รอบรั้ว พุทธศาสนา พุทธศาสนสุภาษิต

วันจันทร์ที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐



พุทธศาสนสุภาษิต เป็นสุภาษิตทางพระพุทธศาสนา ที่ช่วยเตือนสติชาวพุทธให้สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน การศึกษาเกี่ยวกับพุทธศาสนสุภาษิต จึงถือเป็นเครื่องช่วยให้เราเข้าใจพระพุทธศาสนามากขึ้น และมีหลักการดำเนินชีวิตที่ดีได้ยิ่งขึ้น ในชั้นนี้ พุทธศาสนสุภาษิตที่ควรศึกษาคือ


1. วิริเยน ทุกฺขขมจฺเจติ (วิ-ริ-เย-นะ-ทุก-ขะ-มัด-เจ-ติ) แปลว่า คนล่วงทุกข์ได้ เพราะความเพียร หมายความว่า ความมานะบากบั่น ความเพียรพยายาม จะช่วยให้คนเราสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ในการดำเนินชีวิตไปได้ ไม่ว่าเราจะทำสิ่งใดก็ตาม จะต้องประกอบด้วยคุณธรรม คือ ความเพียร จึงจะสามารถทำงานให้ประสบผลสำเร็จลงได้ เช่นความเพียรในการศึกษาหาความรู้ อยากเล่นกีฬาเก่งๆ ก็ต้องหมั่นฝึกซ้อม อยากหลุดพ้นจากความทุกข์ก็ต้องมีความเพียรในการฝึกอบรมตนเอง


2. ปัญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต (ปัน-ยา-โล-กัด-สะ-มิ-ปัด-โช-โต) แปลว่า ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก หมายความว่า โลกของเรามีความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ เนื่องจากคนเราได้ใช้ความรู้ความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆจนเกิดเป็นอารยธรรมสั่งสมสืบทอดต่อๆกันมา การที่โลกของเราเจริญได้ เนื่องมาจากปัญญา หรือความฉลาดรอบรู้ของคนเรา ที่ช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ใช้ปัญญาคิดสร้างสรรค์ความเจริญทางด้านวัตถุหรือเทคโนโลยีต่างๆขึ้นมา ทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า ปัญญาทางโลก ซึ่งมีความสำคัญ ต่อการประกอบสัมมาอาชีพ เพื่อการเลี้นงชีพโดยสุจริต ปัญญาทางโลกนี้ เกิดหรือมีได้จากการศึกษาเล่าเรียน แต่ปัญญาที่มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนายังไม่ใช่ปัญญาทางโลก แต่เป็น ปัญญาทางธรรม คือปัญญาที่เกิดจากการฝึกอบรมสมาธิภาวนา จนถึงขั้นเกิดญาณหยั่งรู้สภาพความเป็นไปของชีวิต ตามความเป็นจริง เป็นปัญญาที่ทำให้เกิดความดับทุกข์ และชีวิตหลุดพ้นจากการการเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์


ถ้าปัญญาทางโลกเปรียบเสมือนแสงสว่างของดวงจันทร์ฉันใด ปัญญาทางธรรมก็เปรียบเสมือนแสงสว่างของดวงอาทิตย์ฉันนั้น แสงสว่างของดวงอาทิตย์ ทำให้เราสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดเจนเพียงใด ปัญญาทางธรรมก็ทำให้เราสามารถมองเห็นสัจธรรมแห่งชีวิตได้ชัดเจนเพียงนั้น


ดังนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก"

เขียนโดย ครูพเยาว์ ที่ ๑๓:๒๔

รอบรั้ว โรงเรียนเก่า กาพย์ยานี 11 แม่ ก กา

วันเสาร์ที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐


กาพย์ยานี 11 (แม่ ก กา)

๏ แม่ไก่อยู่ในตะกร้า..............ไข่ไข่มาสี่ห้าใบ
อีแม่กาก็มาไล่.........................อีแม่ไก่ไล่ตีกา
๘๘๘๘
๏ หมาใหญ่ก็ไล่เห่า..............หมูในเล้าแลดูหมา
ปูแสมแลปูนา.........................กะปูม้าปูทะเล

๏ เต่านาและเต่าดำ.................อยู่ในน้ำกะจระเข้
ปลาทูอยู่ทะเล.........................ปลาขี้เหร่ไม่สู้ดี ๚๛
๘๘
ครูยังจำได้อยู่เท่าทุกวันนี้ ว่าเคยอ่านท่องจำกับบทนี้มาแล้ว เมื่อมาเจอเข้าอีกครั้ง ก็ยังนึกถึงว่า มันก็สนุกดีนะ กับเรื่องที่ปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งหมดนั้น นอกจากจะสร้างจินตนาการให้เด็กๆแล้ว ยังฝึกการออกเสียงที่ถูกต้องสำหรับเด็กเล็กๆได้อย่างดี โดยเฉพาะตัว ล ลิง กับ ร เรือ ครูยังเสียดายบทท่องจำเหล่านี้อยู่ค่ะ เลยต้องเอาออกมาให้อ่านเล่นๆกันอีกครั้ง ลองถามคุณพ่อคุณแม่ดูซิคะ ว่าเคยท่องจำมาหรือเปล่า บางทีท่านจะท่องให้ฟังอีกครั้งค่ะ

เขียนโดย ครูพเยาว์ ที่ ๑๕:๔๐

รอบรั้ว การศึกษา กระบวนการกลุ่ม


ย้อนหลังไปในปี 1970 (พ.ศ.2513) คณะกรรมาธิการของรัฐบาลสหรัฐ ศึกษาถึงเรื่องการมีประสิทธิภาพของการตัดสินใจ ในรูปของกระบวนการกลุ่ม ในการศึกษาครั้งนั้น ต้องใช้ผู้ชำนาญการทางทหาร 30 นาย ไปศึกษาข้อมูลความลับและสืบหาความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงกันข้ามหรือศัตรู


ผู้ชำนาญการแต่ละคนได้วิเคราะห์ข้อมูลและรวบรวมเป็นรายงาน ส่งให้คณะกรรมาธิการเพื่อเป็นการทดสอบ คณะกรรมาธิการได้ให้ "คะแนน"ในแต่ละรายงานที่ส่งเข้าไปว่ามีคุณค่าหรือดีขนาดไหน แล้วก็พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วจาก 100 ข้อมูลงานวิเคราะห์ที่ส่งให้ มีเพียง 7 รายงานเท่านั้นที่ถูกต้องจริงๆ


จากนั้นก็ให้ผู้ชำนาญการแต่ละคนให้อ่านและพิจารณารายงานของคนอื่นๆ แล้วให้เขียนเข้ามาใหม่อีกครั้ง จากผลเฉลี่ยของความถูกต้องครั้งนี้ มีถูกต้อง 79 รายงานจาก 100 ที่ส่งเข้าไป


อะไรคือข้อแตกต่างระหว่างรายงานแรกและรายงานครั้งหลัง ทั้งๆที่ผู้ชำนาญการเหล่านั้นไม่มีข้อมูลใหม่ๆอะไรเลย ทั้งหมดที่เขารับทราบคือมุมมองของผู้ชำนาญการคนอื่นเท่านั้น เมื่อเขาเอามุมมองที่แตกต่างเหล่านั้นเข้ามารวมกับมุมมองเดิม ความถูกต้องเพิ่มเข้ามาถึง 10 เท่าตัวทีเดียว


ข้อมูลเรื่องนี้มีหลายหน้า แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการศึกษาของเราเท่าไหร่นัก เพราะมันเป็นเรื่องในวงการวิศวกรรม ที่เขามองในเรื่องกระบวนการกลุ่มอย่างไร ในการศึกษาของเราเองก็ได้ปฏิบัติในเรื่องกระบวนการกลุ่มกันอยู่เป็นปกติ อยากพูดเรื่องนี้เพื่อที่จะเน้นถึงความสำคัญในการเรียนการสอนว่าเรายังต้องเอากระบวนการกลุ่มเข้ามาจัดการ เด็กๆยังต้องการกลุ่มเพื่อนที่มาปรึกษา แนะนำและช่วยกันทำงาน สังเกตดูเวลาเด็กเล่นฟุตบอลในสนาม เขาเล่นกันเป็นทีมที่เข้ากัน เขาแบ่งหน้าที่กันอย่างไร ใครเป็นกองหน้า ใครเป็นแบ็ค ใครทำหน้าที่จ่ายลูกให้เพื่อนยิงประตู ใครเป็นคนเฝ้าประตู พวกเขาเองทั้งนั้นที่วางยุทธศาสตร์ของทีมเขา ในการเรียนก็เหมือนกัน ให้เขาเองเป็นคนวางแผนในการทำรายงานในเรื่องต่างๆทั้งหมด แล้วเราจะได้เห็นว่า ทีมที่ส่งงานเข้ามานั้น มีความสำเร็จในผลงานเขาขนาดไหน แน่นอนว่า ต้องดีกว่าทำคนเดียวแน่นอนค่ะ


Source : Jared M. Spool


เขียนโดย ครูพเยาว์ ที่ ๑๐:๕๔

รอบรั้ว วิทยาศาสตร์ การหักเหของแสง

วันอังคารที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

______การหักเหของแสงจะเกิดเมื่อแสงเดินทางผ่านตัวกลางต่างชนิดกัน เช่น จากน้ำสู่อากาศ, จากแก้วสู่อากาศ, จากอากาศสู่น้ำ การหักเหจะเป็นไปแนวใดนั้นขึ้นอยู่กับว่าแสงเดินทางจากตัวกลางใดเข้าไปยังตัวกลางใด โดยการหักเหจะเริ่มที่ผิวรอยต่อระหว่างตัวกลางทั้งสอง เช่น การมองเห็นปลาในน้ำอยู่ตื้นกว่าที่เป็นจริง ทำให้แทงปลาไม่ถูก

______กฎการหักเหของแสง มี 2 ชนิดคือ
______1. ถ้าแสงเดินทางผ่านตัวกลางหนาแน่นมากกว่าไปหาความหนาแน่นน้อยกว่าแสงจะเบนออกจากเส้นปกติ

______2. ถ้าแสงเดินทางผ่านตัวกลางที่หนาแน่นน้อยไปหาตัวกลางที่หนาแน่นมากแสงจะเบนเข้าเส้นปกติ



เขียนโดย ครูพเยาว์ ที่ ๑๒:๓๖

รอบรั้ว พุทธศาสนา หน้าที่ชาวพุทธ

วันพุธที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐



________พุทธศาสนิกชนไม่ใช่ว่าจะเป็นพุทธแค่ในทะเบียนบ้านเท่านั้นน่ะค่ะ เราจะต้องรู้จักหน้าที่ของชาวพุทธด้วยนะคะ ว่าจะปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องและเหมาะสม เริ่มเรียนรู้กันลยนะคะ
____
____พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา หมายถึงระเบียบแบบแผนที่ชาวพุทธได้ปฏิบัติสืบทอดกันมา เพื่อเป็นการส่งเสริมความเลื่อมใสศรัทธา และการเข้าถึงแก่นธรรมในพระพุทธศาสนา
________การประกอบพิธีกรรมใดๆก็ตามควรคำนึงถึงความเหมาะสมที่สำคัญและถูกต้อง ดังนี้คือ
________ 1. มีความประหยัด เรียบง่าย ทั้งเวลาและทุนทร้พย์

________ 2. ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา

________ 3.ได้ประโยชน์คุ้มค่า ไม่สร้างความเดือดร้อนต่อตนเอง และ ผู้อื่น
4. ไม่ขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม
________

____


_______

_พิธีกรรมมนทางพระพุทธศาสนา แบ่งเป็น 3 ประเภท

________ 1. บุญพิธี คือ พิธีทำบุญของชาวพุทธต่างๆ เช่น งานมงคล ( งานแต่งงาน งานบวช หรืองานวันเกิด ) งานอวมงคล ( งานศพหรืองานทำบุญครบรอบวันตาย ) เป็นต้น

________ 2. ทานพิธี คือ การถวายทานต่างๆ เช่น การถวายอาหาร การถวายผ้าไตรจีวร การถวายสังฆทานแด่พระภิกษุสงฆ์ เป็นต้น

________ 3. กุศลพิธี คือ พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการฟังธรรม หรือการปฏิบัติธรรม เช่น พิธีกรรมการประกาศตนเป็นพุทธมามกะ พิธีรักษาศีลอุโบสถ เป็นต้น

เขียนโดย ครูพเยาว์ ที่ ๑๑:๐๙

รอบรั้ว เมืองอุดร

วันอังคารที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐


ในช่วงนี้ค่ะ ที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีนายเริงฤทธิ์ พลนามอินทร์ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี ได้เข้ามาจัดโครงการธรรมทัศนาจร ประจำปี 2550 ให้แก่เด็กนักเรียนในท้องที่ ซึ่งก็ได้เล็งเห็นความสำคัญของหลักธรรมทางศาสนาที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม เพื่อเป็นคนดีมีคุณภาพของสังคม โดยอาศัยสิ่งที่มีอยู่ ซึ่งเป็นมรดกจากอดีตในด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมของถิ่นตัวเอง การนำไปทัศนาจรก็เพื่อศึกษาค้นคว้าหาแก่นธรรมและวิถีชีวิตของถิ่นกำเนิด ซึ่งตามความคิดเห็นของครูแล้ว เป็นการสร้างความภูมิใจในท้องถิ่นตัวเอง ในบรรพบุรุษที่ได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาให้เราเห็นชั่วทุกวันนี้

สถานที่ที่ได้เข้าไปเยี่ยมชมก็มีวัดโพธิสมภรณ์ ได้ศึกษาประวัติวัดและศาสนสถานศาสนวัตถุในวัด, แวะสักการะและเยี่ยมชมศาลเทพารักษ์, เยี่ยมชมวัดมัชฌิมาวาส ศึกษาประวัติวัดและศาสนสถานศาสนวัตถุในวัด, เยี่ยมชมต้นโพธิ์คู่บ้านคู่เมือง ณ บริเวณสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี, แวะสักการะพระบรมอนุสาวรีย์กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

สถานที่ๆเข้าไปเยี่ยมชมในคราวนี้ แน่นอนค่ะว่ามีประวัติและเบื้องหลังมาก ครูจะนำมาเล่าให้ฟังทีละเรื่องทั้งหมด ซึ่งใครที่สนใจจะดูได้ในหัวข้อ "เมืองอุดรธานี"นะคะ ไม่เพียงแค่เรื่องที่กล่าวมานี้เท่านั้น เรื่องการพัฒนาโดยลำดับของเมืองอุดรธานีพร้อมรูปภาพ ครูก็จะเอามาให้ดูด้วย ว่าเมืองเก่าของเราแต่ก่อน มีรูปร่างอย่างไร สมัยคุณปู่คุณย่าอยู่กันอย่างไร สมัยคุณพ่อเปลี่ยนไปแบบไหน น่าสนใจมั้ยคะ

เขียนโดย ครูพเยาว์ ที่ ๑๖:๒๕

รอบรั้ว การศึกษา ความรู้ที่จะให้ผู้เรียนคุ้นเคย


"ข้าวปั้น"....ลูกชายของคุณครูมณฑาทอง

ครูเองชอบชื่อทั้งสองชื่อนี้มาก เป็นชื่อที่แสดงออกถึงความเป็นไทยเต็มตัว ทั้งๆที่คุณครูมณฑาทองนี่มีชื่อจีนเป็นชื่อรอง เป็นครอบครัวไทยเชื้อสายจีนค่ะ ที่เกริ่นเรื่องนี้ก่อน เพราะตอนนี้ไม่ว่าใครก็ตื่นกับเรื่องการใช้ภาษาไทยของเด็กที่ค่อนข้างจะผิดเพี้ยน ซึ่งครูก็ได้เขียนเรื่องนี้ไว้บ้างก่อนหน้านี้แล้ว เห็นมั้ยคะว่าการใช้ภาษาไทยแม้แต่การตั้งชื่อก็บ่งบอกถึงความรักที่มีต่อภาษาของตัวเอง

ข้าวปั้น พูดกับคุณแม่ ถึงเรื่องการเรียน ต้องบอกว่า "ปรึกษา"กับคุณแม่ค่ะ ว่าคุณครูจะให้วาดรูปเกี่ยวกับวันเข้าพรรษา จะวาดยังไงดี จะต้องมีรูปอะไรบ้าง คำตอบก็น่าจะเป็นวัด ข้าวปั้นก็ถามว่าแล้ววัดนี่วาดอย่างไร แม่ก็ตอบว่า ก็เหมือนกับบ้านนี่แหละ ให้มียอดแหลมๆ แล้วมีรูปอะไรอีกมั้ย แม่ถาม ข้าวปั้นก็บอกว่า มีดอกไม้ มีธูป มีเทียน...ซึ่งอันที่จริงถ้าข้าวปั้นจะวาดทั้งหมด ก็ต้องมีพระสงฆ์ มีพระพุทธรูป แต่การที่เด็กอนุบาล 1 ตอบได้แค่นี้ ก็ถือว่าพอใช้ได้ ถือว่ามีความรู้ที่ได้มาจาก"การคุ้นเคย" คุณพ่อคุณแม่พาไปวัดบ่อย ก็จะเห็นอะไรๆติดตามา จำได้ ความรู้เหล่านี้ถือเป็นความรู้ "ความเข้าใจที่คงทน" จะติดตัวเด็กตลอดไป

ยังไม่เห็นว่าข้าวปั้นจะวาดออกมาอย่างไร แต่ก็คิดว่า การที่ให้เด็กได้แสดงออกมาไม่ว่าในด้านใด มันก็เป็นผลดีทั้งนั้น เด็กเล็กๆของเราได้ตอบผลงานของการสอนของเราได้ขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่ว่าเราป้อนไปขนาดไหน และผลที่ได้เป็นอย่างไร

ไม่ว่าการสอนแบบ Understanding by Design หรือ Backward Design หรือจะเป็นแบบพุทธที่เอาแบบ อริยสัจ 4 มาเป็นตัวแบบในการสอน หรือจะเอาแบบ อิทัปปัจยตา เข้ามาประกอบ มันก็ไม่ได้ต่างกันนัก ตัวสุดท้ายก็จะลงไปที่ผลสัมฤทธิอยู่ดี ที่จริงแล้วก็ไม่อยากให้หวือหวาไปกับผลงานของฝรั่งมากนัก แบบไทยนี่ (แบบพุทธ)ถ้าทำกันจริงๆ มันก็ไม่น่าจะล้าหลังใครได้ จริงมั้ยคะ เข้าไปดูเถอะค่ะ ในผลงานของฝรั่งไม่ว่างานไหนๆที่เขียนออกมา คำถามแรกคือ "ปัญหาอยู่ตรงไหน" นั่นคือ "ทุกข์"ค่ะ....ทุกข์ของการเรียนการสอนของเราอยู่ตรงไหน แล้วก็หาทางแก้ไปค่ะ... Albert Einstein พูดเอาไว้ว่า "We can not solve our problems with the same thinking we used when we created them." คือปัญหามันจะเกิดขึ้นมาทีหลังทั้งนั้น หลังจากที่เราทำอะไรลงไปแล้ว จากนั้นถึงค่อยหาวิธีแก้ มีคนหัวใสในอเมริกา จับเอาคำพูดนี้เป็นสโลแกนของบริษัท เอาเรื่อง Six Sigma ออกมาเผยแพร่ ให้บริษัท หน่วยงานทางทหาร โรงเรียนต่างๆเอาไปใช้ ค่อยยังชั่วที่วงการศึกษาเมืองไทยไม่เห่อตามไปด้วย ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะคะ ดีค่ะ แต่ของเราก็มีดีอยู่แล้ว

ครูว่าจะพูดเรื่อง ข้าวปั้นวาดรูป แต่ยาวไปเป็นเรื่องภาษาไทยแล้วก็โยงไปที่การศึกษาอีก ถ้ามีรูปที่ข้าวปั้นวาดส่งคุณครู จะเอามาให้ดูทีหลังค่ะ

เขียนโดย ครูพเยาว์ ที่ ๑๖:๒๑

รอบรั้ว พุทธศาสนา ชาดก



จูฬเสฏฐิชาดก




_______ ในอดีตกาล มีเศรษฐีผู้หนึ่งอยู่ในเมืองพาราณสีเป็นผู้มีสติปัญญารอบรู้ในเรื่องต่างๆ วันหนึ่งขณะเดินทางไปเข้าเฝ้าพระราชา ได้พบหนูตายตัวหนึ่งอยู่บนทางเดินท่านได้ใช้ปัญญาพิจารณาแล้วบอกแก่เด็กรับใช้ของตนซึ่งเป็นหนุ่มน้อยว่า " ผู้ใดนำหนูตัวนี้ไปขาย ผู้นั้นจะได้เป็นเศรษฐีในไม่ช้านี้ " เด็กรับใช้นั้นจึงนำหนูตัวนั้นไปขายให้แก่คนเลี้ยงแมว ได้เงินมาเล็กน้อยแล้วนำเงินไปซื้อน้ำอ้อยไว้คอยแจกคนเก็บดอกไม้ พวกคนเก็บดอกไม้ก็เอาดอกไม้ให้เป็นสิ่งตอบแทน เขาได้เอาดอกไม้นั้นไปขาย ทำอย่านั้นเรื่อยๆ จนมีเงินมากขึ้นอยู่มาวันหนึ่งลมพายุพัดต้นไม้ในสวนหลวง มีต้นไม้ล้มลงเป็นจำนวนมาก เขาอาสาไปเก็บกิ่งไม้เพื่อนำไปทำฟืน โดยวานให้เด็กเลี้ยงโคช่วยกันขนฟืนและให้น้ำอ้อยเป็นค่าจ้างตอบแทน และนำฟืนเหล่านั้นไปขายให้พวกช่างหม้อ ต่อมามีพ่อค้ามาขายม้าที่เมืองนี้ เขาซื้อหญ้าไว้และได้ขายให้แก่พ่อค้าได้เงินเป็นจำนวนมาก ต่อมาเขาได้เหมาสินค้าในเรือสำเภา 500 ลำ ที่มาค้าขายในเมืองโดยวิธีวางมัดจำด้วยทรัพย์จำนวนหนึ่ง แล้วขายสินค้าเหล่านั้นให้แก่พวกพ่อค้าอื่นอีกได้กำไรมหาศาลจนมีฐานะเป็นเศรษฐี มีชื่อเรียกขานว่า " จูฬกเศรษฐี" เขาได้นำเอาทรัพย์สินครึ่งหนึ่งไปตอบแทนบุญคุณของเศรษฐีผู้เป็นนายเก่า เศรษฐีนายเก่าได้ยกธิดาของตนให้เป็นภรรยาและได้ยกสมบัติให้เป็นมรดกอีกด้วย


_______ชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้มีปัญญาฉลาดสามารถสร้างฐานะได้ด้วยทุนทรัพย์เพียงเล็กน้อย




วัณณาโรหชาดก




_______ในอดีตกาล มีราชสีห์และเสือโคร่งอาศัยอยู่ด้วยกันในถ้าแห่งหนึ่งใกล้กับต้นไม้ ซึ่งมีเทวดาสถิตอยู่ และมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งได้อยู่รับใช้ อาศัยกินเศษอาหารที่เหลือ ครั้นอยู่มานานเข้าสุนัขจิ้งจอกตัวนั้นมีความอยากกินเนื้อราชสีห์และเนื้อเสือโคร่ง จึงคิดอุบายให้ทั้งสองแตกความสามัคคีกันเมื่อคิดได้อย่างนั้นแล้วจึงไปยุยงราชสีห์ด้วยคำโกหกว่า เสือโคร่งได้กล่าวติเตียนราชสีห์ว่า " มีลักษณะท่าทางและกำลังความกล้าหาญน้อยกว่าตน " ราชสีห์ไม่เชื่อและกล่าวตอบว่า " ไปเถิดแก " สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นจึงไปยุยงเสือโคร่งด้วยคำโกหกนั้นอีก เสือโคร่งจึงไปถามราชสีห์ เพื่อหาข้อเท็จจริงและเมื่อรู้ว่าถูกสุนัขจิ้งจอกยุยงให้แตกความสามัคคีกัน ต่างไม่ถือโทษโกรธเคืองกันแล้วทั้งสองก็มีความสามัคคีปรองดองกันเหมือนเดิม สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นก็ไม่สามารถอยู่ในที่นั้นได้จึงหนีไปอยู่ที่อื่นแทน


_______ชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนมีความรู้ย่อมหนักแน่นอยู่ในสามัคคีไม่แตกแยกกับหมูคณะด้วยคำยุยงของผู้อื่น




เขียนโดย ครูพเยาว์ ที่ ๑๓:๔๕

รอบรั้ว วิทยาศาสตร์ การกระจายของแสงและการหักเหของแสงผ่านเลนส์

วันจันทร์ที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐


การกระจายของแสง
________เมื่อให้แสงสีขาว หรือแสงแดดผ่านแท่งปริซึมจะทำให้เกิดการหักเหภายในแท่งปริซึมแล้วกระจายออกเป็นสีต่างๆ เรียงตามลำดับ ม่วง , คราม , น้ำเงิน , เขียว , เหลือง , แสด , แดง

________ตัวอย่างเกี่ยวกับการหักเหและการกระจายของแสง ได้แก่ การเกิดรุ้งกินน้ำ
การหักเหของแสงผ่านเลนส์

________เลนส์ คือ วัตถุใสทำด้วยแก้วหรือพลาสติกมีความหนาแตกต่างกันระหว่างตรงกลางกับขอบแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

________ เลนส์นูน คือ เลนส์ที่มีตรงกลางหนากว่าขอบ มีคุณสมบัติรวมแสง

________ เลนส์เว้า คือ เลนส์ที่มีขอบหนากว่าตรงกลาง มีคุณสมบัติกระจายแสง

เขียนโดย ครูพเยาว์ ที่ ๒๑:๒๔

รอบรั้วกำแพง วัดนาหลวง (อภิญญาเทสิตธรรม)


เมื่อวาน (30 มิ.ย. 2550) ได้เข้าไปที่วัดนาหลวง ไปปลูกต้นโพธิ์ ที่ท่านรองเจ้าอาวาส เคยปรารภมาเมื่อปีก่อนว่า น่าจะปลูกต้นโพธิ์ไว้สักต้น เมื่อปีกลายเคยเอาไปปลูกแล้ว แต่ต้นเล็กเกินไป โดนร่มเงาต้นไม้ใหญ่ปกคลุมตลอดปี เฉาตายลง ปีนี้ก็เอาต้นใหม่ที่เลี้ยงมาเป็นปี สูงท่วมหัวแล้ว ไปปลูกอีกครั้ง คิดว่าคงรอด ทำให้คิดได้นะคะว่า คนเราก็เหมือนกัน ถ้าเล็กเกินไป ไม่มีวิชามาต่อสู้เอาตัวรอด ก็โดนคนตัวใหญ่ๆรังแกได้ และก็จะอยู่ไม่รอดในสังคม ที่แก่งแย่งกันตลอด โลกเราเดี๋ยวนี้เป็นโลกของวัตถุนิยม หลงไปกับสิ่งมอมเมาต่างๆ ที่ต่างชาติยื่นมา พร้อมกับคำโฆษณาให้เราหลงเชื่อ แล้วก็ทุนนิยมที่คนมีเงินมากกว่ามากำหนดกฏเกณท์ ทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนที่ด้อยกว่า ลูกๆคะ ถ้าเราอยากอยู่ในสังคมที่มีความสุข เราต้องรู้จักเอื้อเฟื้อคนอื่นด้วยค่ะ แบ่งปันให้เขาบ้าง
ทางเข้าวัด จะมีป้ายบอกทาง อ่านแล้วรู้สึกแปลกใจ เพราะไม่รู้ว่า อบต. หรือว่าใคร ที่ทำป้ายบอกทาง เขียนไว้ว่า "วัดอภิญญาเทศีลธรรม" แทนที่จะเป็น "วัดอภิญญาเทสิตธรรม" วัดนาหลวง ภูย่าอู่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
ทีนี้ เมื่อคุณครูมาบอกว่าวัดอภิญญาเทสิตธรรม เป็นชื่อที่น่าจะถูกต้อง ตามที่วัดได้ตั้งชื่อเอาไว้แต่แรกเริ่ม ความหมายของคำนี้ ก็น่าจะมีใช่มั้ยคะ มีค่ะ เขาเรียกกันว่าเป็นธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ (โพธิปักขิยธรรม 37)
โพธิปักขิยธรรม 37 ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ , ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค อันได้แก่

สติปัฏฐาน 4
สัมมัปปธาน 4
อิทธิบาท 4
อินทรีย์ 5
พละ 5
โพชฌงค์ 7
มรรคมีองค์ 8

โพธิปักขิยธรรม นี้ตามที่ทั่วไปในพระไตรปิฎก ตรัสไว้เพียงเป็นคำรวมๆ โดยไม่ได้ระบุชื่อองค์ธรรม นอกจากในสังยุตตนิกายแห่งพระสุตตันตปิฎก ที่มีพุทธพจน์ตรัสระบุไว้ว่า ได้แก่ อินทรีย์ 5 และในคัมภีร์วิภงค์แห่งพระอภิธรรมปิฎก ซึ่งไขความว่า โพธิปักขิยธรรม

ได้แก่ โพชฌงค์ 7
ธรรมชุดนี้ เมื่อตรัสระบุชื่อทั้งชุดในพระสูตร ทรงเรียกว่าเป็น อภิญญาเทสิตธรรม เช่นคือ เป็นอภิญญาเทสิตธรรม 37 และในพระอภิธรรม ท่านแสดงไว้ว่าธรรม 37 ประการนี้ เป็น สัทธรรม
นอกจากนี้ ธรรม 37 ประการชุดนี้ยังได้ชื่อว่าเป็น สันติบท คือ ธรรมที่เป็นไปเพื่อการบรรลุสันติ (รวมทั้งเป็น อมตบท และ นิพพานบท เป็นต้น) และเป็น เสรีธรรม หรือ ธรรมเสรี
ในพระวินัยปิฎก ท่านแสดงธรรม 37 ประการนี้ไว้เป็นคำจำกัดความของคำว่า มรรคภาวนา
ต่อมา ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา รวมถึงสุทธิมัคค์ จึงระบุและแจกแจงไว้ชัดเจนว่า โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ ได้แก่ ธรรมเหล่านี้

ทั้งหมดนี้คือเบื้องหลังของชื่อวัดอภิญญาเทสิตธรรมค่ะ อาจยากแก่การจำของลูกๆนะคะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ พอแค่รู้ว่า เบื้องหลังของชื่อนี้มีความหมายอีกหลายอย่างก็พอหรือจำสั้นๆว่า "ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้"ค่ะ ซึ่งเวลาที่คุณครูไปฟังเทศน์ในวันเสาร์ที่สองของเดือน หลวงปู่ทองใบ ปภัสโร ภิกขุ (ท่านเจ้าคุณพระภาวนาวิสุทธาจารย์)ก็จะเทศน์ในเรื่องเหล่านี้ทั้งนั้นให้ฟัง ที่จริงเราอาจอ่านจากหนังสือก็ได้ แต่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่หลวงปู่ได้แทรกเอาไว้ในการสั่งสอน มันเป็นการแก้ข้อสงสัยไปในตัวและเอาไปปฏิบัติได้ ถ้าลูกๆสนใจ อาจชวนคุณพ่อคุณแม่ไปฟังเทศน์สักครั้ง หนทางอาจไกลและค่อนข้างลำบากสักหน่อย แต่ว่าการฟังธรรมจากพระที่ปฏิบัติดีนั้น คู่ควรแห่งการบากบั่นเข้าไปค่ะ

เขียนโดย ครูพเยาว์ ที่ ๑๘:๐๑

รอบรั้ว พุทธศาสนา ประวัติพุทธสาวก

วันเสาร์ที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐


พระโสณโกฬิวิสะ

_______โสณโกฬิวิสะ เกิดในตระกูลอุสภาเศรษฐีในเมืองจัมปานคร เป็นผู้เพียบพร้อมไปด้วย ทรัพย์สมบัติในนครแทบทั้งสิ้น สีผิวของท่านมีสีเหมือนทองคำและละเอียดอ่อน ด้วยเหตุนี้คนทั่วไปจึงขนานนามท่านว่า โสณะ ( แปลว่า ความงาม )

_______ในสมัยนั้นพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปเผยแผ่ธรรมะในกรุงราชคฤห์พระเจ้าพิมพิสารรับสั่งให้ โสณโกฬิวิสะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ท่านจึงไปยังกรุงราชคฤห์พร้อมด้วยชาวบ้านจำนวนมากและมีโอกาสได้ฟังธรรม บังเกิดความเลื่อมใสจึงได้ขอบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา

_______หลังจากโสณโกฬิวิสะได้อุปสมบทแล้ว ท่านได้ศึกษาธรรมในสำนักของพระพุทธเจ้าซึ่งอยู่ใน สีตวัน ปฏิบัติธรรมโดยหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับหมู่คณะ หมั่นประกอบความเพียรโดยตั้งจิตไว้ว่า เราควรฝึกปฏิบัติธรรมให้ถึงที่สุด แม้ร่างกายจะได้รับความลำบาก เพื่อการบรรลุธรรมของพระศาสดา ท่านโสณ โกฬิวิสะ มุ่งมั่นทำความเพียรจนร่างกายได้รับความทุกข์ เช่น ฝ่าเท้าพุพอง เป็นต้น แต่ก็ไม่สามารถ บรรลุธรรมได้ เพราะท่านทำความเพียรมากเกินไป จึงเกิดการท้อแท้และคิดว่า แม้เราพยายามอยู่อย่างนี้ก็ไม่อาจบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ไม่มีประโยชน์อะไรกับการบรรพชาเราจะลาสิกขาเพื่อทรัพย์สมบัติและทำบุญดีกว่า

______พระพุทธเจ้าทรงทราบวาระจิตของท่านโสณโกฬิวิสะ จึงเสด็จไปให้โอวาท โดยทรงแสดงโอวาทที่เปรียบเหมือนพิณ 3 สาย คือ การปฏิบัติธรรมที่เพียรพยายามมากเกินไปจนร่างกายได้รับความลำบากไม่อาจบรรลุธรรมได้เปรียบเหมือนสายพิณที่ตึงเกินไป เสียงไม่ไพเราะและสายอาจจะขาดได้ ในขณะเดียวกันการปฏิบัติธรรมที่ย่อหย่อนไม่ขยันเพียร ก็ไม่สามารถบรรลุธรรมได้เช่นกัน เปรียบเหมือนสายพิณที่หย่อนเกินไป เสียงไม่ไพเราะ ดังนั้นการปฏิบัติธรรมควรยึดปฏิบัติทางสายกลางโดยการปฏิบัติที่ไม่เคร่งเกินไป ไม่ย่อหย่อนเกินไป ควรปฏิบัติให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย สติปัญญาของตนมีความเพียรสม่ำเสมอเปรียบเหมือนสายพิณที่ตั้งได้พอดีไม่ตึงหรือหย่อนเกินไปเสียงไพเราะ

_______พระโสณโกฬิวิสะ ได้ฟังโอวาทของพระพุทธเจ้าและได้ประกอบความเพียรอย่างสม่ำเสมอ ถือปฏิบัติตามแนวทางสายกลางในที่สุดก็บรรลุเป็นพระอรหันต์

_______พระโสณโกฬิวิสะ ได้ชื่อว่าเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพราะท่านสามารถชักนำชาวบ้านให้หันมานับถือพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก

พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระโสณโกฬิวิสะว่าเป็นผู้เลิศในด้านปรารภความเพียรในพระพุทธศาสนา

เขียนโดย ครูพเยาว์ ที่ ๑๕:๒๘

รอบรั้ว วิทยาศาสตร์ การเดินทางของแสงและตัวกลาง

วันศุกร์ที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

การเดินทางของแสง

_______แสงเดินทางจากแหล่งกำเนิดทุกทิศทาง และเคลื่อนที่เป็นส่วนตรง แสงไม่ต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ เช่น แสงอาทิตย์ที่เดินทางมายังโลกมีความเร็วประมาณ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที แต่แสงใช้เวลาเดินทางจากดวงอาทิตย์มายังโลกเพียงประมาณ 8.5 นาทีเท่านั้น

ตัวกลาง

___-แสงเดินทางเป็นเส้นตรงจากแหล่งกำเนิดแสง และจะผ่านอากาศหรือเคลื่อนที่ผ่านสิ่งต่างๆ นี้เราเรียกว่า ตัวกลาง ซึ่งตัวกลาง แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ




_______1. ตัวกลางโปร่งใส คือ ตัวกลางที่ยอมให้แสงผ่านได้หมด จะทำให้มองเห็นวัตถุข้างหน้าได้ชัดเจน เช่น น้ำใส , กระจก, อากาศ, แก้วน้ำใส เป็นต้น



_______2. ตัวกลางโปร่งแสง คือ ตัวกลางที่ยอมให้แสงผ่านได้บ้าง เช่น น้ำขุ่น, ผ้าเช็ดหน้า, กระจกฝ้า ,แผ่นฟิล์มกรองแสง, ผ้าขาวบาง เป็นต้น



_______3. ตัวกลางทึบแสง คือ ตัวกลางที่ไม่ยอมให้แสงผ่าน ถ้านำไปขวางทางเดินของสารจะทำให้เกิด เงา เช่น ไม้, หนังสือ , ตัวเรา , แผ่นเหล็ก, ยางลบ เป็นต้น

เขียนโดย ครูพเยาว์ ที่ ๒๑:๓๐

รอบรั้ว วิทยาศาสตร์ แหล่งกำเนิดแสงและการเดินทางของแสง

แหล่งกำเนิดแสงและการเดินทางของแสง

แสง เป็นพลังงานรูปหนึ่งที่รับรู้ด้วยตา

__ - แสงช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้

___- ทำให้พืชเจริญเติบโต

แหล่งกำเนิดแสง

_______1. แสงเกิดจากวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงมากเช่น ดวงอาทิตย์ โดยแผ่พลังงานออกมารอบตัวและส่องมายังโลกด้วย และพลังงานแสงที่เกิดดจากความร้อนที่เห็นได้ชัดเจนคือ ไส้ของหลอดไฟฟ้าแบบมีไส้

_______2. แสงเกิดจากสารเรืองแสงเมื่อกระทบรังสีบางชนิด เช่น สารเรืองแสงที่ฉาบไว้ที่ผิวด้านในของหลอดฟลูออเรสเซนต์ เมื่อกระทบกับรังสีอัลตร้าไวโอเลตที่เกิดขึ้นภายในหลอดก็เปล่งแสงสีขาวออกมา

_______3. แสงเกิดจากหลอดบรรจุก๊าซบางชนิด เมื่อต่อเข้ากับแรงดันไฟฟ้าสูงๆ ก็เปล่งแสงเป็นสีต่างๆ ซึ่งจะเป็นสีอะไรขึ้นอยู่กับชนิดของก๊าซที่บรรจุ เช่น หลอดไฟที่บรรจุก๊าซนีออนให้สีส้มใช้ทำป้ายโฆษณาในตอนกลางคืน

_______4. แสงเกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง เช่น ฟืน, เทียนไข, น้ำมัน, ก๊าซ แสงที่เกิดจากวิธีนี้จะทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ

_______5. แสงเกิดจากสิ่งมีชีวิต เช่น หิ่งห้อย เห็ดบางชนิด
สรุปว่าแหล่งกำเนิดแสงสามารถแบ่งได้ 2 ประเภทคือ แสงที่เกิดขึ้นเองจากธรรมชาติ และแสงที่เกิดขึ้นโดยที่มนุษย์สร้างขึ้น

เขียนโดย ครูพเยาว์ ที่ ๒๑:๒๗