ อีกฝั่งของริมน้ำเฝยสุ่ย (ปัจจุบันคือแม่น้ำเฝย สาขาแม่น้ำหวยเหอทางภาคกลางของมณฑลอันฮุยในปัจจุบัน)
เมื่อฝูเจียนได้รับข่าวว่าทหารจิ้นชนะและมาตั้งค่าย ณ อีกฝั่งของริมน้ำเฝยสุ่ย ก็ตกใจมากและรีบขึ้นไปมองดูจากบนกำแพงเมือง เมื่อมองไปไกลๆ เห็นกองทหารจิ้น ตั้งค่ายอย่างเป็นระบบระเบียบ มั่นคงยิ่งนัก จนอ๋องฝูเจียนลอบชมเชยเบาๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่ออ๋องรัฐฉินมองขึ้นไปยังยอดเขาปากงซาน คลับคล้ายว่าคลาคล่ำไปด้วยกองทหารจิ้นที่กำลังโบกสะบัดธงแห่งชัยชนะ ซึ่งหากเพ่งดูอย่างละเอียดนั่นเป็นเพียงต้นไม้ใบหญ้าที่กำลังไหวเอนไปมาไม่มีทหารจิ้นแม้สักผู้เดียว แต่อ๋องฝูเจียนตาฝาด พลันเห็นเป็นกองทัพที่แสนจะเข้มแข็งและทรงพลานุภาพ จึงเกิดความตระหนกอย่างยิ่ง จนต้องกล่าวออกมาว่า “นี่คือกองทัพอันยิ่งใหญ่ เหตุใดจึงกล่าวว่ากองทัพจิ้นอ่อนแอ?”
หลังจากนั้นไม่นาน อ๋องฝูเจียนก็สั่งกองทหารทำทีเป็นถอยทัพเพื่อให้กองทัพจิ้นข้ามมารบกันที่ฝั่งน้ำด้านนี้ โดยวางแผนว่าเมื่อทหารจิ้นข้ามมาถึงกลางน้ำ ฝ่ายกองทัพฉินก็จะลงมือโจมตีทันที แต่เนื่องจากทหารเฉียนฉินบางส่วนได้รับฟังคำกล่าวปากต่อปากว่าทหารจิ้นเข้มแข็งยิ่งนักจึงเกิดความกลัว พอมีคำสั่งถอยทัพ ก็หันหลังวิ่งหนีไปจริงๆ ประกอบกับเมื่อทัพจิ้นยกข้ามมา จูซี่ว์ ได้ตะโกนว่า “ทัพฉินแพ้แล้วๆ” ทำให้กองทหารฉินที่อยู่เบื้องหลังเห็นเพียงแต่ทหารกองหน้าวิ่งหนีกลับเข้ามาและได้ยินคำกล่าวนั้นต่างปักใจเชื่อว่าเป็นจริงจึงวิ่งหนีเอาตัวรอดด้วย
ผลของการสู้รบรัฐเฉียนฉินจึงพ่ายแพ้ให้กับตงจิ้นอย่างราบคาบ การศึกครั้งนี้ เป็นการศึกครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์จีน โดยเรียกว่า “เฝยสุ่ยจือจั้น” หรือ “การศึกที่แม่น้ำเฝย” เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการศึกที่ใช้คนน้อยชนะคนมาก คนอ่อนแอชนะคนเข้มแข็ง
ภายหลัง “เฉ่ามู่เจียปิง” หรือ เหมาว่าต้นไม้ใบหญ้าต่างเป็นทหารศัตรู ถูกนำมาเป็นสุภาษิต ใช้เปรียบเทียบกับอาการกลัวเกินกว่าเหตุ กลัวจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน
การเรียน การสอบก็เหมือนกัน อย่าไปกลัวค่ะ วิชาไหนที่รู้ตัวว่า เรียนไม่ได้ ไม่เข้าใจ อย่าหนี เข้าไปหาครู ขอคำปรึกษาได้ทันที เรื่องร้ายๆ สอบตก มันจะมากล้ำกรายเราไม่ได้หรอกค่ะ

เห็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ และดูผ่านจอทีวี ถึงหมู่คนที่ออกมาตอบโต้กัน พาไปนึกถึงนิทานอีสปที่เคยเรียนเคยอ่านสมัยเด็กๆ....เพราะคนสมัยนี้ไม่ได้ใส่ใจอะไรในความจริงมากนัก ว่าที่เขาทำไปนั้น มันเรื่องอะไรกัน มาจากสาเหตุอะไร...เพียงแต่ ไม่ถูกใจของตัวเอง หรือพรรคพวกของตัวเอง แล้วก็ไม่อยากรับรู้ ว่าอีกฝ่ายนั้น ทำไม่ถูกต้อง แล้วที่ถูกต้องนั้นคืออะไร เข้าใจผิดในเรื่องอะไร แล้วความจริงคืออะไร
มาคิดดู "น้ำผึ้งหยดเดียว" ไม่น่าจะมีได้ เกิดขึ้นได้ในสังคมไทย..สังคมพุทธ คำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลามสูตร เรามีคำสอนที่ไม่ให้เอามีอารมณ์ที่คุอยู่ภายใน (ถ้าเผื่อมี) ไม่ให้มันระเบิดออกมา ตั้งหลายชั้นในคำสอน ที่ต้องผ่านหูเรามาบ้างละ มาดูว่าในชั้นของกาลามสูตรมีอะไรบ้าง
1. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บอกต่อๆกันมา
2. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขาได้ทำตามๆกันมา(ประเพณี)
3. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า มันเล่าลือกันกระฉ่อนไปหมดแล้วว่าเป็นความจริง
4. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า มันมีอ้างอยู่ในปิฎก(คัมภีร์,ตำรา)
5. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า เป็นตรรก หรือการคำนวณ
6. อย่าได้เชื่อโดยการอนุมานเทียบเคียง หรือคาดคะเนเอาเอง
7. อย่าได้เชื่อโดยการตรึกตรองเอาตามอาการ
8. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า มันเข้ากันได้กับลัทธิความเชื่อ และทฤษฎีของตน
9. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า รูปร่างลักษณะน่าเชื่อถือ
10. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า ผู้สอนเป็นครูเป็นอาจารย์ของเรา
นี่ก็แค่ให้เราฟังเรื่องต่างๆแล้ว..เอามากรอง มาตรองดู ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร ยังไม่ให้บอกให้เชื่อเลย เราเองก็ต้องใฝ่รู้ และรู้จักคิดด้วย ด้วยใจที่เป็นธรรม แล้วก็จะเห็นความจริง ถ้าเข้าใจแล้ว เรื่องวุ่นวายต่างๆมันก็ไม่เกิด แต่ที่เราเห็นในจอทีวี...มันไม่เป็นอย่างชาวพุทธ เลยอยากให้อ่านนิทานอิสปของต่างชาติ แล้วมาคิด ว่าคนที่ไม่มีคำสอนแบบของเรา มายับยั้งชั่งใจ ผลสุดท้าย เป็นอย่างไร
นิทาน: น้ำผึ้งหยดเดียว
ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนมาชาวบ้านทุกคนต่างรักใคร่สามัคคีปรองดองกันด้วยดี จนกระทั่งมาวันหนึ่งมีคนหาบน้ำผึ้งเดินผ่านหมู่บ้านแห่งนี้ และบังเอิญทำน้ำผึ้งหยดลงพื้นดินหนึ่งหยด (แค่หยดเดียว) จิ้งจกตัวหนึ่งคลานมาพบก็ตรงเข้าแลบเลียเป็นอาหาร แมวมาเจอจิ้งจกก็รีบกระโดดเข้าตะครุบ สุนัขเห็นแมวก็เข้ามาไล่กัด เจ้าของแมวเห็นสุนัขมากัดแมวของตนเลยเอาไม้ไล่ตี เจ้าของสุนัขได้ยินเสียงร้องก็วิ่งออกมาดู พอรู้ว่าสุนัขของตนถูกเพื่อนบ้านไล่ตี จึงตรงเข้าชกต่อยเจ้าของแมว ญาติของเจ้าของแมวได้ยินเสียงการต่อสู้จึงรีบออกมาช่วย ญาติฝ่ายเจ้าของสุนัขเห็นพรรคพวกของตนถูกทำร้ายก็ออกมาช่วยเช่นกัน การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด จากการใช้มือใช้ไม้กลายเป็นมีด ปืน และอาวุธชนิด ต่าง ๆ จนมีการบาดเจ็บล้มตาย ผู้คนในหมู่บ้านแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือ พวกเข้าข้างเจ้าของสุนัขและพวกที่เข้าข้าง เจ้าของแมว เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำจนเหลือกำลังน้อยกว่า ก็ออกไปชักชวนญาติหรือ เพื่อน ๆ ของตนที่อยู่ต่างหมู่บ้านมาช่วย จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง กว่าเจ้าเมืองจะส่ง คนมายุติศึกได้ ผู้คนก็ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เพราะต่างฝ่ายต่างขาดการยับยั้งชั่งใจ และไม่รู้จักการพิจารณาเหตุผล หากเจ้าของสุนัขและเจ้าของแมวเจรจาสอบถามเรื่องราว ให้เป็นที่เข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุก่อนที่จะหุนหันพลันแล่นทำอะไรไปตามอารมณ์แล้ว เหตุการณ์คงจะไม่ลุกลามบานปลายเหมือนดังกรณีของน้ำผึ้งหยดเดียวในเรื่องนี้
จากเรื่อง น้ำผึ้งแค่หยดเดียวเท่านั้น สามารถลากเอาใครต่อใครเข้ามาในเรื่องได้ นั่นเพราะไม่มีการไตร่ตรอง
ไม่มีการควบคุมอารมณ์...เรื่องที่มีอยู่ในบ้านเราก็คือ ลมปากของนักการเมือง คำพูดที่ออกมา แล้วก็สร้างความวุ่นวายได้ เพราะคนฟังไม่ได้ไตร่ตรอง "เชื่อไปหมด" อย่างนี้แล้ว คำสอนต่างๆของศาสนาเรา ก็เป็นหมันไปทันที ลูกๆ..ยังเล็กอยู่ สักวันก็ต้องโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ อาจมีหน้าที่การงานที่ใหญ่โต อยากให้คิดให้ดีก่อนนะคะ ก่อนที่จะพูด จะทำอะไร
รูปภาพ//จากหนังสือ วรรณคดีลำนำ
Monday, March 17, 2008

จบชั้นประถม................วันนี้ มานะและมานีทั้งหลาย จบชั้นประถมจากโรงเรียนอนุบาลอุดรธานี ก่อนอื่นก็ต้องแสดงความยินดีกับทุกๆคน ที่จะได้ย่างก้าวไปสู่อนาคต สู่ความฝันที่จะต้องทำให้สำเร็จ หลายคนก็ได้สมัครเรียนต่อที่โรงเรียนที่อยู่ละแวกเดิม อนาคตก็แค่จะเดินผ่านหน้าโรงเรียน แล้วก็หันมามองน้องๆที่ยังอยู่ในรั้วโรงเรียน ถ้ามีโอกาส ก็ไม่ควรจะลืมถิ่นเก่านะคะ ที่ครูสังเกตรุ่นพี่ๆที่จบออกไป หลายคนก็ยังแวะเวียนมาประจำ ซื้อของขบเคี้ยวหน้าโรงเรียนเดิม ซื้อของเล่นที่ยังวางขายให้น้องๆตัวเล็กๆ ครูเองก็ยังนึกขำไม่ได้ เรียนมัธยมแล้ว ยังไม่โตกันสักที แต่ก็ช่างเถอะ ขอให้เธอทั้งหลายเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียนก็เท่ากับว่าไม่เสียแรง ที่คุณครูทั้งหลายได้ช่วยกัน “อบ”ให้เธอหอมหวนไปด้วยความดี ความงามและความรู้ “รม”ให้เธอเรียนรู้ ให้รอดพ้นจากเหล่าสิ่งชั่วร้ายที่จะเข้ามาแผ้วพานเธอ
ครูเอง ยังจะเฝ้ามองเธอทั้งหลาย อยากเห็นว่าเธอโตขึ้นแล้ว จะมีอนาคตเป็นอย่างไร...ดีใจค่ะ ที่ได้เจอในที่ต่างๆ แม้จะจำได้ไม่แม่น เพราะเธอโตขึ้นจนผิดหูผิดตา...ขอบใจ ที่บางคนกำลังเรียนแพทย์ เมื่อเจอครู ก็มีความหวังดี พูดว่า คุณครูอย่าเพิ่งป่วยนะคะ รอให้หนูเรียนจบก่อน หนูจะมารักษาคุณครู...แค่นี้ก็ตื้นตันใจแล้วค่ะ
ก็ขอให้เธอทั้งหลายจงประสบกับความสมหวังในการเข้าเรียนในโรงเรียนที่ประสงค์ และสำเร็จในการเรียน จงเป็นเด็กดี อย่าเอาชื่อของโรงเรียนไปทำในทางที่เสียหาย จงตั้งใจเรียนให้มากขึ้น เพราะยิ่งชั้นสูงขึ้น ก็ยิ่งจะต้องพยายามให้มากขึ้น คบเพื่อนก็ต้องระวัง ต้องรู้จักแยกแยะ ว่าคนไหนมีนิสัยเป็นอย่างไร อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ แค่นี้เธอก็จะไม่ตกอยู่ในภาวะตกต่ำแล้วค่ะ
Thursday, March 13, 2008
ตามธรรมดาแล้ว ครูไม่ค่อยได้ดูหนังซีรี่ย์ที่ฉายตามช่องฟรีทีวีเท่าไหร่นัก ไม่ชอบหนังที่ไร้สาระ แต่ไม่นานมานี้ ได้มาดูหนังซีรี่ย์ของเกาหลีบ้าง นั่นเพราะคนคุยกันมาก อย่างโน้นอย่างนี้ อย่างเช่น ที่ผ่านไปไม่นานนัก แดจังกึม จูมง ก็ได้ดูบ้าง นั่นหนังก็ใกล้จะจบอยู่แล้ว ถึงจะนั่งดู แต่มาอีกเรื่องหนึ่ง ที่ดูตั้งแต่ต้น จนจบคือ อิมซังอ๊ก เรื่องนี้น่าสนใจ
ที่ครูสนใจและนั่งดูก็เพราะ เป็นเรื่องของพ่อค้าที่มีคุณธรรม ในหนังมีหลายตอน ที่สอนการทำการค้า ไม่ให้เอาเปรียบลูกค้า ไม่รังแกลูกค้า ไม่รังแกพ่อค้าด้วยกัน อย่างเช่นพวกทุนใหญ่ ไม่ไปรังแกพ่อค้าทุนน้อย ใครไปทำเข้า ก็เข้ากับคำพูดที่ว่า “เหมือนแย่งขนมเด็ก” ซึ่งก็มาจากตอนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ ดูไปดูมา มันก็ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ปัจจุบันของเรา มีพ่อค้าที่หนีภาษี มีเจ้านายที่คอรัปชั่น หรือ กินสินบาทคาดสินบน ที่ว่าคาดสินบนก็ดูออกจริงๆว่า เจ้านายนั่นคาดเอาไว้ว่าจะได้สินบนจากพ่อค้า บางคนยอมขายตัวเป็นลูกน้องของนายทุนใหญ่ไปก็มี หรือว่าเหตุการณ์อย่างนี้มีทั่วไปทุกที่ และตั้งแต่ยุคโบราณมาจนถึงยุคนี้ แต่พ่อค้าที่มีคุณธรรม อย่าง อิมซังอ๊ก ก็ไม่พยายามที่จะเลี่ยงภาษี ซึ่งครั้งหนึ่ง เงินภาษีที่ได้จากกลุ่มการค้าของเขาคนเดียว เท่ากับภาษีครึ่งหนึ่งของทั้งอาณาจักรโชซอน เขาไม่ยอมให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ แม้จะยิ่งใหญ่ มีอำนาจขนาดไหน ซึ่งก็ทำให้เขาไม่ได้รับความยุติธรรมในด้านการค้าจากทางราชการ

ครูดูจนจบแล้ว ทั้ง 50 ตอน ที่ฉายในเมืองไทยยังไม่จบ แต่ไปดูจากเว็บไซท์ของจีน ฟังไม่ค่อยออกหรอก เพราะพากย์เป็นภาษาจีนล้วนๆ แต่ก็เดาออกว่ามันหมายความว่าอย่างไร
ทีนี้ เรามาพูดเรื่องนี้กัน ถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ว่าหนังซีรี่ย์อิงประวิติศาสตร์ของเกาหลีเป็นอย่างไร ดูแล้วรู้สึกอย่างไร ครูว่า หนังอย่างนี้แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากของคนในสมัยก่อนๆ ไม่ว่าในการปกครอง การกดขี่ของระบบขุนนาง ที่มีต่อราษฎร ที่เรียกกันในหนังว่าไพร่ การที่จะหาจุดยืนในสังคม ใช่ว่าจะอยู่รอดปลอดภัย หลายๆครั้งต้องหนีจากภยันตรายจากขุนนาง เหตุผลแค่ เป็นที่น่าสงสัย ว่าจะกระด้างกระเดื่อง การสอบสวน ก็ล้วนแต่ทารุณทั้งนั้น มันน่ากลัว... ที่น่ายกย่องก็คือ ระเบียบ ประเพณี วัฒนธรรม ที่ยังเอามาให้เราดู ว่าคนในสมัยโน้น เขาถือประเพณีเอาไว้ มั่นคง คำพูด คำสอนต่างๆ ที่เอาออกมาให้เราฟังล้วนแต่สอนใจ ภาษิตต่างๆที่เราได้ยินกัน ล้วนแต่มาจากคนรุ่นก่อนทั้งนั้น เราจะได้ยินคำคมๆเหล่านั้นจากหนังเกาหลี ของไทย ครูยังไม่เคยได้ยินสักคำ เห็นแต่ที่พูดกัน คือ การแก่งแย่ง ตบตีกัน ...เป็นซะอย่างนั้น
อยากเห็นหนังของไทย เอาอย่างดีๆอย่างเขาบ้าง ครูว่า ตั้งแต่ดูหนังเกาหลีแนวประวัติศาสตร์มาแค่ 3 เรื่อง จะวาดแผนที่โบราณของเกาหลีได้แล้ว เขาสอนประวัติศาสตร์ให้คนดูไปในตัว ขณะที่เขียนเรื่องนี้อยู่นี่ ภาพอาณาจักรโชซอนโบราณ มันผุดขึ้นอยู่ในความคิด ตรงไหนเป็นเมืองแพกเจ พูยอ ชิลลา น่าคิดนะคะ เราไม่ได้สร้างหนังแนวประวัติศาสตร์ให้เรา ได้ชื่นชมกับการต่อสู้เพื่อบ้านเมืองของบรรพบุรุษของเรามากนัก เท่าที่เห็น ถึงมีก็มีฉากที่เด็กๆจะต้องปิดตาดูเสียอีก ในขณะที่เกาหลีสร้างเป็นตัวอย่างที่ให้เราดู ไม่ได้มีฉากรักให้เห็น ซึ่งตัวผู้แสดงเขาสามารถบอกได้จากสายตา ว่ารัก ว่าชัง ว่าชื่นชม ว่าเสียใจ ว่าผูกเจ็บ ว่าแค้นโดยที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากออกมาสักคำ เขาแสดงได้ค่ะ ส่วนของเราแสดงออกมาหมด ทั้งกริยาท่าทาง เสียงที่ตะโกนออกมา รวมทั้งตบให้ดูเป็นตัวอย่างให้เด็กดู เรียกว่าครบเครื่องปัญญาอ่อน
เดือนนี้ครบ 100 ปี ที่เราเสียหัวเมืองภาคใต้ส่วนหนึ่ง ให้แก่ อังกฤษ-มาเลเซียค่ะ เมืองเหล่านั้นคือ กลันตัน ตรังกานู ไทรบุรีและปะลิส เราสูญเสียไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2451...ที่มาย้ำเตือนให้ฟังก็เพียงแต่จะบอกว่า อย่าได้คิดแตกแยกกันเองภายในประเทศ คิดกันให้ดีๆนะคะ เราเสียดินแดนครั้งก่อนๆนั่น เพราะเราสู้เขาไม่ได้เรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ เรื่องกำลังการต่อสู้ แต่ก็มี ที่เราเสียดินแดนเพราะเราแตกแยกกันเอง เปิดประตูเมืองให้ศัตรูเข้ามา..ฉนั้น ดูหนังดูละครอิงประวัติศาสตร์ ของเกาหลีเหล่านั้นแล้ว ก็ย้อนมาดูเราบ้าง ประวัติศาสตร์มีไว้ให้เราจำ และเป็นบทเรียนค่ะ